5 เคล็ดลับกันสิวช่วงเดินทางไกล

ในบทความนี้ บีมจะแบ่งปัน 5 เทคนิคที่ใช้จริงขณะเดินทางไกล (ที่ต้องนั่งรถหรือเครื่องนานๆ) เพื่อให้ร่างกายคงสภาพสมดุลที่สุด ลดการสะสมของพิษ ลดภาวะท้องผูก ลดโอกาสเกิดสิว ได้จริงค่ะ และหลังจากจบทริป ร่างกายก็จะไม่เสียหายมากเกินไป จะฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้เร็ว

เคล็ดลับที่ 1 ขยับบ่อย ๆ 

การเดินทางระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถหรือนั่งเครื่องบิน จะทำให้เกิดการติดขัดของเลือดลม เพราะ ต้องนั่งหรือนอนท่าหนึ่งนาน ๆ ยิ่งถ้าเป็นการนั่งรถก็จะยิ่งตัดขัดมาก ระหว่างเดินทางควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ และควรลงไปยืดเส้นยืดสายทุกครั้งเวลาที่จอดปั๊ม สำหรับการนั่งเครื่อง อาจใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ซึ่งกินเวลาน้อยกว่า แต่เปลี่ยนอิริยาบถได้ยากกว่า ถ้า 1 ช.ม.จะยังไม่มีปัญหา แต่ถ้า 2 ชม. ควรลุกมาเดินบ้างสัก 1 ครั้ง อาจจะไปห้องน้ำก็ได้ค่ะ

เคล็ดลับที่ 2 จิบน้ำเปล่าตลอด และ ดื่มสมุนไพรลดความร้อนในร่างกาย

นอกจากนี้ การเดินทางจะได้รับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเดินทางด้วยรถยนต์ ซึ่งการสั่นสะเทือนนี้ จะทำให้เกิดความร้อนสะสมในตัว ทำให้มีพลังงานความร้อนสูงขึ้นมากกว่าปกติ วิธีการที่บีมใช้เป็นประจำก็คือ ต้องจิบน้ำดื่มตลอด เป็นน้ำที่ไม่เย็น แต่ถ้าบางที ร้อนมากจนทนไม่ค่อยไหว ก็ดื่มน้ำเย็นบ้างค่ะ แต่จะไม่ให้เย็นจัด และอาจใช้เครื่องดื่มอื่น ๆ ที่แก้ร้อนช่วย เช่น น้ำเก๊กฮวยผสมคาโมมายด์ของดอยคำ เป็นต้น ซึ่งมันไม่ต้องแช่เย็น ก็สามารถดับพิษร้อนในตัวได้ ดื่มแล้วอาจจะปัสสาวะบ่อยขึ้น แต่ก็ควรต้องยอมค่ะ เพราะยังไงก็ต้องลงไปทุกปั๊มอยู่แล้วเพื่อยืดเส้น

เคล็ดลับที่ 3 กินโยเกิร์ตหรือข้าวหมาก

จากการที่เราต้องนั่งหรือนอนนาน ๆ และบางทีการเดินทางก็ไม่อำนวยต่อการเข้าห้องน้ำ และผสานกับภาวะร้อนเกิน อาจทำให้การขับถ่ายติดขัดได้ค่ะ ขับถ่ายไม่ได้ตามเวลาเดิมหรือขับถ่ายออกไม่สุด วิธีการที่บีมใช้แล้วเวิร์คมาก คือ กินโยเกิร์ตวันละ 1-2 ขวดหรือแก้ว จะกินตอนเช้าหลังตื่นนอนแล้วดื่มน้ำไม่เย็น (ถ้ามีที่ต้มน้ำ จะทำน้ำอุ่นดื่มทุกเช้าที่เดินทางค่ะ ดื่มหลังตื่นนอน 1 แก้วใหญ่) แล้วจะวิ่งเหยาะ ๆ กระตุ้นลำไส้ บิดตัวไปมา คือ ให้ส่วนกลางลำตัวมันขยับมากที่สุด และอาจจะกินก่อนนอนอีก 1 ขวดค่ะ ดื่มน้ำตามนิดหน่อย

ส่วนตัวแล้วจะเลือกโยเกิร์ตบัลกาเรียพร้อมดื่ม รสดั้งเดิม คือ ไม่เติมอะไร ส่วนเด็ก ๆ จะกินแบบผสมเบอร์รี่หรือผลไม้บ้างค่ะ ก็หยวน ๆ ไปไม่เป็นไร ขอให้น้องได้กินด้วยก็พอ (คือ เราต้องหาอะไรที่สะดวกซื้อใน 7-11 ถูกไหมคะ อันนี้คือ รู้สึกว่าคุณภาพโอเค ส่วนผสมโอเค รสชาติโอเค ผลลัพธ์โอเคที่สุดในบรรดาทั้งหมดที่เดินดู)

และอีกอันที่ประทับใจมาก คือ ข้าวหมากที่แวะซื้อที่สักจังหวัดในร้านของฝากแถว ๆ ภาคกลางค่ะ อร่อยและได้ผลดีมาก ๆ คือ ขับถ่ายตอนเช้าออกมาเป็นกล้วยหอมเลยทีเดียว ได้ผลดีมาก ๆ ค่ะ ซึ่งข้าวหมากนี้จะหายากกว่า เพราะ เขาไม่ได้ลงทุก 7-11

เคล็ดลับที่ 4 ดื่มกาแฟดำอุ่น ๆ ไม่ผสมอะไรเลย

กรณีที่เพลียมาก ๆ หรือรู้สึกขับถ่ายไม่ออกจริง ๆ จะเลือกดื่มกาแฟดำ อันนี้ต้องหากาแฟดำ 100% เราสามารถสั่งที่ร้านกาแฟก็ได้ค่ะ ที่จอดปั๊มระหว่างทาง ซึ่งถ้ามี Starbucks จะกินอันนี้ แต่ถ้าไม่มี คือ ก็กินเท่าที่มีได้ แต่ขอให้เป็นกาแฟดำ ส่วนใหญ่จะดื่มเฉพาะตอนเพลียมากจริง ๆ ซึ่งช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วมากจากความล้าและเพลีย เพราะกาแฟจะช่วยให้ตับขจัดของเสียได้ดีค่ะและช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่ายได้หมด ได้สุดดีด้วย ถ้าจะกระตุ้นให้ขับถ่าย หากดื่มโยเกิร์ตแล้วยังช่วยไม่ได้ จะจัดกาแฟอุ่น ๆ ต่อเลยค่ะ แล้วมาวิ่งเหยาะ ๆ บิดตัว ๆ ก็ช่วยได้จริง ๆ

แต่ถ้าใครที่แพ้กาแฟ หรือ คาเฟอีน ก็ควรสั่งแบบไม่มีคาเฟอีน (decaf) เพราะ ต้องระวังเรื่องใจสั่น มือสั่น และไม่ควรกินเกินวันละ 1 แก้วค่ะ ต้องสังเกตร่างกายดี ๆ

เคล็ดลับที่ 5 นอนพักให้เยอะ

เวลาอยู่บนรถ พยายามนอนพักผ่อน หรือ ถ้ามีช่วงที่ไม่ต้องทำกิจกรรมอะไร ให้นอนพักผ่อน เพราะ ร่างกายจะค่อนข้างถูกใช้งานหนักมากช่วงเดินทาง ต้องให้การนอนช่วยซ่อมแซมค่ะ อย่าให้ตัวเองอดนอนระหว่างเดินทาง ยกเว้นพ่อแม่ลูกอ่อน อันนี้ต้องอึดอดทน ซึ่งทำได้อยู่แล้วค่ะ แต่ต้องหาอาหารบำรุงตัวเองดี ๆ หน่อยนะคะ เพราะร่างกายของคุณพ่อคุณแม่จะทรุดโทรมมากถ้าไม่ดูแลตัวเองช่วงลูกยังเล็ก ๆ ค่ะ เราต้องแข็งแรงเพื่อลูกค่ะ 🙂

สำหรับเรื่องของอาหาร ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไปเที่ยวที่อื่น บีมเองก็จะทดลองกินอาหารทุกอย่างที่น่ากินแต่ไม่เคยกินค่ะ แต่จะพยายามหากินสับปะรดหลังมื้อหนัก ๆ ให้ช่วยย่อยด้วย แต่ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ก็จะดื่มกาแฟแก้วเล็ก ๆ อุ่น ๆ หลังมื้อช่วยให้ตับหลั่งน้ำย่อยได้เพิ่ม หรือถ้าหาไม่ได้เลยจริง ๆ ก็น้ำอุ่นธรรมดาหลังมื้ออาหารทุกมื้อค่ะ ถ้าเขามีให้ ถ้าไม่มีก็ช่างมัน (แต่กาแฟอย่าดื่มเยอะค่ะ อย่างที่บอกเลย ระวังใจสั่น) ที่กินหมด เพราะ คงไม่ได้มีโอกาสไปบ่อย ๆ และก็ทำกิจกรรมตามโปรแกรมไปตามปกติค่ะ และไปจอดที่ไหนก็จะหากินผลไม้สดเพิ่มกากใยอาหารและความสดชื่นทันที หรือไปร้านอาหารบางทีก็จะดูเมนูที่เป็นสุขภาพ ๆ ช่วยร่างกายบ้าง ถ้าไม่มีก็เอาเป็นพวกซุปใส่ผักเยอะ ๆ ก็ได้ค่ะ ขอให้ได้กินผักและผลไม้ให้เยอะไว้ก่อน ก็พบว่า เคล็ดลับ 5 ข้อนี้ช่วยเราได้เยอะมากเลยค่ะ ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างไม่พังมากช่วงเดินทางแล้ว หลังจากกลับจากทริป ก็ทำให้เราฟื้นตัวไปทำงานต่อได้เร็วด้วย

*** กรณีทริปยาว 7 วันขึ้นไป จะพกอาหารเสริมที่ช่วยดีท็อกซ์ไปด้วยค่ะ เพราะ บางทีมันสุด ๆ ถ่ายออกไม่หมดจริง ๆ ก็จะใช้ช่วยด้วย เพื่อเคลียร์พิษสะสมออกจากลำไส้ค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะใช้เท่าที่จำเป็น และวันต่อไปไม่ต้องเดินทางไปไหนหรือไม่ต้องทำกิจกรรมข้างนอกมากมายค่ะ (สะดวกเข้าห้องน้ำ)

ทดลองเอาไปทำดูนะคะ

และสุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ

เดินทางปลอดภัย มีความสุขมาก ๆ ค่ะ

ขออวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพดี

บีม

โฆษณา

5 เทคนิคป้องกันสิว “ช่วงไฟกำเริบ”

เดือนเมษายนนี้ ไฟช่างร้อนแรง…

ทั้งไฟป่าเชียงใหม่ ไฟป่าเชียงราย ไฟไหม้ Central World และ ไฟไหม้มหาวิหารนอเทรอดาม

ยังไม่รวมถึงความเครียดทางการเมือง เศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้น

สภาพแวดล้อมความร้อนสูงเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อตัวเราที่เป็นคนไทยในเขตร้อน

เป็น ร้อน x ร้อน คือ คูณสอง (หรือมากกว่า) ย่อมส่งผลให้ร่างกายแห้ง ขาดน้ำ กระหายน้ำ

เมื่อภายในขาดน้ำ ก็จะส่งผลมาที่ผิว ซึ่งคนที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ก็จะแสดงออกมาชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นอาการผดผื่น สิวอักเสบ รอยแดงที่เข้มขึ้น การคันที่ผิวโดยไม่ทราบสาเหตุ

ในบทความนี้ บีมนำเทคนิคง่าย ๆ มาแบ่งปันเพื่อช่วยปรับสมดุลให้ผิว “มีน้ำหล่อเลี้ยง” จากภายใน

เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาเช่นนี้ไปได้ด้วยดีที่สุดค่ะ

อาการที่บ่งบอกว่าเรามีภาวะร้อนเกิน

อ้างอิงจากองค์ความรู้ของคุณ หมอเขียว ใจเพชร มีทรัพย์ ซึ่งบีมสรุปให้สั้น ๆ ไว้สังเกตตัวเองง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

  • ริมฝีปากแห้ง แตก ลอก ทาลิปบำรุงแล้ว พอลิปหมดก็ลอกแตกอยู่
  • รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา ยิ่งดื่มน้ำเย็น ยิ่งเป็น ยิ่งไม่หาย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย อ่อนแรง อยากนอน อยากพัก เกือบตลอดเวลา
  • รู้สึกขับถ่ายยากขึ้น หรือมีอาการท้องผูก
  • มีสิวอักเสบและรอยแดงเพิ่มขึ้น
  • มีผดผื่น หรือ คันตามเนื้อตัวแบบไม่มีสาเหตุ

 

เทคนิคปรับสมดุลที่บีมใช้เองแบบง่าย ๆ ที่บ้านมาฝากค่ะ

เทคนิคที่ 1 : งดอาหารฤทธิ์ร้อน

จากประสบการณ์ทดลองด้วยตัวเองเรื่องอาหารมา 10 ปี และมาทานตามหลักปรับสมดุลด้วยแนวอายุรเวทประมาณเกือบ 3 ปี พบว่า “อาหารจะเปลี่ยนเป็นกายของเรา และ อาหารจะส่งผลต่ออารมณ์ของเราโดยตรง” ดังนั้น การที่เราได้งดกินของที่มีฤทธิ์ร้อนในตัวเอง เช่น พริกไทยดำ พริกขี้หนู กระเทียม ทุเรียน เงาะ ขิง และของรสจัดทั้งปวง (ทุกรสชาติ ไม่ใช่แค่เผ็ดจัดและเปรี้ยวจัด ทุกรสชาติที่มากไป ทำให้ร้อนเกิน)เนื้อสัตว์ใหญ่ อาหารปิ้งย่างที่ใช้ความร้อนสูง ๆ ในช่วงเวลาแบบนี้ ก็จะช่วยให้ความร้อนลดลงอย่างมาก เพียงแค่ตัดสินใจไม่กินไปก่อน พอสภาพแวดล้อมมันเย็นลง ก็ค่อยกลับมากินได้ค่ะ เอาร่างกายให้รอดก่อน

รายการอาหารฤทธิ์ร้อน http://foodmorkeaw.blogspot.com/p/blog-page_7.html

 

เทคนิคที่ 2 : ดื่มและทานสมุนไพรและอาหารฤทธิ์เย็น

โดยส่วนตัวแล้ว บีมมักจะใช้ผลไม้และน้ำเปล่าเป็นตัวปรับสมดุลอย่างง่ายก่อนค่ะ ผลไม้ที่มีน้ำมากและรสจืดโดยธรรมชาติ เช่น แตงโม แคนตาลูป ชมพู่ ส่วนผักจะเป็นแตงกวา สะเดา (เอามาต้มดื่มน้ำกิน ลดความร้อนได้เร็วมาก)

ส่วนน้ำดื่มอาจจะเป็นน้ำเปล่าธรรมดาแบบไม่เย็นหรือไม่อุ่น และน้ำ pi-water (เป็นน้ำที่เคลมสรรพคุณว่า มีโมเลกุลใกล้เคียงกับน้ำในร่างกายของเรามากที่สุด ซึ่งส่วนตัวบีมกับครอบครัวดื่มเป็นประจำ ยิ่งช่วงมีไฟป่าที่เชียงราย มีฝุ่น P.M 2.5 ก็จะต้องดื่มสัปดาห์ละอย่างน้อยคนละ 1 ขวดค่ะ (ขวดละ 20 บาท) ซึ่งเราจะเห็นผลด้านสุขภาพเร็วกว่าดื่มน้ำธรรมดาจริง ๆ (ต้องช่างสังเกตนิดนึงนะคะ และต้องเป็นคนดูแลสุขภาพประมาณนึง ดื่มแล้วจะสังเกตได้เอง)

และบางครั้ง ก็จะต้มน้ำเก๊กฮวยแบบไม่เติมน้ำตาล ดื่มอุ่น ๆ ก็จะช่วยเพิ่มการดีท็อกซ์เอาสารพิษออกได้ดี หรือจะรอให้เย็นก็ได้ค่ะ ถ้าร้อนจัดกระหายน้ำมาก บางทีก็ดื่มเย็น ๆ ไปเลย แต่ก็นาน ๆ ครั้ง เพราะ การดื่มน้ำเย็น จะทำให้ไฟย่อยในกระเพาะหายไป ทำให้อาหารที่กินย่อยไม่ได้หมด บูดเน่าสะสมในลำไส้ได้ง่ายค่ะ

หรือจะดื่มน้ำย่านางใบเตย จะคั้นสด ปั่น สกัด ต้ม ได้หมดค่ะ ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้มีขายทั่วไปตามร้านสมุนไพร เลือกเจ้าที่บรรจุดี มีมาตรฐาน และผสมกับน้ำเปล่าสะอาดตามสัดส่วนที่ฉลากหรือผู้ขายแนะนำค่ะ

ควรทานสิ่งเหล่านี้ตอนท้องว่างค่ะ ไม่ควรดื่มและทานก่อนและหลังอาหารภายใน 30 นาที เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารลดลง และเมื่อภาวะร้อนเกินหมดไป (เราจะรู้สึกสบายตัวขึ้น) ก็ให้ลดปริมาณการทานหรือดื่มลงจนสามารถหยุดได้ พอมีภาวะร้อนเกินอีก ก็ค่อยทำอีกค่ะ

เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ เป็นอาหารและสมุนไพรที่ไม่ได้อยู่ในระดับที่แพทย์ต้องควบคุมการใช้ ดังนั้น ในการทาน ก็ให้เน้นการสังเกตตัวเองเป็นหลัก ไม่สามารถบอกปริมาณที่แน่นอนได้สำหรับแต่ละคนเพราะร่างกายแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งเมื่อไหร่ที่รู้สึก “สบาย” แล้ว ถือว่าทำสำเร็จค่ะ

รายการอาหารฤทธิ์เย็น http://foodmorkeaw.blogspot.com/p/blog-page.html

 

เทคนิคที่ 3 : ปล่อยวาง

เมื่อสถานการณ์มันร้อนอยู่แล้ว ตัวเราต้องพยายามมีสติตามดูรู้ทันร่างกายและจิตใจ สถานการณ์แบบนี้ จะรอดได้ถ้า “เย็นและปล่อยวาง” ถ้าใครที่โมโหง่าย ๆ ต้องรีบฝึกฝน เพราะ ต่อไปโลกมันก็อาจจะร้อนกว่านี้ ถ้าไม่ฝึกตั้งแต่ตอนที่ร้อนระดับนี้จนโกรธน้อยลงหรือตัดความโกรธออกได้ ไฟโทษะจะทำลายตัวเอง การโมโหแบบขาดสติอาจนำไปสู่การทำลายทั้งตัวเองและผู้อื่น ดังนั้น…ปล่อยวางค่ะ

สำหรับตัวบีมเอง บีมจะใช้เทคนิค “โยคะหัวเราะ” และการพูดภาษา “Gibberish” ในการปลดปล่อยพลังความเครียดและความโกรธที่สะสมอยู่ในตัวทุกเช้า

ใช้เพลงบรรเลงที่มีเสียงน้ำไหลเย็น ๆ เปิดฟัง นอนหงาย ทิ้งร่างกาย ตามดูความว้าวุ่นในใจ เห็นแล้ววาง แล้วขอทิ้งร่างไว้บนโลก หายใจเข้าออกยาว ๆ ลึก ๆ ช้า ๆ จินตนาการว่า เหมือนเราเป็นลูกโป่งแล้วลมที่หายใจเข้าไปทำให้ฟูและแฟ่บไปทั่วร่าง วางชื่อ วางอาชีพ วางทุกอย่าง แล้วกลับมาดูทั้งกายทั้งใจ แล้วขอทิ้งทุกอย่าง

เพลงบรรเลงหลากหลายประเภทที่บีมเลือกไว้จะช่วยได้ ปรับสมดุลง่าย ๆ ตามสภาวะตอนนั้น ส่วนใหญ่จะใช้ Chakra Balancing & Healing Music, Tibetan Bowl และ Healing Music ถ้ารู้สึกจิตใจว้าวุ่น จะดื่มนมถั่วเหลืองอุ่น ๆ สัก 1 แก้ว แล้วไปนอนตามเทคนิคที่บอกเลยค่ะ พวกนี้จะช่วยได้ ทำให้เราผ่อนคลายระดับลึก ตื่นมาสดชื่นได้จริง ๆ ลดไฟในตัวได้จริง ๆ

ที่สำคัญ เราจะต้องสังเกตว่า ดนตรีไหน เรารู้สึกดีและสบายนะคะ เพราะ บางเพลงคลื่นความถี่จะช่วยเราได้ บางเพลงคลื่นยังไม่ตรงกับเรา ถ้าไม่สบายอาจต้องปรับไปฟังเพลงอื่นที่ฟังแล้วสบายก่อนค่ะ พอระดับพลังงานเราดีขึ้นแล้ว แล้วกลับมาฟังใหม่ อาจปรับเข้ากันได้ดีแล้ว

ตัวอย่างเพลงที่บีมเปิดฟังเพื่อการฟื้นฟูพลังหรือผ่อนคลายระดับลึก (เปิดให้ลูกและสามีด้วย)

 

เทคนิคที่ 4 : อาบน้ำเย็นหรืออุณหภูมิธรรมดา

ปกติบีมเป็นคนติดน้ำอุ่นจนเกือบร้อนมาก ๆ ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็ต้องอาบน้ำแบบนี้ค่ะ แต่หน้าร้อนปีนี้ ไม่ไหวจริง ๆ ต้องอาบน้ำเย็น

สำหรับใครที่ร้อนมาก ๆ เพลียมาก ๆ ให้ก้มหัวลง หรือ ถ้าฝักบัวอยู่สูง แค่เปิดน้ำให้ไหลลงมาเลยค่ะ ออกมาแรง ๆ สัก 3-5 นาที อยู่กับปัจจุบัน หายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ จินตนาการว่า อณูของน้ำได้ล้างเอาความร้อนเกินออกไปทั้งตัว โมเลกุลของน้ำสะอาดและใสเย็นเข้าแทนที่ รู้สึกได้ถึงความเย็นที่แผ่ทั่วร่างกาย แล้วค่อยหยุดค่ะ

 

เทคนิคที่ 5 : เลือกใช้เครื่องสำอางและครีมบำรุงที่เน้นการเติมน้ำให้ผิว ลดความร้อนในผิว เป็นหลัก

เครื่องสำอางในกลุ่มนี้จะมี น้ำแร่บริสุทธิ์ อโลเวร่า ไฮยาลูรอน คาโมไมด์ เป็นส่วนผสมที่เคลมหลัก และควรเป็นสเปคแนวออร์แกนิคหรือธรรมชาติที่ปลอดสารกันเสีย จะช่วยได้มาก

ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ -paraben ที่พบบ่อย ๆ ในเครื่องสำอางที่จำหน่ายในเมืองไทยทั่วไป คือ methylparaben และ propylparaben และบางชิ้นอาจมีมากกว่านี้ที่ลงท้ายด้วย paraben ค่ะ ซึ่งเป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกและมีข้อมูลในต่างประเทศว่ามีผลเสียต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Alcohol Denat, Sodium Laureth Sulfate, Sodium Lauryl Ether Sulfate ด้วยค่ะ

เป็นคำแนะนำที่ให้สแกนกันแบบง่าย ๆ ซึ่งก็จะพบด้วยตัวเองว่า ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั่วไป จะมีส่วนผสมเหล่านี้แทบทั้งสิ้น แม้กระทั่งแบรนด์ที่ฉลากเขียนว่า ธรรมชาติ และ สมุนไพรเองก็ตาม ดังนั้น ต้องหาแบรนด์ที่เป็นออร์แกนิคและธรรมชาติตัวจริง และตรวจสอบที่ส่วนผสมอีกทีค่ะ

แนะนำให้งดการทำเลเซอร์และการทำทรีทเมนต์อะไรก็ตามที่ทำให้ผิวต้องเป็นแผล รวมถึงงดการใช้กรดกับผิวหน้าในช่วงนี้ไปก่อน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องซ่อมผิวจริง ๆ หรือไม่มีครีมบำรุงฟื้นฟูที่สามารถทำให้ผิวซ่อมแซมฟื้นฟูและอิ่มน้ำได้มากหลังทำ ไม่เช่นนั้น จะเป็น ร้อนคูณสาม คือ ร้อนในกาย ร้อนที่ผิว และร้อนภายนอก จะทำให้ผิวแย่กว่าเดิมมาก ๆ และการรักษาผิวอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร (เราพูดตามหลักสมดุลธรรมชาตินะคะ เพราะการดูแลผิวรูปแบบนี้ คือ การเพิ่มไฟให้ผิว ยิ่งทำให้ผิวเสียสมดุล ถ้าครีมบำรุงไม่สามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้เร็วจริง ๆ ก็จะลำบากและผิวอาจเกิดรอยแผลได้ค่ะ)

หวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้และนำไปทดลองใช้ดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยให้รู้สึกสบายตัวและสบายผิวขึ้นได้จริง ๆ ค่ะ