เกี่ยวกับสิวเรื้อรัง

ปัญหาสิวของคนไทยมีหลายระดับความรุนแรง แต่ในบล็อกนี้จะพูดถึงวิธีแก้ปัญหาสิวชนิดเรื้อรังโดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นสิวที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพกายและจิตโดยตรง มีสาเหตุเดียวกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เรียกว่า NCDs ย่อมาจาก Non-Communicable diseases ซึ่งเป็นโรคที่ไม่เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมและวิธีการใช้ชีวิต ที่เป็นโรคหลักของคนในยุคนี้ คือ เบาหวาน ความดันในเลือดสูง โรคไทรอยด์ ไขมันในเลือดสูง มะเร็ง อัมพาตย์ อัลไซเมอร์ เป็นต้น เป็นสิวชนิดที่บีมเป็นมาตั้งแต่อายุ 11 ปี จนกระทั่งไขความลับเกี่ยวกับมันได้ทั้งหมดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2562)

จากประสบการณ์ที่เอาตัวเองทดลอง รักษาตัวเองด้วยแนวธรรมชาติ ตัดสินใจเลิกยาและการรักษาสิวตามแบบกระแสหลักทุกอย่าง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา รวมทั้งการได้เรียนรู้จากกลุ่มชุมชนคนรักษาสิวแนวทางที่บีมเผยแพร่บนออนไลน์ เรียนรู้จากลูกค้าที่มีปัญหาสิว เรียนรู้เรื่องครีมและผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับกลุ่มนี้มาเป็นเวลา 10 ปี ทำให้บีมตกผลึกหลายอย่างเกี่ยวกับปัญหาสิว ซึ่งพบว่า การปรับครีม วิธีดูแลผิว และการปรับสมดุลและสุขภาพขั้นพื้นฐาน สามารถทำให้คนที่มีปัญหาสิวหายได้ภายใน 60 วัน แต่ในกรณีที่เป็นสิวชนิดเรื้อรังนั้น จะใช้เวลานานกว่านั้น และถ้ายังไม่แก้ “ราก” ของมันจริง ๆ ก็อาจจะไม่สามารถหายขาดได้ ดังนั้น บีมจึงมุ่งเน้นการศึกษาสาเหตุและวิธีแก้สิวชนิดนี้มากที่สุด เพราะเป็นปัญหาของตัวเองด้วย และเป็นปัญหาที่หนักที่สุดในบรรดาสิวทั้งหมดด้วย

สิวเรื้อรัง (chronic acne) ในความหมายของบีมคืออะไร?

มีคนใช้คำว่าสิวเรื้อรังกันโดยทั่วไป แต่ในความหมายของบีม สิวเรื้อรังจะมีลักษณะดังนี้

  1. เป็นสิวที่เป็นมานานกว่า 6 เดือน เป็นได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิวอักเสบ สิวหนอง หรือซีสต์ใหญ่ ๆ
  2. มาพร้อมกับปัญหาผิวที่ไม่สมดุล ส่วนใหญ่จะมันเกินไป และรูขุมขนกว้างขึ้น
  3. เป็นสิวที่อาจเรียกได้ว่า เป็นรูปแบบของ “สิวฮอร์โมน” ที่เข้าใจกันในปัจจุบัน
  4. ใช้ครีม ยารักษาสิว และการทำทรีทเมนต์จากคลินิกหรือสถานบริการความงามทุกรูปแบบแล้ว ได้ผลชั่วคราว เมื่อหยุดทำหรือเว้นช่วงไป สิวก็กลับมาอีกและอาจเป็นมากขึ้น
  5. เป็นโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่สามารถอธิบายได้ เหมือนอยู่ดี ๆ ก็เป็น
  6. มักเป็นหลังจากมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาความเครียด มาสักระยะใหญ่ ๆ ก่อน ส่งผลให้คนที่ไม่เคยเป็นสิวเป็นสิวชนิดนี้ได้เช่นกัน
  7. อาจเกิดจากการรับยาสเตียรอยด์รักษาบางโรค หรือใช้สเตียรอยด์ปริมาณมากเพื่อให้ส่งผลบางอย่าง ส่งผลให้คนไม่เคยเป็นสิว เป็นสิวสเตียรอยด์ได้
  8. หากทบทวนย้อนกลับไปแล้ว ก็จะมีพฤติกรรมการกินที่ผิดหลักสุขภาพ กินอาหารมีไขมันทรานส์ น้ำตาลขัดขาว น้ำตาลสูง อาหาร GI สูง อาหารสำเร็จรูป อาหารสังเคราะห์ อาหารแปรรูป ต่อเนื่องหลายปี ไม่ออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์จัด สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืนเป็นประจำ หรืออยู่ในโซนที่มลภาวะเป็นพิษ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ควบคุมเรื่องสารพิษและความปลอดภัยในโรงงานและสิ่งแวดล้อม อยู่เมืองที่มีมลพิษสูง ทำงานเป็นกะ เดินทางบ่อย นอนเช้าตื่นเที่ยง มีปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ หรือปัญหาอื่น ๆ แบบเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้จบเสียที เหล่านี้เป็นต้น

ดังนั้น สรุปความหมายของ “สิวเรื้อรัง” ในแบบฉบับของบีม ก็คือ

สิวที่เป็นผลมาจาก การใช้ชีวิตที่ผิดหลักธรรมชาติร่างกายของมนุษย์ จนทำให้สรีระและการทำงานแปรปรวนและเสียสมดุล อวัยวะต่าง ๆ เสื่อมถอย พลังชีวิตเสื่อมถอย ประสิทธิภาพในการต้านพิษ ต้านเชื้อโรค ดีท็อกซ์และฟื้นฟูตัวเองลดลงอย่างมาก สาเหตุหลักอีกอย่าง คือ เกิดจากความเครียดที่เข้ามาและไม่ได้รับการจัดการที่ดี เกิดภาวะสะสมของความเครียดและสารพิษทั้งกาย ใจ จิตวิญญาณ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบจัดการ ก็อาจทวีความรุนแรงเป็นโรคเรื้อรังชนิดต่าง ๆ ต่อไปได้อย่างแน่นอน

ผิวหน้าที่เสียหายหนักและการรักษารอยสิวลึก

นอกจากนี้ ในกลุ่มที่มีปัญหาสิวเรื้อรังมักจะพ่วงมากับปัญหาสภาพผิวหน้าที่เสียหายหนักด้วย เพราะ ด้วยความที่เป็นนาน และไม่รู้วิธีแก้ที่ต้นเหตุ จึงมักจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีกระแสหลัก คือ กินยา ทายา ทำเลเซอร์ ฯลฯ ซึ่งบางครั้งก็โชคร้าย ไปพบกับผู้ที่ทำการรักษาให้ไม่ถูกหลักวิธีทำให้ผิวเกิดความเสียหายรุนแรงจนกลายเป็นแผลเป็นตามมา หรือเกิดจากผิวของตัวเองไม่สามารถฟื้นฟูสร้างใหม่ได้ดี ทำให้มีปัญหาหลุมสิวลึกตามมาหลังการเป็นสิวทุกครั้ง

ดังนั้น ในกลุ่มที่มีปัญหาสิวชนิดเรื้อรัง จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูทั้งภายในและภายนอกไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการฟื้นฟูภายนอก มีสเต็ปง่าย ๆ คือ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิว เป็นมิตรกับผิว อ่อนโยน และฟื้นฟูความสมดุลและแข็งแรงได้จริง ๆ โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างให้เพิ่มเติม และต้องให้ผลลัพธ์ยั่งยืน

เมื่อผิวแข็งแรงดีแล้ว (มักใช้เวลาประมาณ 30-60 วัน ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพและวินัยในการดูแลผิวของแต่ละคน รวมถึงสภาพแวดล้อมขณะนั้นว่าส่งผลต่อความสมดุลของผิวมากเพียงใดด้วย) ปัญหาที่เกิดจากการระคายเคืองของผิวเนื่องจากชั้นกำแพงผิวอ่อนแอ จะหายไปทั้งหมด ก็จะเริ่มสังเกตได้ชัดเจนถึงปัญหาที่หลงเหลือ ซึ่งมักเป็นรอยสิวที่เป็นลึก และสิวที่เกิดจากความเสียหายของระบบภายใน ที่อาจจะเกิดในระดับร่างกาย จิตใจ หรือจิตวิญญาณก็ได้ ก็ต้องค่อย ๆ สังเกตและแก้เข้าไปทีละจุด ถ้าโดนจุด ก็จะหายได้เร็วและค่อนข้างจะทันที ซึ่งตรงนี้วิชาอ่านผิว Facial Mapping จะสามารถช่วยวิเคราะห์สาเหตุได้ และต้องลองเอาไปแก้ด้วยตัวเองดูก่อน ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

และในกลุ่มที่เป็นรอยลึกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลุมสิว จำเป็นต้องใช้เลเซอร์ช่วย แต่ต้องเลือกแพทย์ให้ดี ต้องเชี่ยวชาญในการทำเลเซอร์ ต้องมีผลลัพธ์จริง และควรทาครีมที่จะช่วยฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์ได้จริง ก็จะสามารถช่วยในจุดนี้ได้ แต่ควรรอให้สิวหายและผิวแข็งแรงระดับหนึ่งก่อน ไม่เช่นนั้น จะยิ่งมีปัญหาไปกันใหญ่นะคะ เพราะ เลเซอร์ที่รักษารอยสิว จะใช้ความร้อนสูง และเน้นการผลัดเซลล์ผิว ถ้าผิวไม่แข็งแรง และดูแลหลังจากการทำเลเซอร์ไม่ดี ก็เสี่ยงต่อการเป็นฝ้า กระ และผิวเสียหายถาวรได้ค่ะ ซึ่งบีมเจอมากับตัวเอง จึงอยากเตือนให้เลือกแพทย์ให้ดี

สรุปปัญหาสิวเรื้อรังและวิธีรักษาให้หายขาด

ปัญหาสิวชนิดเรื้อรังที่บีมให้ความสนใจโดยเฉพาะนี้ มีสาเหตุหลักมาจาก “พฤติกรรม” ที่ผิดธรรมชาติของร่างกายและจิตใจของมนุษย์ ส่งผลให้สรีระหรือกายธาตุแปรปรวน เสื่อมถอย และเสียสมดุล นอกจากนี้ ผิวที่เสียหายหนักในเคสสิวประเภทนี้ การใช้ครีมที่ดี จะช่วยฟื้นฟูให้ผิวกลับมาแข็งแรงได้ แต่การจัดการกับรอยสิวหนัก หลุมลึก อาจต้องพึ่งพาเทคโนโลยีให้ช่วยด้วยเพื่อให้หลงเหลือร่องรอยน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

การจะทำให้สิวชนิดนี้หายขาดได้นั้น มีสเต็ปง่าย ๆ คือ

  1. ปฐมพยาบาล โดยการปรับเปลี่ยนทุกอย่างในขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ครีม วิธีดูแลผิว การดูแลสุขภาพ เพื่อให้ผิวและร่างกายเข้าสู่สมดุลเร็วที่สุด ขั้นตอนนี้ทำด้วยตัวเองได้เลย ใช้เวลาประมาณ 30-60 วัน จะเห็นผลชัดเจน ใช้เวลามากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหาและการสร้างเหตุแห่งผิวใสใหม่ ๆ ว่าทำได้มากเพียงใด
  2. สังเกตจุดที่เป็นปัญหาเรื้อรัง โดยอ่านจากสิวที่ขึ้นเป็นประจำ แม้สิวส่วนอื่นจะหายแล้ว แต่ยังมีบางจุดที่ยังขึ้นอยู่ กินอาหารนิดเดียวก็ขึ้น ก็ให้จดบันทึกว่าทำอะไรแล้วสิวขึ้น แล้วเทียบกับ Facial Mapping ที่ทำไว้ให้ ก็จะสามารถแก้ไขได้
  3. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ กรณีได้พยายามแก้ด้วยตัวเองในขั้น 1.-2. ประมาณ 6 เดือนแล้ว ยังแก้ปัญหาไม่ได้ (ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ทุก ๆ 3 เดือน) ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่มีผลงานและมีจรรยาบรรณ และที่สำคัญ เราต้องเชื่อถือ ให้ช่วยดูแลแก้ไขปัญหาที่เป็น “รากของสิว” นั้น ให้หมดไป

สำหรับสิวที่หลัง และ ลำตัว ใช้วิธีรักษาเดียวกันกับสิวที่หน้าทุกประการ