33 ข้อ ไขข้อข้องใจและทางออกจากสิวทุกประเภท จากประสบการณ์ 25 ปี

ก่อนอื่น ลองมาเช็คกันดูนะคะว่า คุณกำลังมีปัญหา “สิวเรื้อรัง” หรือไม่ค่ะ?

  1. เป็นสิวที่เป็นมานานกว่า 6 เดือน เป็นได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผิวระคายเคือง แดง อักเสบ สิวอักเสบ สิวหนอง หรือซีสต์ใหญ่ ๆ
  2. มาพร้อมกับปัญหาผิวที่ไม่สมดุล ส่วนใหญ่จะมันเกินไป และรูขุมขนกว้างขึ้น
  3. เป็นสิวที่อาจเรียกได้ว่า เป็นรูปแบบของ “สิวฮอร์โมน” ที่เข้าใจกันในปัจจุบัน
  4. ใช้ครีม ยารักษาสิว และการทำทรีทเมนต์จากคลินิกหรือสถานบริการความงามทุกรูปแบบแล้ว ได้ผลชั่วคราว เมื่อหยุดทำหรือเว้นช่วงไป สิวก็กลับมาอีกและอาจเป็นมากขึ้น
  5. เป็นโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่สามารถอธิบายได้ เหมือนอยู่ดี ๆ ก็เป็น
  6. มักเป็นหลังจากมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาความเครียด มาสักระยะใหญ่ ๆ ก่อน ส่งผลให้คนที่ไม่เคยเป็นสิวเป็นสิวชนิดนี้ได้เช่นกัน
  7. อาจเกิดจากการรับยาสเตียรอยด์รักษาบางโรค หรือใช้สเตียรอยด์ปริมาณมากเพื่อให้ส่งผลบางอย่าง ส่งผลให้คนไม่เคยเป็นสิว เป็นสิวสเตียรอยด์ได้
  8. หากทบทวนย้อนกลับไปแล้ว ก็จะมีพฤติกรรมการกินที่ผิดหลักสุขภาพ กินอาหารมีไขมันทรานส์ น้ำตาลขัดขาว น้ำตาลสูง อาหาร GI สูง อาหารสำเร็จรูป อาหารสังเคราะห์ อาหารแปรรูป ต่อเนื่องหลายปี ไม่ออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์จัด สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืนเป็นประจำ หรืออยู่ในโซนที่มลภาวะเป็นพิษ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ควบคุมเรื่องสารพิษและความปลอดภัยในโรงงานและสิ่งแวดล้อม อยู่เมืองที่มีมลพิษสูง ทำงานเป็นกะ เดินทางบ่อย นอนเช้าตื่นเที่ยง มีปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ หรือปัญหาอื่น ๆ แบบเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้จบเสียที เหล่านี้เป็นต้น

หากคำตอบของคุณ คือ “ใช่” แม้เพียงข้อเดียว
ก็ถือว่าเข้าข่าย “กำลังมีปัญหาสิวเรื้อรังแล้วค่ะ”

และหนทางหลุดออกจากปัญหานี้ อยู่ด้านล่างนี้แล้วค่ะ ยาวหน่อย แต่คุ้มที่จะใช้เวลากับมันและลองเปิดใจรับไปเป็นแนวทางทำแบบจริงจังดูสัก 3 เดือน จะพบความแตกต่างที่ชัดเจนแน่นอน

33 ข้อ ไขข้อข้องใจ “ปัญหาสิวเรื้อรัง” และ ทางออกจากเขาวงกตนี้ สรุปจากประสบการณ์เรื่องสิว 25 ปี

ตั้งแต่ที่บีมมีปัญหาสิว กลิ่นตัว ขี้หงุดหงิดโมโหง่ายตั้งแต่เด็ก (ประถม) และอยู่ในวังวนการเข้าออกคลินิก สถานเสริมความงามอยู่ตลอดช่วงเวลาวัยเรียนถึงวัยทำงานตอนต้น ก็ได้ตัดสินใจเด็ดขาด มาเริ่มศึกษาและทดลอง การรักษาสิว โดยเน้นที่การแก้ที่ระบบภายใน แก้ที่รากของสิว โดยมุ่งเป้าไปที่การ “หายขาด” ใช้หลักธรรมชาติ ไม่ใช้ยา ไม่ใช้ฮอร์โมน เมื่อปี พ.ศ. 2552 จนในวันนี้ (20 ม.ค. 2563) บีม “ตกผลึก” ได้แบบนี้ค่ะ ขอให้อ่านและทำความเข้าใจให้ดี นี่คือ หนทางที่จะพาคุณออกจากวังวนจากปัญหาสิว “แบบถึงราก” ได้จริง ๆ 

  1. สิวของคนในยุคนี้ มีสาเหตุหลักมาจาก “การเสียสมดุลแบบร้อนเกินไป” และ “การมีขยะสะสมในกายและจิตมากเกินไป” ส่งผลให้มีออกซิเจนในตัวน้อย และ ภูมิต้านทานทางกายและใจต่ำลง
  2. การเสียสมดุลแบบร้อนเกินไป ถ้าเป็นในเด็กถึงวัยรุ่น จะเป็นสาเหตุเกี่ยวกับ “อาหารที่กินมาตั้งแต่เล็กจนถึงวัยรุ่น” ถ้าเป็นวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ จะเกิดจาก “ความเครียด” เป็นตัวหลัก
  3. ความเครียดเป็นการเพิ่มความร้อน เพิ่มพิษ ให้กับร่างกายโดยตรง และกดภูมิคุ้มกันให้ต่ำลง เกิดมาจากวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่ผิดเพี้ยนจากการใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
  4. เมื่อถูกส่งเสริมด้วย การกินอาหารแนวตะวันตกในกลุ่ม fast food เน้นกลุ่มให้พลังงาน เช่น แป้งขัดขาว นมวัว น้ำตาล กรดไขมันโอเมก้า 6 และกลุ่มเนื้อสัตว์ โดยไม่กินอาหารฤทธิ์เย็น เช่น กลุ่มผักผลไม้ปลอดสาร สมุนไพรฤทธิ์เย็น เลยหรือกินน้อยมาก ย่อมทำให้ความร้อนสะสมในเซลล์ร่างกายมากเกินไป 
  5. นอกจากภาวะร้อนเกินที่เกิดขึ้นแล้ว ในทาง “ชีวเคมี” อาหารกลุ่มนี้ ก็ทำให้เกิด “ภาวะอักเสบเรื้อรัง น้ำตาลในเลือดแกว่ง ภาวะดื้ออินซูลิน ไขมันพอกตับ ลงพุง โรคอ้วน น้ำหนักเกิน เซลลูไลท์ ท้องผูก เลือดหนืดข้น ลำไส้รั่ว” อีกด้วย
  6. อาหารจะส่งผลต่อภาวะอารมณ์และบุคลิกภาพโดยตรง คนที่มีความร้อนสะสมในตัวมากเกินไป จะขี้หงุดหงิด โมโหง่าย ไม่ให้อภัย มองโลกในแง่ร้าย โกรธตัวเองและผู้อื่นตลอดเวลา เป็นภาวะอารมณ์ที่เพิ่มเติมความร้อนให้กายนี้เข้าไปอีก
  7. เมื่อ น้ำ ลม ไฟ ในตัว ส่งเสริมให้มี “ไฟ” มากไป คือ น้ำน้อย (ไม่ค่อยดื่มน้ำ) ลมเยอะ (เพราะเครียดและนอนไม่หลับเป็นเรื่องหลัก) และไฟเยอะมาก ก็จะสะท้อนให้เห็นทาง ดิน คือ กายเนื้อที่สัมผัสได้ และผิวหนังคืออวัยวะหนึ่งในธาตุดินนั้น
  8. คนที่ไม่ออกทางผิวหนัง ก็จะเป็นตุ่ม เป็นหนอง เป็นก้อนอยู่ภายใน คนที่ออกมาทางผิวหนัง ก็จะเป็นผดผื่น เป็นสิว เป็นซีสต์ แต่ละคนจะแสดงออกไม่เหมือนกัน แต่เหตุเป็นอย่างไร ผลเป็นเช่นนั้น ทุกคนมี “ไฟมากไป” ในตัวทั้งหมด จึงป่วยเป็นโรคต่างๆ ที่เกิดจาก “ไฟเผา”
  9. ส่วนขยะที่รับมามากเกินไปนั้น มาจากหลายทาง นับทั้งขยะที่ตามองเห็นได้ กับ ขยะที่ตามองไม่เห็น เพราะเรามีกายเนื้อ และ กายละเอียด ซึ่งกายละเอียดนี่เอง หรือ วิญญาณของเรา หรือ พลังชีวิต ที่ทำให้เรายังคง “มีชีวิตอยู่” ถ้าสุขภาพเขาไม่ดี มีพลังดำมืดปนเปื้อน ปกคลุม และไม่เอาออก ก็จะแสดงออกมาทางกายเนื้อนี่เอง 
  10. เราไปเน้นการแก้ที่กายเนื้อกัน ซึ่งถ้าไม่เกี่ยวกับการแพ้ครีมหรือใช้ของที่ระคายเคืองผิวรุนแรงจริง ๆ ปัญหาโรคผิวหนังทุกโรคมาจาก “คุณภาพและความสะอาดของกายละเอียด” ไปแก้กันผิดที่ผิดทาง จึงไม่หายกันเสียที
  11. ขยะที่มองเห็นได้ สัมผัสได้ คือ อาหารที่ผ่านกระบวนการ น้ำตาล อาหารปนเปื้อนสารเคมี มีของปรุงแต่งสูง อาหารปนเปื้อนพยาธิ แอลกอฮอล์ ไม่เป็นรสธรรมชาติ และเรากินหลายมื้อต่อวัน กินกันหลายอย่างต่อวัน และอาหารก็คือ ธาตุดิน ที่จะเข้าไปเป็นธาตุดิน คือ ผิวหนัง และอวัยวะน้อยใหญ่ของเรานี่เอง อาหาร = อวัยวะและผิวหนัง เป๊ะ ๆ ใส่อะไรเข้าไป ก็ได้ออกมาแบบนั้นเป๊ะ ๆ ไม่ผิดเพี้ยน 
  12. หลายคนมีคำถามว่า เพื่อนที่หน้าใส ก็กินแบบเรา ไม่เห็นจะเป็นเลย มันมีปัจจัยที่คุณยังมองไม่เห็นว่า เขาป่วยอะไรบ้าง ถ้าละเอียด ลองสังเกตดูว่า เขามีความป่วยในด้านอื่นไหม ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้รับฟังเรื่องราวเพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาสิวของบีมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่า คนที่หน้าใสและไม่ดูแลอาหารจะมี 2 อย่าง คือ แสดงออกทางอื่น เช่น ขอบตาคล้ำ ผิวขาดน้ำแต่ยังไม่เป็นสิว ปวดท้องประจำเดือนรุนแรง มีลูกยาก มีพุงแม้ยังไม่เคยมีลูก หรือมีอาการป่วยอื่น ๆ ที่ไม่แสดงมาเป็นสิว และอีกกลุ่มคือ มาเป็นสิวช่วงที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว คือ อายุ 25 ปีขึ้นไป กลุ่มนี้มีเพิ่มขึ้น คือ ไม่ดูแลตัวเองเลย ชะล่าใจว่าผิวดี แล้วมาเป็นเอาตอนโต กลุ่มนี้จะมีโอกาสเป็นซึมเศร้าหนักกว่า เพราะ ไม่เคยเป็น และมาเป็นตอนที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งร่างกายเสียหายไปมากแล้ว ต้องใช้เวลานานกว่า และต้องมีวินัยสูงมาก ถ้าไม่เชื่อมั่นในหนทางธรรมชาติ และไม่เชื่อในตัวเองว่าจะหายได้ ก็จะอยู่ในวังวนสิวตลอดไปเพราะมีภาวะซึมเศร้ามาเพิ่มเติม ซึ่งภาวะนี้ คือ การบั่นทอนระบบภายใน เหมือนระเบิดเวลาที่รอระเบิดให้ตัวตาย 
  13. ดังนั้น ขอแนะนำว่า อย่าไปเปรียบเทียบกับใคร อย่าไปนึกน้อยใจ ให้สนใจตัวเราและลู่ของเรา เดินให้ดี มีพัฒนาการไปเรื่อย ๆ ทำให้ถูก ผลจะได้เอง เพราะการเปรียบเทียบและการไม่รักตัวเอง ไม่ให้กำลังใจตัวเอง คือ อารมณ์ทางลบที่บั่นทอนกายละเอียดและจิตวิญญาณ จะทำให้หายช้าไปอีก
  14. ส่วนขยะอื่น ๆ ก็คือ สารเคมีอันตราย สารเคมีระคายเคือง จากสิ่งที่เราใช้ทุกวัน คือ เครื่องสำอาง ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับแล้วว่า มันสามารถถูกดูดซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง หรือของใช้ที่เราต้องได้รับเข้าไป เช่น น้ำยาล้างจานที่อาจตกค้างบนจาน เครื่องครัวที่หลุดร่อนปนเปื้อนมากับอาหาร หรือ เครื่องครัวที่ไม่มีคุณภาพ มีตะกั่ว (หม้อก๋วยเตี๋ยวคุณภาพต่ำ) น้ำปนเปื้อนสารเคมี น้ำปนเปื้อนเชื้อโรค ฝุ่น PM 2.5 สารเคมีที่่ฟุ้งในบริเวณโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าที่มีควันเสียลอยออกมา ควันท่อไอเสีย ฯลฯ ที่รับเข้าไปทุกวัน 
  15. ขยะที่มองเห็นได้ จะเข้าสู่กระแสเลือด และต้องไปที่ตับ เพื่อตับจะได้ทำหน้าที่คัดกรอง กำจัดพิษออก เหลือแต่สิ่งที่ดีและมีประโยชน์ไหลเวียนในกระแสเลือด แต่เมื่อตับป่วยจากพิษที่มีมากเกินไป เซลล์ตับเองก็ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งตับคืออวัยวะที่สำคัญที่สุดในการ กำจัดพิษ และ สังเคราะห์สิ่งที่ร่างกายต้องนำไปใช้ประโยชน์ ถ้าตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติแล้ว พิษจะแพร่กระจายไปในกระแสเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย และเลือดไปที่ไหน น้ำเหลืองอยู่ที่นั่น
  16. น้ำเหลือง คือ ของเหลวทั้งหมดที่ไม่ใช่เลือด และมีบทบาทสำคัญต่อ คุณภาพของผิวหนัง โดยตรง ถ้าเลือดมีพิษเยอะ น้ำเหลืองก็จะมีพิษเยอะ และถ้าเม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันในน้ำเหลือง ไม่สามารถกำจัดพิษออกได้ ก็จะทำให้เกิดอาการทางผิวหนังในลักษณะต่าง ๆ 
  17. ดังนั้น สุดท้ายแล้ว ความร้อนและขยะจากเซลล์น้อยใหญ่ทั่วร่างกายที่มองเห็นได้ จะลอยละล่องในกระแสเลือด และ ถ่ายเทไปสู่น้ำเหลือง และ ทุกพื้นที่ของเซลล์ร่างกาย ก็จะได้รับพิษอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าภาวะ “อักเสบเรื้อรัง” ที่เหมือนทหารของร่างกายต้องต่อสู้และระแวดระวังตลอดเวลา ไม่ได้หยุดพัก ทำให้เหนื่อยเพลีย และในที่สุด สู้ไม่ไหว ก็จะสู้หมดทุกอย่าง แม้กระทั่งเซลล์ดี ๆ ก็จะโจมตี เพราะ ตาลายไม่รู้อะไรเป็นอะไรแล้ว อาจเป็นสาเหตุของการแพ้ง่ายหรือแพ้ตัวเองด้วย
  18. ยังไม่รวมขยะที่มาจากลำไส้โดยตรง จากการกินอาหารที่ร่างกายไม่เอา ไม่ขับถ่ายให้หมดได้ทุกวัน ท้องผูกต่อเนื่อง สุขภาพผนังลำไส้ไม่ดี จนเกิดรูรั่ว และความเครียดก็ทำให้ลำไส้แย่ได้เร็ว และรั่วได้เร็วขึ้นด้วย ภูมิคุ้มกันในลำไส้มีถึง 80% ของทั้งระบบร่างกาย ถ้าตรงนี้แย่ ผิวหนังก็จะได้รับผลโดยตรง 
  19. พอลำไส้รั่ว (leaky gut syndrome) ก็จะทำให้สิ่งที่อยู่ในลำไส้ออกไปสู่น้ำเลือด และ น้ำเหลือง อย่างมากมาย และยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันตก และ มีภาวะอักเสบเรื้อรังสูงขึ้น
  20. อักเสบตรงไหน ตรงนั้นก็จะมีความร้อน มีการสู้กันของร่างกายกับสิ่งแปลกปลอม เหมือนมีสมรภูมิรบภายในกายนี้ตลอดเวลา เป็นสงครามที่ยืดเยื้อ เพราะเซลล์ร่างกายไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยอาหารที่ดีเลย มีแต่อาหารเสริมเชื้อโรค ในที่สุด ก็ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน อัลไซเมอร์ อัมพฤกษ์ อัมพาตย์ ภูมิแพ้ตัวเอง และแน่นอนว่า “สิววัยรุ่นสมัยนี้และวัยผู้ใหญ่” ก็จัดเป็นผลของเหตุที่ว่านั้นด้วย
  21. ถ้าอักเสบในหลอดเลือด หลอดเลือดจะแข็ง ตีบ เล็กลง ทำให้ส่งสารอาหาร ออกซิเจน น้ำ ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะไกล ๆ อย่างผิวหนังได้ยาก ทำให้พิษสะสมคั่งค้างอยู่ตามผิวหนัง ทำให้เป็นสิวเรื้อรังไม่หาย หรือ มีแผลสิวก็หายช้า หายยาก ยังไม่ทันหาย ขึ้นมาใหม่อีกแล้ว ถ้าอักเสบตรงไหน ตรงนั้นก็ป่วยและมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ 
  22. และการกินน้ำตาล และ คาร์โบไฮเดรตที่มีค่า GI สูง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเบเกอรี่ จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดมากเกินไป และ น้ำตาลกระโดดสูงทันทีหลังกิน ไปกระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินจำนวนมาก ๆ เพื่อมาเอาน้ำตาลจากเลือดเข้าไปใช้งานในเซลล์ เมื่ออินซูลินเพิ่มขึ้นมาก จะไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนอีกหลายตัวเสียสมดุล ตัวที่เกี่ยวกับสิวและมีข้อมูลที่มีแพทย์และงานวิจัยในต่างประเทศอ้างถึง คือ IGF และ แอนโดรเจน ตัว IGF จะไปเพิ่มอัตราการสร้างเซลล์เพิ่ม ทำให้ผนังท่อรูขุมขนมีเซลล์ผลิตออกมามากไป ทำให้อุดตันรูขุมขนได้ง่าย แม้ไม่ใช้ครีมหรือเครื่องสำอางอะไร ก็อุดตันแล้ว และแอนโดรเจนก็ทำให้ร่างกายผลิตน้ำมันมากเกินไป ผลคือ การอุดตันของเซลล์ผิวบวกกับน้ำมันที่มากเกินไปในรูขุมขน และน้ำมันเป็นอาหารของเชื้อสิว P.Acne อยู่ตรงนั้น เป็นเหมือนคอขวด ที่ถ้ามันออกไปไม่ได้ ก็จะขยายออกไปทางข้าง ทำให้น้ำมัน เชื้อโรค ออกไปเซลล์ด้านข้างรูขุมขน พอเม็ดเลือดขาวรู้ว่ามีเชื้อโรคตรงนั้น จะเรียกเพื่อนมาจัดการ เป็นสมรภูมิเล็ก ๆ หรือใหญ่ ๆ ตรงนั้น อยู่ที่ปริมาณเชื้อโรคที่นั่น ขยะในเลือดและน้ำเหลือง ถ้าเลือดและน้ำเหลืองสกปรก ก็หายช้าและเป็นนาน ถ้าเลือดและน้ำเหลืองสะอาด ก็จะหายเร็ว
  23. จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถ้าต้องการหายเร็ว ต้องโฟกัสการจัดการที่ “น้ำเลือด และ น้ำเหลือง” ให้เขาหมุนเวียนได้ดี ให้เขาสะอาด ให้เขาสมดุล เป็นเรื่องหลัก แล้วผิวก็จะดีตามคุณภาพของของเหลว คือ เลือดและน้ำเหลืองนั่นเอง
  24. สิ่งที่จะทำให้น้ำเหลืองและน้ำเลือดสะอาด ในระดับของคนที่เป็นมานาน เรื้อรัง และรุนแรง จำเป็นต้องใช้สมุนไพรร่วมกับการปรับเปลี่ยนอาหารและวิถีที่กิน และต้องมีการออกกำลังกายและนวดตัวไปพร้อม ๆ กัน เพื่อกระตุ้นให้น้ำเหลืองเดินได้ดี ยิ่งตัดสินใจเด็ดขาด จะเอาชนะกิเลสเรื่องอาหารได้เร็ว ก็จะยิ่งหายเร็วขึ้น
  25. อาหารที่ก่อสิวโดยสรุปจากเว็บไซท์ต่างประเทศที่เป็นแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ พูดไปทางเดียวกัน คือ อาหารที่มี GI สูง(คาร์โบไฮเดรตที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเบเกอรี่ ข้าวขาว แป้งขัดขาว ขนมปังขัดขาว เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องส่วนใหญ่) อาหารที่มีโอเมก้า 6 สูง (เช่นอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันคาโนล่า น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง) นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว เวย์โปรตีน อาหารผ่านกระบวนการและปรุงแต่งมาก ๆ อาหารที่มีความเป็นกรดสูง ถ้าตามหลักแพทย์แผนตะวันออก คือ อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนสูง คือทานตามแนวตะวันตกสายอัดพลังงาน เช่น fast food ต่าง ๆ ไก่ทอด พิซซ่า โดนัท ฯลฯ รวมไปถึงการทานอาหารเสริม ที่จัดว่าเป็นอาหารฤทธิ์ร้อนมากเกินจำเป็น และการทานยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวินะ ยาโรแอคคิวเทน ยาต่าง ๆ ทั้งหมดด้วย
  26. อาหารที่จะช่วยให้สิวหาย หน้าใสได้เร็ว คือ คาร์โบไฮเดรตที่มีค่า GI ต่ำ อาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง (ถ้าบ้านเราจะมีน้ำมันงาม้อน) มีใยอาหารสูง ผักผลไม้ 5 สี เน้นสีเหลืองส้มและสีเขียว ในรูปแบบสลัดราดน้ำมันสกัดเย็นที่สกัดจากพืช เช่น น้ำมันงาม้อน น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันถั่วดาวอินคา เป็นต้น) หรือนำมาปั่นหรือทำน้ำ infused water ก็จะช่วยได้เร็วมาก ๆ การทานน้ำมันดังกล่าวแบบสกัดเย็นแบบสด ๆ อาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย อาหารที่มีคอลลาเจน เช่น น้ำซุปกระดูก ปลา เห็ด สาหร่าย ถั่วที่มีฤทธิ์เย็น เช่น ถั่วเขียว และแนะนำให้งดไข่ไปก่อน เพราะ กินกันมาค่อนข้างเยอะตลอดชีวิต มีโอกาสแพ้ค่ะ แนะนำให้ทานแนววีแกน หรือ เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอาหารกลุ่มนี้ มักจะมีฤทธิ์เย็นและมีค่า pH เป็นด่างอยู่แล้ว และไม่ผ่านกระบวนการ ซึ่งจะปรับเลือดให้เป็นด่างอ่อน ๆ ในภาวะนี้ ร่างกายจะแข็งแรงที่สุด ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีที่สุด และไม่เป็นสภาวะของการก่อมะเร็งเหมือนเลือดเป็นกรด ในมุมของสิว ก็จะหายเร็วมาก ๆ 
  27. นอกจากนี้ ก็ต้องล้างพิษลำไส้ใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็น บ่อเก็บของเสีย ให้เร็วที่สุด ซึ่งจากข้อมูลของคุณหมอเขียว ดร.ใจเพชร มีทรัพย์ ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อทำให้ลำไส้ใหญ่สะอาด อุณหภูมิของร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่สมดุลได้เร็ว (สมดุลร้อนเย็น) พิษในลำไส้ใหญ่ คือ ของเสียที่ตกค้างทั้งหมด ส่วนนี้คือบ่อของความร้อนและเชื้อโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงและแพร่กระจายได้ เหมือนถังขยะนี่เอง ถ้าไม่ดูแลให้สะอาด ก็เน่าเหม็นใช่ไหมคะ
  28. ส่วนการล้างพิษตับนั้น จริง ๆ แล้ว ถ้าเราได้ล้างพิษลำไส้แล้ว และ ปรับอาหารแล้ว พิษจะลดลงระดับหนึ่งอยู่แล้ว ทำให้ตับแบกภาระในการกำจัดพิษน้อยลง เมื่อได้ทานผักผลไม้สดที่มีเอ็นไซม์และสารอาหารมาก ๆ ตับจะสามารถฟื้นฟูได้เอง และควรทานชาหรืออาหารที่มีสรรพคุณล้างไขมันในร่างกายและหลอดเลือด ก็จะช่วยให้ไขมันโดยรวมลดลง ตับก็จะรู้สึกโล่งขึ้น มีเวลาได้พักมากขึ้น ถ้าได้นอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม และหลับสนิทถึงเช้า ตับก็จะฟื้นฟูตัวเองได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ ดังนั้น ถามว่าจำเป็นต้องล้างพิษตับไหม ให้เป็นไปตามความเข้าใจส่วนบุคคล เพราะ ในส่วนของการแพทย์สายทางเลือก ก็จะมีวิธีการล้างไขมันและนิ่วจากตับ ซึ่งที่บีมเคยทดลอง ก็รู้สึกดีกับวิธีนั้นเช่นกัน เพียงแต่ว่า ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง และถ้ายังใช้ชีวิตเครียดเหมือนเดิม ทานอาหารเหมือนเดิม ปรับชีวิตไม่ได้ มันก็จะกลับมาได้อีก (ไขมันและนิ่วในตับและถุงน้ำดี) ดังนั้น ถ้าจะล้างจริง ๆ ก็ให้คิดก่อนว่า จะเปลี่ยนตัวเองแล้วจริง ๆ นะ เงินที่ลงไปจะได้ไม่สูญเปล่า
  29. ส่วนที่สำคัญมากอีกส่วน คือ การออกกำลังกาย หลายคนมีประสบการณ์ คือ ออกกำลังแบบสร้างกล้ามเนื้อหนัก ๆ ฝึกหนัก ฝึกเครียด วิ่งเยอะ ดื่มน้ำน้อย หรือการออกกำลังกายที่มีการเผาผลาญสูง และเครียด กลุ่มนี้อาจยิ่งมีสิวขึ้น เพราะ ร่างกายร้อนเกินไป ควรต้องหันมาเล่นโยคะหรือว่ายน้ำ (สระน้ำเกลือ) แทน ที่จะช่วยปรับสมดุลตรงนี้ได้ดีกว่าค่ะ ร่างกายจะเย็น ไม่ร้อน (ไม่แนะนำโยคะร้อนก่อนนะคะ แม้คุณจะอยากลดน้ำหนักก็ตาม) การเล่นฮูล่าฮูปก็ทำให้ลำไส้บีบรัดตัวได้ง่ายและเร็วตอนเช้า คือ พยายามทำให้ง่าย ให้สุข จะเต้นก็ได้ อย่าไปเล่นกีฬาตามกระแสที่ไม่เป็นตัวเอง เล่นแบบเครียด เอาที่ตัวเองสบายใจและมีความสุข สำคัญที่สุด และจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายมากที่สุดค่ะ
  30. และตามที่บีมบอกก็คือ ส่วนที่มองไม่เห็น คือ วิญญาณ พลังชีวิต กายละเอียด นี้ คือ รากของโรคที่แท้จริง ต้องแก้ในส่วนนี้ด้วย โดยต้องมองชีวิตอย่างเป็นองค์รวมว่า ขณะนี้เรากำลังมีปัญหาอะไรที่ค้างคาที่ยังทำให้ชีวิตไม่มีความสุขได้จริง ๆ ไหม เรากำลังรู้สึกหมดพลังและอ่อนเพลียกับชีวิตที่ต้องต่อสู้ทุกวันไหม? หัวเราะได้อยู่ไหม มีความสุขได้อยู่ไหม ถ้าไม่ได้ มันต้องไปแก้ ไปดูว่า อะไรที่เรายังไม่ได้แก้ เรายังโกรธ ยังเกลียดใครไหม เรายังติดค้างอะไรใครไหม เราต้องกล้าเผชิญหน้า และค่อย ๆ แก้ปัญหาด้วยความรัก ด้วยความอดทน เข้าใจ ให้อภัย พอมันหลุดไปทีละเปลาะ ๆ ใจจะสบายขึ้นเอง ความเครียดจะลดลงเองตามระดับที่เราแก้ปัญหาได้ 
  31. สำหรับบีมเอง ได้เรียนรู้เครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาในส่วน “วิญญาณ” ซึ่งทำไปพร้อมกับการแก้ปัญหาทางโลก คือ การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้น ใช้ชีวิตให้ช้าลง ถอยห่างจากเทคโนโลยีและโลกออนไลน์เพิ่มขึ้น การใช้ชีวิตตามแนวทาง Minimalism (ให้ชีวิตเหลือแต่สิ่งจำเป็น) การหัวเราะอย่างไร้เงื่อนไข โดยศาสตร์โยคะหัวเราะ (ทางลัดในการเพิ่มออกซิเจน กำจัดสารพิษจากความเครียด การดีท็อกซ์จิตใต้สำนึก การนวดอวัยวะภายใน และ การเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดลม) TRE (การขจัดความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก) การทบทวนและศึกษาคำสอนต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ ช่วยให้บีมกลับมามีพลังชีวิตที่แข็งแรงอีกครั้งภายในช่วงเวลาเพียงไม่ถึง 1 ปีเท่านั้น ทำให้รู้สึกเข้มแข็งและเดินต่อไปได้ มีความหวังสำหรับการมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข เชื่อว่าจะผ่านพ้นปัญหาต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี
  32. ในส่วนของผิวหนัง เพียงแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมน้ำ กักเก็บความชุ่มชื้นในผิวให้ยาวนาน ช่วยให้ผิวเย็นลง ไม่อุดตัน ล้างพิษผิวและกำจัดเซลล์ตายออกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติในการกำจัดเชื้อสิว ซึ่งจะอ่อนโยนต่อผิวมากกว่าการใช้ยาและเคมี อาจจะช้าแต่ปลอดภัยกว่า ทั้งนี้จะช้าหรือเร็ว ก็อยู่ที่เลือดและน้ำเหลืองเป็นหลักค่ะ ถ้าเราทำข้างในได้ดี ข้างนอกรักษาตามอาการไป เดี๋ยวก็หายเอง ซึ่งเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่บีมคัดมาให้แล้วที่ร้านสิวซีเคร็ตก็เพียงพอแล้วค่ะ ไม่ต้องใช้มากไปกว่านี้ ก็ช่วยได้แล้วในระดับที่ผิวจะแข็งแรงและเชื้อสิวลดลงจริงในระยะยาว
  33. เลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผิวและสุขภาพ ต้องมีความรู้ในการอ่านส่วนผสมประมาณหนึ่ง จึงจะเลือกได้ถูกต้อง ซึ่งฉลากเครื่องสำอางในเมืองไทย สามารถทำให้เข้าใจผิดได้สูง กลุ่มที่เคลมว่าเหมาะกับผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองง่าย ออร์แกนิคและธรรมชาติ ถ้าผลิตในไทยส่วนใหญ่ จะมีส่วนผสมที่อาจระคายเคืองได้บางส่วน แม้จะน้อย แต่ถ้าไม่มีเลยจะดีกว่า เช่น SLS, SLES และบางแบรนด์ก็ยังมี paraben อยู่ แต่ถ้าผลิตจากเมืองนอกแล้วนำเข้ามา ส่วนใหญ่แล้ว จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานความเป็นธรรมชาติและออร์แกนิค แต่ก็ไม่ได้แปลว่า จะเหมาะกับเราเสมอไป สุดท้ายเราก็ต้องดูที่ผลลัพธ์ค่ะ ถ้าเราโอเคกับผลลัพธ์ก็คือผ่าน ใช้ระยะยาวแล้วมีความสุขดี ก็ถือว่าผ่าน ประมาณนี้ 

สุดท้ายนี้ ขอสรุปว่า การแก้ปัญหาสิวนั้นต้องทำไปพร้อม ๆ กันทั้งภาคที่มองเห็นและมองไม่เห็นแบบองค์รวม และการใช้ครีมหรือกินอาหาร เพียงไม่กี่อย่าง และจะหวังผลให้สิวหายไปทั้งหมด เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในหลายคน โดยทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแนบแน่น เมื่อคุณปลดปล่อยความเครียดออกจากร่างกาย คือ การหัวเราะ การใช้ TRE กำจัดออก รวมไปถึงการออกกำลังกายที่รู้สึกสนุก เบาสบาย ไม่เครียด การได้นวดร่างกาย นวดตัว การได้อยู่กับธรรมชาติ การได้แสดงออก ปลดปล่อยด้วยวิธีต่าง ๆ จะทำให้จิตเบาขึ้น สบายขึ้น เมื่อจิตหรือวิญญาณเบาขึ้น ระบบฮอร์โมนจะปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังชีวิตจะเริ่มไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ระบบต่าง ๆ จะแข็งแรง และ กำจัดสิ่งแปลกปลอมและของเสียตกค้างได้รวดเร็วขึ้น และเมื่อเติมแต่สิ่งที่ดีเข้าไปทดแทน ไม่ว่าจะเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข การให้อภัยตัวเองและผู้อื่น อาหารที่สดสะอาด ไม่ผ่านกระบวนการและการปรุงแต่งที่หลากหลาย น้ำดื่มที่สะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ใช้สมุนไพรและอาหารที่ช่วยล้างพิษ ล้างไขมัน นอนหลับให้เร็ว เล่นโยคะ เดินบนหญ้า อยู่กับธรรมชาติ ฝึกหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ ทำทุกวันให้มีความหมาย อยู่กับตรงนี้ ชื่นชมกับความงามของสิ่งต่าง ๆ เห็นแต่สิ่งดี ๆ และขอบคุณชีวิตและสิ่งที่ได้รับทุกวัน พอเราทำจนเป็นนิสัย ผิวก็จะดีขึ้นเองตามเหตุปัจจัยที่ใส่ลงไปค่ะ เมื่อวิญญาณสะอาด กายสะอาด สิ่งแวดล้อมสะอาด ผิวที่สดใสสะอาดจะไปไหนเสีย ใช่ไหมคะ?

ถ้าทำได้ครบถ้วน ก็เตรียมปิดบัญชีสิวที่มีได้เลย

สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ เรื่องการดื่มน้ำ ทานอาหาร และการกำจัดความเครียด ที่จะต้องพยายามจัดการให้ได้ เพราะ 3 ปัจจัยนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากและเร็วที่สุด คือ การดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด ทั้งน้ำอุ่นและน้ำอุณหภูมิห้อง (หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นและเครื่องดื่มอื่นนอกจากน้ำเปล่าในระหว่างรักษาสิวจะช่วยได้มากกว่า) เปลี่ยนอาหารที่กินทุกวันให้ได้ ให้เป็นอาหารที่สด สะอาด ไม่ปรุงแต่ง หรือปรุงแต่งน้อยที่สุด ไม่ผ่านกระบวนการ และดื่มน้ำปั่นผักผลไม้ทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว ถ้าได้ดื่มถั่วปั่นด้วยก็จะดี เพราะ มันจะไปเป็นอวัยวะและผิวโดยตรง เป็นสิ่งที่ล้างพิษและฟื้นฟูเซลล์ได้โดยตรง และการหัวเราะแบบไร้เงื่อนไข คือ เครื่องมือที่ดีที่สุด ง่ายที่สุด ประหยัดที่สุด ที่จะช่วยให้กายและจิตวิญญาณสะอาดสดใสสมดุลได้เร็วมาก

เนื้อหาการดูแลสุขภาพอื่น ๆ แบบองค์รวม บีมได้สรุปให้ที่อัลบั้มที่ชื่อว่า 21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว ในเพจ “สิวซีเคร็ตมิติใหม่” แล้วนะคะ เข้าไปศึกษาและทำตามได้เลย เป็นองค์ความรู้ในการดูแลตัวเองเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวและต้องการแก้ปัญหานี้ค่ะ มันจะมีรายละเอียดบางส่วนที่ต่างกับคนที่ไม่มีปัญหาสิวค่ะ

อ่านบทความนี้แล้ว ให้ไปศึกษาต่อที่นี่นะคะ
รวมลิงค์เนื้อหาพื้นฐานที่แนะนำให้ศึกษาให้ครบถ้วนและลงมือทำทันที (อัพเดทล่าสุด ม.ค. 2563) https://siwsecret.com/2020/01/20/basic-knowledge-to-start/

ช่องทางที่บีมจะใช้เป็นหลักสำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในปี 2563 นี้ คือ 

วรดาภา สุขพิมลกุล (บีม)
เขียนวันที่ 20 ม.ค. 2563 (เสร็จเวลา 14.51 น.)
ที่ บ้านสุวรรณรายาไมน์ จังหวัดเชียงราย


ข้อมูลอ้างอิง