สรุปความรู้จากการพบครูนิน เรื่อง สิว โยคะ จักระ พลังงาน

วันที่ 8 มิ.ย. 2562 บีมได้เดินทางไปพบครูนิน โยคะ ครูสอนโยคะชื่อดังที่ เจ้าของผลงานและเพจ Yoga Story และผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้พลังงานบำบัดในการดูแลสุขภาพให้กับลูกศิษย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงเซเลปหลาย ๆ ท่านในประเทศไทยด้วยค่ะ

บีมรู้จักครูนินจากครูพี่ม้อค เจ้าของสำนักพิมพ์Dดี ที่บีมเคยไปเรียนการเขียนกับท่านเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และเป็นช่วงที่ครูนินมีหนังสือออกมาพอดี และได้พบตัวจริงในวันที่ Reunion นักเขียนครั้งที่ 1 ซึ่งบีมรู้สึกประทับใจในความน่ารัก เรียบง่าย เป็นกันเอง ความรู้ ประสบการณ์ และทัศนคติของครูนิน จนแอบไปขอแอดเฟสบุ๊ค (ซึ่งปกติบีมไม่ค่อยได้ขอใครเป็นเพื่อนทางเฟสค่ะ ถ้าไม่รู้จักและชอบพอกันจริงๆ) และตามไปเรียนคอร์ส workshop โยคะแบบ 1 วันที่กรุงเทพ​ฯ อีกด้วย เป็นคอร์สเกี่ยวกับโยคะและการดีท็อกซ์ค่ะ

หลังจากนั้น ก็ติดตามเพจและเฟสตลอดค่ะ (บีมติดตามไม่กี่คน) ชอบสไตล์การเขียนบทความของครูนินมาก ๆ อ่านสนุก ได้ความรู้ด้วย แต่ก็ติดภารกิจมากมาย ต้ังใจว่าจะไปพบครูนิน ก็ยังไม่ได้ไปเสียที จนเมื่อเดือนที่แล้ว ตัดสินใจไปค่ะ เพราะจังหวะได้และสนใจเครื่องตรวจจักระของครูนินด้วย (ช่วงหลัง ๆ ก็มีหินมาด้วย ไปดูครั้งเดียวซะให้ครบ :))

มาดูกันค่ะว่า วันนั้นทำอะไรบ้าง?

ถ้ามาจากต่างจังหวัดแล้วไปโดยเครื่องบิน แนะนำไปลงที่สุวรรณภูมิค่ะ แล้วไปแท็กซี่ ไปบ้านครูนินที่ซอยหัวหมาก 23 ค่าแท็กซี่อยู่ที่ประมาณ 250-300 บาท (แอบจำตัวเลขไม่ได้) ไปที่หมู่บ้านที่ชื่อว่า พลัสซิตี้ (ใครจะไปสอบถามเลขที่บ้านกับครูนินอีกทีนะคะ) ไปบอกพี่ รปภ. ได้เลย เขารู้จักค่ะ ครูนินดังและมีคนมาหาเยอะ เขาจะบอกเลยว่า “อ๋อ บ้านครูนินครับ ไปทางนี้ครับ” ซึ่งเข้าไปนิดเดียวก็ถึงแล้วค่ะ

บ้านหลังนี้ เซเลปมาเยอะแล้ว ดีใจได้ไปเยี่ยมชม 55+ เห็นมั้ยล่ะคะ อยู่ใกล้ ๆ มุมที่พี่ก้องยืนเลย อิอิ

คุณดังตฤณกำลังใช้เครื่องวัดคลื่นสมองของครูนินหลังนั่งสมาธิ
https://www.facebook.com/530720650401588/photos/a.531747020298951/1422312081242436/?type=3&theater

ตอนไปถึง ก็ยังไม่ถึงเวลา Live เลยเปิดเอาของกินที่ซื้อมา รวมทั้งแอปเปิ้ล เชิญครูนินมากินด้วยกันค่ะ แล้วก็คุย ๆ กันไปที่โต๊ะอาหาร ซึ่งมีหินบำบัดวางเต็มเลย ก็เลยได้ความรู้เรื่องหินไปด้วยเลยค่ะ (ในคลิปวิดีโอที่อัดไว้จะมีถ่ายหินให้ดูด้วยค่ะ)

จากนั้น ก็มา Live ให้ความรู้เรื่องสิว โยคะ จักระ พลังงานบำบัดประมาณชั่วโมงครึ่งได้ค่ะ

แล้วครูนินก็พาไปตรวจจักระกับเครื่องมือนี้ค่ะ เห็นเครื่องเล็ก ๆ แบบนี้ ครูนินลงทุนซื้อเครื่องนี้เพื่อนำมาศึกษาพลังงานจักระในราคา 6 หลัก​ (ทุ่มทุนเพื่อความรู้มาก ๆค่ะ) โดยไปทำการเทสต์มาก่อน แล้วเห็นว่าใช้งานได้ดี จึงตัดสินใจซื้อมาเพื่อช่วยในการวิเคราะห์และบำบัดเพิ่มเติม เพราะการพูดถึงเรื่องพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น (แต่มีอยู่จริง) ในการที่จะทำให้คนเข้าใจได้นั้น จะต้องวัดได้ มองเห็นได้ และครูนินเอง ก็เป็นคนหนึ่งค่ะ ที่จะเชื่อเฉพาะสิ่งที่รู้ได้ด้วยตัวเองจริง เป็นวิทยาศาสตร์​ และวัดได้จริง จึงได้พยายามที่จะชี้ให้ทุกคนเห็นพลังงานและการเปลี่ยนแปลงของพลังงานผ่านเครื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม

ในการบำบัดด้วยพลังงาน เขาจะมีถ่ายก่อนและหลังบำบัดให้ค่ะ และเครื่องนี้ก็ใช้กับคอร์ส workshop จักระด้วยเช่นกัน ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้เรียนดีมาก ๆ กำลังเปิดรับรุ่นต่อไป เรียนปลายปีนี้นะคะ รายละเอียดสอบถามที่เพจได้เลยค่า https://www.facebook.com/530720650401588/photos/a.531747020298951/1426329744174003/?type=3&theater)

การที่จะใช้เครื่องจะ จะนำเครื่องต่อกับคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปและเห็นว่าจะต้องมีการจูนคลื่นพลังงานด้วย (ตรงนี้จะอัพเดทเพิ่มให้นะคะว่าจูนอย่างไร) แต่โดยรวมก็คือ ต้องเซ็ตเครื่องและปรับพลังงานให้ระบบก่อนค่ะ จึงจะใช้งานได้ ไม่ใช่ว่าจะเสียบแล้วใช้ได้เลยทันที

วิธีการก็คือ เอานิ้วจิ้มลงไปในรูค่ะ โดยต้องตัดเล็บให้สั้นด้วย เพราะต้องให้บริเวณปลายนิ้วที่ต่อกับเล็กสัมผัสกับแผ่นกระจก กดน้ำหนักนิดนึง ก็จะได้ภาพถ่ายออกมาบนจอของทั้งสิบนิ้ว ใช้เวลาแป๊บเดียวสำหรับแต่ละนิ้วค่ะ เหมือนใช้กระแสไฟฟ้าพลังงานสูงจับกระแสไฟฟ้าที่ปลายนิ้วเราชั่วเสี้ยววินาที มันจะเหมือนกดชัตเตอร์แบบเร็ว ๆ เพื่อจับภาพค่ะ ไม่นานก็จะได้การประมวลผลออกมาแบบนี้

ผลการตรวจวัดออร่าของบีมหลังการ Live ค่ะ

การใช้เครื่องนี้แล้วได้ออกมาเป็นผลการประเมินแบบนี้ อ้างอิงอยู่บนหลักของ reflexology ค่ะ เหมือนที่หมอจีนอ่านหน้าแล้วแมะก็รู้แล้วว่าอวัยวะหรือระบบใดมีปัญหา หรือ การนวดกดจุดฝ่าเท้า ฝ่ามือ ก็ทำให้อาการในบริเวณที่ปวดในจุดอื่น ๆ หายไปได้ หรือการฝังเข็มที่ไปบำบัดในจุดที่ปวด ก็คืออยู่ในหลักการนี้ค่ะ

เครื่องนี้จะจับกระแสไฟฟ้าหรือพลังงานที่ปลายนิ้วด้วยคลื่นความถี่สูง ๆ ซึ่งปลายนิ้วก็คือศูนย์รวมเส้นประสาทที่สามารถสะท้อนระบบพลังงานทั้งร่างกายได้นั่นเอง

จากภาพ จุดที่ครูนินชี้ให้เห็นว่าออร่าหรือพลังงานอ่อนแรง คือ บริเวณที่ออร่ายุบตัวลงไป คือ

  1. กลางหลังที่ลงมาหลังส่วนล่าง
  2. ขาด้านหลัง
  3. กลางศีรษะ

ซึ่งมีค่อนข้างสอดคล้องกับสภาพร่างกาย ณ ขณะนั้นนะคะ (การวัดพลังงาน จะวัดได้เฉพาะ ณ ขณะนั้นค่ะ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามเหตุปัจจัย)

  1. 2-3 วันก่อนเดินทาง หรือทุกครั้งก่อนเดินทาง บีมมักจะต้องทำงานมากเป็นพิเศษ เพื่องานจะได้เดินอย่างราบรื่นในช่วงวันที่เดินทางค่ะ ก็มักจะทำให้ปวดหลังและสมองล้ามากกว่าปกติ
  2. ช่วงเดินทางต้องนั่งเครื่อง นั่งรถ นั่งสนามบิน ก็ส่งผลให้ขาด้านหลัง และ ด้านหลังเกิดความตึงเครียดได้ค่ะ

และอีกภาพก็เป็นผลตรวจพลังงานจักระค่ะ

ผลการตรวจวัดพลังงานจักระของบีมค่ะ

การตรวจวัดพลังจักระนี้ก็เป็นผลชั่วขณะนั้นเช่นกันค่ะ เป็นช่วงหลังจาก Live ซึ่งหัวเราะเยอะมาก ครูนินบอกว่า พลังแตกซ่าน 55 แต่พลังงานเป็นลูกบอลที่ขนาดเท่า ๆ กัน จัดว่าโอเคอยู่ค่ะ

แต่ครูนินก็เล่าว่า ที่จัด workshop จักระ พอบำบัดเสร็จแล้ว ของบางคน จักระก็ใหญ่มาก ๆ ค่ะ คือ เหมือนกับพลังงานเต็มมาก อะไรแบบนั้น ซึ่งถ้าวัดระดับพลังงาน ก็ถือว่าบีมยังคงโอเค

แต่ถ้าความสมดุล คือ จะเป็นห่วงตรงที่มันหลุดออกจากตรงกลางมาเยอะ เลยโซนสีเขียวออกมา ซึ่งก็ตรงกับสภาวะที่บีมเป็นอยู่ข้างในตอนนั้นนะคะ โดยภาพรวมคือ ลึก ๆ แล้วบีมรู้สึกว่าต้องการเก็บตัวค่ะ (หมายถึงก่อนบำบัด) ซึ่งหลังจากได้ปรับพลังงานแล้ว บีมรู้สึกดีขึ้นเลยนะคะ แต่เสียดายที่เราคุยกันเพลินจนลืมเก็บภาพ After มาให้ดูกันค่ะ ถ้าได้ไปรอบหน้า สัญญาว่าจะไม่ลืม

เพื่อความชัดเจน บีมขอลงผลการวิเคราะห์จากครูนินให้ดูกันด้วยนะคะ

วัดได้อย่างนั้นแล้ว ครูนินก็มาช่วยจัดการร่างกายให้ต่อ โดยเริ่มจากการจัดสมดุลร่างกายซ้ายขวาให้เท่ากันก่อน

ภาพแรก เป็นการถ่ายให้ดูว่า ขาสองข้างไม่เท่ากัน ซึ่งบีมไม่เคยสังเกตเลย มันไม่เท่ากันจริงด้วย! 

วิธีการคือ ครูให้นอนลงราบไป แล้วให้ดึงแขนครูยกตัวขึ้นมา สะโพกติดพื้น หน่วงสะโพกเหมือนทอดสมอให้เรือ ส่วนอื่นปล่อยสบายค่ะ พอเอาเท้ามาชนกัน มันไม่เท่ากัน ซึ่งถ้าปล่อยไว้ ไม่แก้ อาจเป็นปัญหาได้ในอนาคตค่ะ เพราะ ขาไม่เท่ากัน แสดงว่าปราณหมุนเวียนไม่ดีเท่าที่ควรนั่นเองค่ะ เมื่อปราณติดขัด สุขภาพจะไม่ดีเท่าที่ควร

หลังจากนั้น ครูนินให้บีมนอนลงไปอีกรอบ นอนราบๆ เลย แล้วครูปรับพลังให้ตอนนั้นเลย เหมือนจะส่งลงมาจากหัว โดยไม่ได้แตะตัวเราเลยค่ะ ใช้เวลาแป๊บเดียวค่ะ บีมหลับตา ไม่คิด แต่จับความรู้สึกค่ะ รู้สึกเลยว่า ร้อน ๆ ที่หัวแล้วมันลงไปด้านล่าง เหมือนโดนเติมพลังแล้วมันดันลงไปจริง ๆ สบายค่ะ … สัก 3 นาทีเห็นจะได้

แล้วก็มาทำท่าเดิม เพื่อวัดเท้าอีกรอบ รอบนี้เท่ากันเลยค่ะ เร็วมากจริง ๆ 

จริง ๆ มีการปรับปราณและแก้จุดที่ติดขัดอีก 2-3 วิธีค่ะ ทั้งใช้หิน กดจุดที่เป็นจุดตรงที่เรามีปัญหาโดยเฉพาะ แต่ละวิธีใช้เวลาไม่นานเลยค่ะ เหมือนหลุดเป๊าะ ๆ เหมือนการแก้จุดติดของร่างกายง่ายสำหรับครูนินมาก ขอแค่ได้รู้ว่า ใครติดตรงไหนเท่านั้นเองค่ะ

และครูนินยังแนะนำให้มาทำท่ากดจุดที่แก้ปวดหลังบริเวณที่บีมปวดอยู่เป็นประจำ ซึ่งครูนินสาธิตอย่างจริงจังให้ก่อนเลยค่ะ แล้วมันหายจริงๆ หายตอนนั้นเลย

คือ ครูนินจะมีวิธีที่จะทำให้เรารู้ว่า พลังงานในตัวเรามันติดขัดและมันก็แก้ได้นะ ทำง่าย ๆ และเห็นผลกันชัด ๆ ตรงนั้นเลยค่ะ


วันนั้นก็ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเยอะมาก ๆ ค่ะ และคุยเรื่องหินบำบัด และได้ถูกบำบัดด้วยหินด้วย เป็นครั้งแรกที่สัมผัสพลังหินบำบัดที่ชัดเจนมาก ๆ ทุกอย่างดูง่ายและสบาย ๆ และแก้จุดติดขัดได้จริงค่ะ ครูนินรู้จริงค่ะเกี่ยวกับเรื่องปราณและวิธีแก้พลังงานภายในของเรา

สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปพบครูนิน

  • เราเข้าใจว่าเราดูแลตัวเองได้ดีแล้ว แต่แปลกใจมากที่ขาเราไม่เท่ากันและเราไม่เคยสังเกตมาก่อน หลังจากนี้ก็จะสามารถวัดได้คร่าว ๆ ว่าพลังของเราจะยังดีอยู่ไหม จากการวัดความยาวของขาทั้งสองข้างด้วยตัวเองดูค่ะ
  • การแก้พลังงานที่ติดขัดในร่างกาย เป็นเรื่องที่สามารถทำได้จริงโดยผู้เชี่ยวชาญ มันสามารถแก้ได้อย่างง่าย รวดเร็ว เห็นผลในทันที แต่เราจะต้องมาดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องด้วย เพราะการแก้นั้น จะเป็นการแก้ชั่วขณะนั้นเท่านั้น ซึ่งถ้าร่างกายเราติดขัดอีก แล้วเราแก้ด้วยตัวเองไม่ได้ เราก็อาจจะต้องมาให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยแก้ไขให้
  • ทุกสิ่งทุกอย่างมีพลังงานในตัวของเขา หินบำบัดจะมีความสามารถในการบำบัดได้จริงก็ต่อเมื่อมีการประจุพลังงานแล้วและหลังใช้ต้องล้างออก ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากหินธรรมดาทั่วไปที่อมโรคอยู่ (เพราะดูดพลังโรคออกมาเก็บไว้)

สำหรับบริการนี้ ครูนินคิดเพียง 1,700 บาทเท่านั้นค่ะ รวมค่าตรวจจักระทั้งก่อนและหลัง (อย่าคุยเพลินจนลืมตรวจ after นะคะ เพราะครูน่ารักจริง คุยฮาแล้วลืมเลย) และค่าบำบัดค่ะ ที่ครูนินแก้ให้ตรงจุดเลย สำหรับบีมแล้ว เห็นผลทันที (สำหรับคนเปิดใจเชื่อด้วยนะคะ)

โฆษณา

Laughter Diary : Day 17

บีมสะพายกระเป๋า

จากวันที่ 5 ของการเลือกวิถีและปรัชญาโยคะหัวเราะมาใช้ นับถึงวันนี้ ก็เข้าวันที่ 17 แล้วนะคะ ไม่ได้บันทึกกันนานเลย ดังนั้น การเขียนบทความนี้ ก็จะเป็นลักษณะของการสรุปการตกผลึกว่า ทำมา 17 วันแล้ว เป็นอย่างไรบ้างค่ะ

ความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน

จิตใจที่แข็งแรงขึ้น

ข้อนี้เห็นชัดเจนที่สุดค่ะ เพราะ หลังออกจากคอร์สมาไม่กี่วัน ก็มีคลื่นชีวิตคลื่นใหญ่กระทบแรงมาก ซึ่งเรารู้เลยว่า ถ้าไม่ได้ผ่านการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติโยคะหัวเราะมา  คงจะบ้าไปแล้วแน่ ๆ เพราะเรื่องมันใหญ่มากจริง ๆ ในมุมของชีวิตปุถุชนค่ะ

แต่…ครั้งนี้ บีมกลับพบว่า ตัวเองสามารถประคองสติและโทรหาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ด้วยตัวเองทั้งหมด โดยที่ไม่มีการดราม่าอะไรเลย ผ่านไปได้ด้วยใจจริง ๆ ค่ะ

ใจที่แข็งแรง จากการที่เราฝึกหัวเราะทุกเช้า มันต่างจากการที่เราดูตลกแล้วหัวเราะนะคะ เพราะถ้าแบบนี้คือ ทำมานานมากแล้ว เราเครียด เราก็หาอะไรดู แต่มันเป็นแค่ “ยาแก้ปวด” ดูแล้วดีขึ้นแค่ตอนนั้น แต่ #โยคะหัวเราะ มันไม่ใช่ มันคืออะไรที่แก้ที่ “ใจ” เราได้จริง ๆ ค่ะ ที่แม้แต่การฝึกสมาธิที่ผ่านมาทั้งหมด ก็ไม่สามารถทำให้บีมได้รับความแข็งแรงขนาดนี้

บีมไม่ได้บอกว่าการทำสมาธิไม่ได้ผลนะคะ มันช่วยได้มาก ๆ ทำให้ผ่านเหตุการณ์แย่ ๆ มาก็หลายครั้ง แต่…โยคะหัวเราะ เป็นอะไรที่ “ทะลุทะลวง” จิตใต้สำนึกได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ มาก ๆ ค่ะ ง่ายและได้ผลจริง ๆ คนไม่เคยฝึกสมาธิมาก่อน ก็สามารถทำได้ และได้ผลจริง ๆ ถ้าทำอย่างถูกต้องค่ะ

สติเร็ว + ปล่อยวางเร็ว

อันนี้ก็ชัดมากค่ะ เหมือนเซ็นเซอร์ที่มีต่อ “สิ่งกระทบ” มันจะทำงานได้ดีขึ้น เพราะ การฝึกโยคะหัวเราะ มันจะไปสั่นสะเทือนพลังงานที่สะสมอยู่ให้ลอยออกมา ในทางกายก็ช่วยให้แกน HPA คลายออก ฮอร์โมนความสุขหลั่งมาแทนที่ตัวเครียด จิตใต้สำนึกก็ได้รับการดีท็อกซ์ไปด้วย และสามารถลงโปรแกรมใหม่ได้เลยด้วย พอกายและจิตของเราเริ่มสะอาด สว่าง สดใสขึ้น คลื่นในตัวเราจะจูนเข้ากับคลื่นของธรรมชาติและจักรวาลได้มากขึ้นค่ะ ซึ่ง ณ จุดนี้ จะทำให้เรา “เร็วต่อสิ่งกระทบที่ทวารทั้ง 6” โดยอัตโนมัติ และ การหัวเราะแบบโยคะหัวเราะ เป็นการปรับกลไกทางจิตวิญญาณให้หลุดจากตัวกู มองเห็นทุกสิ่งแม้กระทั่งตัวเองที่โลภ โกรธ หลง ทำผิดไปบ้างอะไรบ้าง ว่าเป็นเรื่อง “น่าขัน” แล้วเราจะปล่อยวางได้เร็วกว่าเดิมมาก ๆ เป็นกระบวนการที่แปลกมากค่ะ แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนแน่นอน บีมเชื่อเช่นนั้นค่ะ

เข้าใจเรื่อง “ตัวกู” “กฎแรงดึงดูด” และ “จิต” ชัดเจนขึ้นมาก

คือ จริง ๆ แล้วเราก็คือ ธรรมชาตินั่นแหละ แต่ “ตัวกู” มันทำให้เราเชื่อมพลังงานธรรมชาติไม่ได้ซะทีค่ะ ดังนั้น การดึงดูดอะไรนั้น เป็นเรื่องเข้าข้างตัวมนุษย์เองทั้งนั้น เป็นเรื่องของ “ตัวกู” แท้ที่จริงแล้ว มนุษย์ต้องปล่อย “ตัวกู” แล้วจะได้เชื่อมกับคลื่นพลังมหาศาลอันไม่มีที่สิ้นสุดของจักรวาล และในจุดที่ไม่มีตัวตนนั้น จึงจะได้รับในสิ่งที่จิตปรารถนา (ปรารถนาสิ่งดี ได้สิ่งดี ปรารถนาสิ่งเลวได้สิ่งเลวค่ะ มันจะเป็นไปตามพลังจิตและสิ่งที่เราคิดทุกอย่างเร็วขึ้น) พระพุทธเจ้าและพระผู้ปฏิบัตดีจึงได้สอนและย้ำเสมอว่า “ต้องคิดดี พูดดี ทำดี” เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้เราได้พบแต่สิ่งดีี ๆ ค่ะ โลกของคนหนึ่งคนเป็นไปตาม “จิตของเขา” ถ้าเขาพร่ำบ่นเกี่ยวกับชีวิตของเขา ก็เพราะ “เขาสร้างมันเอง”… อยากเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนโลกที่ยืนอยู่ ก็ต้องเปลี่ยนจิตตัวเองก่อน…แค่นั้นล่ะค่ะ แล้วโลกมันก็จะจัดเรียงไปตามที่จิต

อยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น

ด้วยการใช้แมนดาล่า (ดอกไม้แห่งชีวิต) ในการระบายสีเพื่อบำบัดตัวเองนั้น มันทำให้บีมเข้าใจว่า ชีวิต…มันต้องค่อย ๆ คลี่คลายออกเหมือนดอกไม้ค่ะ ระบายวงในให้เสร็จก่อน ให้สวยก่อน แล้วค่อย ๆ ขยับออกไประบายวงนอกถัดไปให้สวย คือ ดอกไม้มันจะสวย ถ้าเราระบายทีละกลีบให้สวยค่ะ ซึ่งมันตอกย้ำไว้ในจิตใต้สำนึกไปแล้วเรียบร้อย (ผ่านการระบายสีแมนดาล่านี่ล่ะค่ะ) ซึ่งมันจะย้ำเตือนเราทุกครั้งเวลาที่เรากำลังเวิ่นเว้อ ทำอะไรไม่ถูก ลอย ๆ มันจะเรียกสติกลับมาว่า “อยู่ตรงนี้แหละ ระบายดอกนี้ให้สวยก่อน ไปทีละกลีบ อดทน ๆ ค่อย ๆ ทำ เดี๋ยวมันสวยเอง แต่ต้องทำทีละจุดของชีวิตให้ดี เดี๋ยวมันดีเอง” มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ค่ะ ซึ่งด้วยการทำแบบนี้ ช่วยดึงให้บีมโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำได้มากขึ้น และเราปล่อยวางความว้าวุ่นใจได้เร็วมากขึ้นจากการที่เรา “หัวเราะใส่มันทุกวัน” ซึ่งแต่ละวันมันจะไม่เหมือนกันเลยค่ะ ประสบการณ์ในการทำโยคะหัวเราะช่วงเช้าของแต่ละวัน จะพบเจอโลกภายในของเราที่ต่างกันทุกวัน ทำเสร็จแล้วก็มีอารมณ์หลังทำแตกต่างกันด้วย มันทำให้เรายอมรับและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งได้มากขึ้น เพราะแค่ตัวเราเอง ยังไม่เหมือนกันสักเวลาเลย มันเปลี่ยนตลอดค่ะ สำคัญที่เราต้องตระหนักรู้และปล่อยวาง แล้วโฟกัสกับปัจจุบัน เท่านั้นเอง ซึ่งทำมาไม่ถึงเดือน ชีวิตมันดีขึ้นมาก เราคลี่คลายทีละจุด มันก็เริ่มเห็นเป็นดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานสวยงามขึ้นจริง ๆ

จัดลำดับสิ่งที่ต้องทำได้ดีขึ้น

แต่การจัดลำดับนี้แตกต่างจากวิธีที่บีมเคยเรียนรู้และทำมาก่อนนะคะ เราจะจัดลำดับตาม “ใจบอก” จะไม่ให้สมองคิด เพราะบีมใช้ตรรกะและสมองมาเยอะแล้ว ใช้มาหลายปีแล้ว เรารู้ว่ามันก็ได้ผลแค่นี้ มันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีไปกว่านี้และแก้ปัญหาไม่ได้แน่ ๆ  ซึ่งการใช้ “ใจบอก” เป็นอะไรที่ดูแปลก แต่วิธีนี้จะทำให้เรา “สบายใจ” ได้เร็วมาก คือ ถ้าตายก็ไม่ติดค้าง ประมาณนี้ค่ะ ซึ่งสมองบอกตรงนี้ไม่ได้ เราต้องฟังหัวใจเท่านั้น แล้วเราทำไปตามนั้นเลย มันไม่มีผิดหรือถูกค่ะ อยู่ที่ว่าใครใช้แบบไหนแล้วสบายใจก็ใช้แบบนั้น แต่สำหรับบีม บีมเลือกฟังหัวใจ ซึ่งแก้โจทย์ที่ “ใจ” ได้มากกว่าจริง ๆ

เป็นอิสระจากเงิน

บีมคิดว่า ปัญหาของคนยุคนี้คือ เป็นทาสเงิน ค่ะ ตัวบีมเองก็ไม่ต่างกัน บีมเคยเป็นทาสของเงินมาก่อน ซึ่งมันเกิดขึ้นตั้งแต่เราเรียนจบและทำงานได้สักพัก เราเริ่มมีโจทย์ว่า จะทำงานที่รักหรือทำงานที่ได้เงินเดือนดี? อะไรทำนองนี้

พอทำธุรกิจ เคยสำเร็จมาก จับเงินมาก ๆ มาก่อน วันหนึ่งมันหายไปและมีปัญหาหนักขึ้น ๆ เราก็เป็นทาสของมันโดยสมบูรณ์ค่ะ ปัญหาหนี้สินทำให้คนต้องเป็นทาสของเงินเหมือนหนูถีบจักร ชีวิตหลายคนพังทลาย ก็เพราะเรื่องนี้

แต่การทำโยคะหัวเราะ ทำให้บีมหัวเราะให้กับเงินและทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเงินที่มันหนักหนาสาหัสได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเราทำทุกวันค่ะ แล้วเราก็รู้สึกว่า มันก็เป็นแค่อีกเรื่องหนึ่งที่เหมือนเรื่องอื่น ๆ การเรียน การทำงาน การเลี้ยงลูก การวิ่ง การปั่นจักรยาน ฯลฯ มันเรียนรู้ได้ อยู่ที่เรามากกว่าว่ายอมรับไหมว่าตัวเองกำลังมีปัญหา เรากำลังเผชิญหน้าหรือหนีมันค่ะ

พอใจเราปล่อยวางและเป็นอิสระจากการครอบของ “เงิน” ที่เรายอมให้เงินอยู่เหนือหัวเราทุกอย่างแล้ว บีมก็ได้ชีวิตกลับคืนมา บีมจัดตารางชีวิตใหม่ หาวิธีบริหารเงินใหม่ เปิดใจยอมเรียนรู้เรื่องตัวเลขและการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่บีมรู้สึกมันยุ่งยากและไม่ชอบตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทั้งหมดของชีวิต ก็ไม่แปลกค่ะ ถ้าวิธีคิดและความรู้สึกแบบนั้นจะทำให้เรามีปัญหากับมัน 🙂 บีมก็ปรับใหม่หมด เพราะถ้าเราไม่มีวิชาการเงิน ไม่รู้วิธีบริหารเขา เราก็คงจะสอบตกเรื่อยไป และครอบครัวก็ต้องลำบาก บีมก็ตั้งเข็มทิศใหม่ วิธีใหม่ ๆ ก็จะมาเองค่ะ แม้ปัญหาจะยังอยู่ แต่เรารู้สึกว่า “เราจัดการได้แน่ ๆ” ต่างกับก่อนหน้านี้ ซึ่งมันเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาไม่นานจริง ๆ หลังจากที่ทำโยคะหัวเราะอย่างต่อเนื่องค่ะ

ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดีขึ้น

พอเราปล่อยวางปัญหาต่าง ๆ ลงได้มากขึ้น เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เราจะอยู่กับคนตรงหน้าเรามากขึ้น ฟังเขามากขึ้น เล่นกับเขามากขึ้น คุยกับเขามากขึ้นได้เองค่ะ เราจะไม่ค่อยทำตัววุ่นวาย ถ้าเราจะต้องทำงาน ต้องทำอะไร เพราะชีวิตที่ยังต้องแก้ปัญหา มันจะยังไม่ราบรื่นไปหมดหรอกค่ะ แม้เราจะจัดสรรอะไรใหม่ ๆ แล้วมันค่อย ๆ ดีขึ้น แต่มันก็ยังต้องมีบางจังหวะที่มันต้องทำ ต้องลุยให้เสร็จ แต่เราจะใช้วิธีบอกคนที่เรารักไปตรง ๆ ว่าเราต้องการเวลาทำตรงนี้นะ เพราะอะไร เราสื่อสารกับลูกและสามีได้ดีขึ้น พอเขาเข้าใจ แล้วเราใช้เวลาทำงานเต็มที่ ณ ตอนนั้น หรือเราต้องการเวลาส่วนตัวตอนนี้สัก 1-2 ชั่วโมง เขาก็โอเคนะคะ ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งที่ผ่านมา เรานั่นแหละที่วุ่นวายใจ แล้วก็ส่งพลังวุ่นวายและพลังลบ ๆ ไปหาพวกเขาด้วยค่ะ พอปรับตรงนี้ได้ ปล่อยวางปัญหาได้มากขึ้น สื่อสารชัดเจนขึ้น ความรู้สึกโดยรวมของครอบครัวก็ดีขึ้นค่ะ

สรุป

นั่นก็คือ ผลจากการปฏิบัติมาได้ 17 วันค่ะ ซึ่งตั้งใจว่าจะไปให้ครบ 40 วันตามที่ ดร.มาดาน ผู้ก่อตั้งโยคะหัวเราะแนะนำไว้ในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ

สำหรับบีมแล้ว บีมไม่ได้รู้สึกว่ามันจะนานอะไร ไม่ได้รีบนับวันเพื่อให้ครบค่ะ เพราะบีมเลือกไปแล้วว่า บีมจะนำปรัชญาและวิธีปฏิบัติของโยคะหัวเราะมาใช้ในชีวิตตลอดไป เพราะขนาดเพิ่งเริ่ม ยังดีขนาดนี้ บีมไม่สงสัยเลยว่าถ้าทำไปเรื่อย ๆ ชีวิตเราจะมีความสุขมากขึ้นอีกขนาดไหนค่ะ

ซึ่งบอกเลยว่า อารมณ์เราจะขึ้น ๆ ลง ๆ เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองชัดเจนมาก ๆ บางวันก็ไม่อยากทำเลยค่ะ แต่ตั้งใจแล้วว่าต้อง 40 วันต่อเนื่อง ต่อให้ไม่อยากทำ ก็บังคับตัวเองให้ทำค่ะ และมันใช้เวลาไม่นาน แค่ไม่เกิน 15 นาที แต่บีมก็เกินทุกทีอ่ะค่ะ 55 เพราะทำแล้วมันฟินและทำให้เราเริ่มต้นวันใหม่ได้ดี เราเองก็อยากให้ทั้งวันมันดี ซึ่งก็ต้องมีวินัยเซ็ตให้ตัวเองต้องทำทุกเช้าให้ได้

มีอยู่วันหนึ่ง น้องแพรี่ตื่นตอนตี 5 กว่า ๆ ซึ่งเขาเรียกหาบีมที่กำลังจะทำโยคะหัวเราะ แต่เราก็ต้องไปนอนกับเขาก่อน (คงฝันร้าย) พอตื่นมาอีกทีก็เกือบ 8 โมงค่ะ แล้วเราต้องไปฟาร์มออร์แกนิคตอนเช้าด้วย บีมก็ยังทำนะคะ ยังคิดอยู่เลยว่า จะไปหรือไม่ไปฟาร์มดี แต่ในที่สุดก็ไปค่ะ ทั้งที่ได้ทำโยคะหัวเราะนิดเดียว แต่ก็ยังขอให้ได้ทำค่ะ แต่วันนั้นรู้สึกแย่นะคะ เหมือนมันทำไม่จบ

ที่เล่าคือแค่จะบอกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บีมก็จะพยายามทำให้ได้ทุกวันค่ะ แค่นั้นเอง เพื่อให้ต่อเนื่อง 40 วัน เพราะ เป็นระยะเวลาที่เขาบอกว่ามันจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงเซลล์สมองและร่างกายได้ใหม่จริง ๆ ค่ะ

วันนี้มาเล่าเพียงเท่านี้นะคะ เพื่อเก็บไว้เป็นบันทึกประสบการณ์และแบ่งปันให้ผู้สนใจค่ะ

สถานที่ไปร่วมกิจกรรมโยคะหัวเราะได้ฟรี ๆ เช็คที่ลิงค์นี้ค่ะ

ขอให้ผู้อ่านทุกคน มีความสุขมาก ๆ นะคะ

บีม

ทลายสิวให้ถึง “ราก” ที่แกน HPA

#มาทะลายสิวเรื้อรังให้ถึงราก
รู้ไหมคะว่า การแก้ปัญหาสิว
ที่เป็นซ้ำ ๆ ไม่หายเสียทีนั้น…ง่ายนิดเดียว
ต้อง “กำจัดความเครียดฝังลึก” ค่ะ
นี่เป็นสิ่งที่บีม “ตกผลึก” ล่าสุด
ได้ผลมากที่สุดในระยะเวลาสั้นที่สุด
“ตรงจุด” กว่าทุกวิธีที่ทำมาทั้งหมด
คนที่มีปัญหาสิวชนิดเรื้อรัง
ที่ได้ลองแก้ด้วยวิธีพื้นฐานที่แนะนำแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ อาหาร ครีมทาผิว
แล้วยังไม่หายขาดเสียที
เพราะคุณยังไม่แก้ “ความเครียด”
ความเครียดหรือ Stress เป็นสิ่งคู่กับสิ่งมีชีวิต
แต่ปกติแล้ว เด็ก ๆ และสัตว์อื่น ๆ จะมีวิธีเอาออกโดยธรรมชาติ
ในรูปแบบการสั่นออก ส่วนเด็ก ๆ ก็คือ การหัวเราะ สั่นขา การออกกำลังกาย การกระโดดโลดเต้น นั่นเองค่ะ
พอพวกเราโตขึ้น ก็ไม่ได้ระบายออกในรูปแบบเหล่านั้นอีก
ทำให้พลังงานความเครียดที่ต้องเผชิญตั้งแต่เด็ก
เช่น ต้องสอบให้ได้เกรดดี เปลี่ยนโรงเรียน พ่อแม่แยกทางกัน
ทุกปัญหาที่ทำให้เราต้องปรับตัว ต้องรับมือ ต้องแก้ปัญหา
ความเครียดมาได้ทั้งแบบทางจิตใจและทางร่างกาย
ถ้าทางร่างกายก็คือ หายใจเอาฝุ่น PM 2.5 เข้าไป
อยู่ในโซนอากาศ น้ำ มีมลพิษปนเปื้อน
กินอาหารแย่ ๆ ที่ส่งผลเสียต่อร่างกายเป็นประจำ
หรือมาจากพฤติกรรมชีวิตที่ทำให้ร่างกายเครียด
เช่น นอนเกิน 4 ทุ่ม เดินทางบ่อย พักผ่อนไม่เป็นเวลา
ทำงานเป็นกะ ฯลฯ
เมื่อเครียดปุ๊บ ร่างกายจะบอกให้แกน HPA คือ ต่อมไร้ท่อ 3 ต่อมหยุดทำงาน คือ ไฮโปทาลามัส พิทูอิทารี่ (เจ้านายของต่อมไร้ท่อทั้งปวง) และ ต่อมหมวกไต แล้วก็จะหลั่งสารเครียดออกมา เช่น อะดรีนาลีน คอร์ติซอล เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารก่อนเป็นที่แรก (ท้องได้รับผลกระทบก่อน) จะเกิดอาการไม่ค่อยอยากอาหาร ขับถ่ายไม่ดี ท้องผูก ท้องเสีย ย่อยยาก แน่นท้อง เป็นต้น
ถ้าได้เอาออก ก็จะไม่มีอะไร เหมือนเด็กหิวนม ร้อง ๆ แล้วก็จบ คือ ได้สั่นไล่พลังเครียดออกไปแล้ว
แต่…เราไม่ใช่แบบนั้น จึงเกิดการ “สะสมความเครียด” ในร่างกาย ในสมอง ในเส้นประสาท ในอวัยวะต่าง ๆ ที่เจ็บปวดเรื้อรัง ทุกอาการที่ทำอย่างไรก็ไม่หายได้ด้วยวิธีที่แนะนำกันทั่วไป
ทฤษฎีการแก้ที่แกน HPA นี้ เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในประเทศไทย แต่บีมได้เรียนรู้จากครูเก๋ เก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง และได้รับการปลดปล่อยความเครียดฝังลึกที่แกนนี้แล้ว และกระแทกความเครียดออกต่อเนื่องจากการทำ #โยคะหัวเราะ หลังการบำบัด ซึ่งตกผลึกเลยว่า มัน “กระแทกรากของสิว” ที่หลงเหลือได้จริง ๆ และผลลัพธ์นั้นดูจะยั่งยืนเสียด้วยค่ะ
และอีกข้อหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ สำหรับทุกคนที่เป็นสิว คือ อย่ารักษาสิว สิ่งที่คุณต้องโฟกัส คือ กำจัดความเครียด ปัญหาอะไรในชีวิตที่ยังไม่สะสาง ไม่เผชิญหน้า ก็แก้ให้เรียบร้อย แล้วมันจะหายเครียด หรือ ต้องไปดูว่า “ก่อนจะเป็นสิว” ทำอะไรมาบ้าง? ทำร้ายสุขภาพอย่างไรบ้าง ก็ไปแก้ที่ “ราก” ไม่ใช่มาแก้ที่ “สิว”
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีและปลอดภัย จะช่วยส่งเสริมให้ผิวมีสุขภาพดีและเป็นสิวน้อยลงจริง แต่สิวชนิดที่ขึ้นจากข้างในไม่หยุดหย่อน คุณต้องเข้าไปแก้ข้างในที่รากคือ “ความเครียด” เท่านั้นค่ะ วิธีแก้เครียดมีมากมายค่ะ อย่างน้อย การออกกำลังกายและการนวดผ่อนคลาย และอโรมาเธอราพี ก็ช่วยได้ แต่ถ้าทำแล้ว สิวยังไม่หายสนิท ก็ต้องจัด #โยคะหัวเราะ แล้วค่ะ จบทุกปัญหา หรือถ้าอยากหายเร็วขึ้น ก็จัดมันไปตั้งแต่แรกเลย มันคืออะไร ไปอ่านกันที่ เก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง และ Beam’s Lens นะคะ
ดังนั้น ถ้าตอนนี้ ใครถามบีมว่า จะเริ่มรักษาสิวที่เป็นอยู่ยังไงดี บีมแนะนำแค่นี้ค่ะ
1) เคลียร์ปัญหาชีวิตตัวเองให้จบ
2) ศึกษาและทดลองทำโยคะหัวเราะ
3) ดูแลสุขภาพให้ดี
4) ใช้ครีมที่แนะนำไว้ใน www.facebook.com/siwsecret
5) หันเข้าหาธรรมชาติให้มาก ๆ
6) ทำ 1-5 ต่อเนื่อง
7) เลิก #รักษาสิว แล้ว เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่มีความสุขแทนค่ะ
เท่านี้ จบ…ล้านเปอร์เซ็นต์
ด้วยรัก
บีม

บันทึก #โยคะหัวเราะ วันที่ 7

เช้านี้ตื่นตี 3 กว่า ก็พาตัวเองไปทำ #โยคะหัวเราะ ที่อีกห้องนึงเลยค่ะ โดยวันนี้ลองทำแบบไม่ต้องดูคู่มือ แล้วเอาโทรศัพท์ไปจับเวลา 15 นาที (เพราะเขาให้ทำ 10-15 นาทีก็พอแล้ว รวมทั้งกระบวนการ)
วันนี้ทำวอร์มอัพ ด้วยการทำ Ho Ho Ha Ha Ha แบบ 3 จังหวะ ช้า กลาง เร็ว 2 รอบ พักหายใจ
แล้วต่อด้วยการพูดภาษา Gibberish และ เคี้ยวลิ้น แล้วก็ทำท่า ตลับเมตร Aloha เอาหน้าซุกหมอน แล้วก็นอนลง grounding เลยค่ะ
คือ แค่หัวเราะ ก็หมดเวลา 15 นาทีแล้ว เลยถ้ารวม grounding คือ ยาวไปเกือบ 30 นาทีค่ะ
ก็เจอโจทย์เดิม คือ เกรงใจเพื่อนบ้าน ไม่กล้าหัวเราะดังมาก มันก็ได้หัวใจเต้นอยู่ และรู้สึกว่าพลังงานบวกไหลเวียนไปทั่วร่างกายค่ะ แต่…เหมือนมันยังไม่สุด
แล้วมาเข้าห้องน้ำ เปิดเจอคลิปของ ดร.มาดาน ผู้ก่อตั้งโยคะหัวเราะ ท่าไหนก็ไม่รู้ ไปเจอคลิปหัวเราะคนเดียวตอนตี 5 https://youtu.be/QvAkyoA7l4U  ช่างตอบโจทย์เสียจริง บีมก็เลยเอามานั่งทำต่อหลังเข้าห้องน้ำเสร็จที่ชั้นล่างของบ้านเลย (ห้องด้านบนเป็นห้องนอน สามีกับลูกนอนอยู่)
ก็ทดลองดูค่ะ เออ…เวิร์ค ไม่ต้องมีเสียงดัง ๆ ก็เวิร์คอยู่ หัวเราะน้ำตาไหลเลย รอบนี้รู้สึก “สุด” ค่ะ สดชื่น 555+ ดีกว่าที่ไปหัวเราะรอบแรก
บีมขอเทียบการทำ 3 ครั้ง คือ
  • เช้าเมื่อวาน (Day 6)
  • เช้าวันนี้ (Day 7 รอบ 1)
  • เช้าวันนี้ (Day 7 รอบ 2)
เมื่อวานนี้ คือ ทำแล้วโอเค แต่รู้สึกไม่สุด เพราะ “เกรงใจ” ระหว่างวันก็เจอสารพัดเรื่องให้คิดให้ทำค่ะ มันก็มีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่ง แต่รู้เลยว่า เรายังมีหนัก ๆ อยู่เมื่อวาน
เช้านี้ รอบแรก ก็รู้สึกเหมือนเมื่อวาน “ไม่สุดเพราะเกรงใจ”
แต่รอบที่สอง คือ เหมือนปลดล็อคเลยค่ะ แบบรู้สึกดีชัดเจนกว่า 2 ครั้งที่เกรงใจค่ะ มันไม่มีเสียงแต่หัวเราะสุด ๆ
อีกอย่างที่รู้สึกว่าเราเปลี่ยนแปลง คือ ไม่ค่อยบ่น ไม่ค่อยหงุดหงิดกับเรื่องอะไรง่าย ๆ แล้ว อย่างจริง ๆ เช้านี้ ฝุ่น PM ก็เยอะอยู่นะคะ รู้สึกได้ แต่บีมไม่แคร์ จะหัวเราะ ก็ใส่หน้ากากไป แล้วหายใจออกก็ดึงหน้ากากลงค่ะ หายใจเข้าลึก ๆ ใส่หน้ากาก หายใจออก ดึงหน้ากากลง แบบนี้ คือ อากาศจะยังไงก็ช่าง ไม่แคร์…จัดการแบบง่าย ๆ ไปแบบนี้แหละ ไม่มีหงุดหงิดด้วย
และ…ที่เรียนรู้วันนี้เพิ่มเติม คือ ถ้ามันเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยมีบาดแผลกับมัน หรือเป็นแผลตื้น หรือไม่มีเลย เช่น หัวเราะให้กับการที่เราอยากหัวเราะแต่หัวเราะดัง ๆ ไม่ได้ ปัญหานี้เราไม่เคยมีความเจ็บปวดผูกกับมัน บีมเลยหัวเราะได้แบบ ดร.มาดานเลยค่ะ น้ำตาไหลจังหวะนี้
แต่พอดีมีสิวขึ้น 1 เม็ดที่กราม อักเสบนิดนึง พึ่งจะโผล่เช้านี้ บีมเลยทดลอง จิ้มไปที่สิว แล้วหัวเราะใส่มัน จะบอกว่า … เฮ้ย รู้สึกฝืน ไม่เหมือนเมื่อกี๊ คือ ภาพเราที่หน้าสิว เป็นสิวแนวกรามคาง มองแล้วมองอีก คิดเยอะ ทุกข์สิวบริเวณนี้ รอยสิว มันมาหมดค่ะ คือ เราเก็บภาพพวกนี้ไว้เยอะมากกกกกกก ล้านตัว
แต่แล้ว…บีมก็ทำหัวเราะใส่มันไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ จนในที่สุด ถึงจุดที่ บีมเห็นตัวเองคนใหม่ กำลังหัวเราะใส่ บีมคนเดิมที่งงว่า “แกหัวเราะไรวะ” คือ บีมที่เป็นทุกข์เรื่องสิว ทำหน้างง ๆ ค่ะ แล้วก็หงอยและจากไป โมเม้นต์นี้แบบ…เราแยกร่างได้ด้วย
แต่บอกเลยนะคะว่า … คงต้องหัวเราะใส่มันอีกหลาย ๆ รอบ แล้วสังเกตค่ะว่า พอจับหน้าบริเวณนี้แล้ว หัวเราะง่ายหรือยัง ต้องฝืนไหม ถ้าหัวเราะให้มันง่าย ๆ ไม่ต้องฝืนแล้ว แสดงว่าปลดล็อคละค่ะ
คือ บีมไปถึงขั้นสุดว่า เป็นสิวแล้วไงวะ???? 555+ แบบนั้นเลย หน้าคนที่มองเรา เราหัวเราะใส่ไปเลยค่ะ ใจผุดขึ้นมาเองว่า ชั้นสวย ชั้นจะเป็นสิวก็สวย และไม่เกี่ยวอะไรกับพวกแกเลย (ภาษาจิตใต้สำนึกมันตรงแรงแบบนี้ล่ะค่ะ ปกตินะคะ ไม่ได้หยาบคาย)
บีมก็เลยคิดว่า … เราสามารถเอามาประยุกต์กับการแก้ปัญหาสิวในระดับจิตใต้สำนึกได้ค่ะ โดยที่บีมขอทดลองไปก่อน ตั้งใจไว้ที่ 40 วันตามสูตร เมื่อรู้สึกว่า ได้ตกผลึกวิธีแก้เฉพาะกลุ่มคนเป็นสิวแล้ว บีมจะแจ้งวัน Meeting เพื่อถ่ายทอดให้อีกทีค่ะ
ช่วงนี้ขอบันทึกไปก่อนนะคะ ให้ติดตามกัน
Ho Ho Ha Ha Ha
With Laugh,
Princess Beam

บันทึก #โยคะหัวเราะ วันที่ 5

 

#LaughterDiary Day 5 😂
วันนี้ตื่น 6 โมง ก็ไปหาห้องหัวเราะเลย ได้เป็นห้องชั้นล่าง ฝั่งที่เป็น Office เพราะหัวเราะในบ้าน ลูกกะสามียังไม่ตื่น เดี๋ยวไม่เต็มที่
วันนี้ทำตามขั้นตอนในหนังสือคู่มือเลย ลองไล่ทุกสเต็ป ใช้เวลาประมาณ 45 นาที แต่จริง ๆ แล้ว เขาให้ทำ 10-15 นาทีก็พอ (รวมทุกสเต็ปแล้ว) เดี๋ยวค่อย ๆ ปรับจนได้ 15 นาที ตอนนี้เอาให้แน่นก่อน พอจำสเต็ปได้แล้ว ก็คงจะประยุกต์ ๆ ได้เอง (มันเป็นศาสตร์และศิลป์ เรียนขั้นตอนแล้ว รู้แล้ว ก็ต้องเอามาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองและสถานการณ์อีกที โดยทุกอย่างต้องง่าย ๆ อย่าไปเยอะ)
วันนี้ รู้สึกหัวเราะเต็มที่กว่าเมื่อวาน โอเคเลย ได้ผลเหมือนตอนอยู่ในคลาสเรียน แม้จะยังติดเกรงใจเพื่อนบ้านอยู่ ไว้ทำห้องเก็บเสียงก่อน แล้วค่อยหัวเราะให้มันสุดกว่านี้ 55+
แต่อากาศเชียงรายตอนนี้ #ฝุ่นPM มาแล้ว เลยแสบจมูกนิดนึง พรุ่งนี้อาจจะต้องหัวเราะใช้มาส์ก แต่ไม่แคร์ อะไรก็ได้ ขอให้ได้หัวเราะก็พอละ
พอดีห้องที่ไปหัวเราะมันมีกระจก อย่างกับสตูโยคะ เห็นตัวเองหัวเราะด้วย ก็รู้สึกมีความสุขมาก ๆ และรู้สึกหน้าท้องแน่นกระชับดี ก็เลยอยากถ่ายรูปมาลงให้ดูค่ะ
จริง ๆ มันกระชับตั้งแต่อยู่ในคอร์สแล้ว หัวเราะได้สองวันในคอร์สก็รู้สึกแล้วค่ะ เพราะ มันคือ คาร์ดิโอดี ๆ นี่แหละ โดยมีข้อมูลวิจัยมาแล้วว่า
การทำโยคะหัวเราะ 10 นาที = การวิ่ง 30 นาทีบนสายพานวิ่ง
การทำโยคะหัวเราะ 20 นาที = การไปยิม 1 ชม.
อันนี้ถูกจริตมาก ๆ เพราะบีมต้องการอะไรที่สั้น ง่าย สบาย ไม่ต้องเดินทางไปไหน แล้ว…ผลลัพธ์ คือ
  • หน้าสดใส ดวงตามีน้ำกลอกไปมา เหมือนตาเด็ก ๆ จริง ๆ โดยไม่ต้องไปรอดีท็อกซ์ตับ
  • สิวกระเจิง เคยมีแถว ๆ กรามคางนิดหน่อย หัวเราะแล้วหดหายกันหมด
  • หน้าไบรท์มาก อันนี้เพราะเราใช้ skincare ที่ผิวชอบด้วยค่ะ ก็ประกอบกันให้ผลเช่นนี้
  • ออร่าความสุขพุ่ง จนลูกและสามีรับรู้ได้ เราไม่เหวี่ยงเหมือนก่อนแล้ว เพราะ กระแสพลังความสุขที่หมุนเวียนมันป้องกันไม่ให้เราเหวี่ยงคนอื่นง่าย ๆ (จริง ๆ มันเป็นผลจากการที่ครูเก๋ เก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง ใช้วิชาบำบัดตอนเข้าคลาสด้วยค่ะ คือ หัวเราะกระแทกของเก่า ๆ ออกแล้วมันก็จะมีกระบวนการในการเอาของใหม่เข้า จัดระเบียบเซลล์สมองกันใหม่ด้วยโยคะนิทรา ด้วย Tibet Singing Bowl อะไรประมาณนี้ค่ะ เป็นอะไรที่เฉพาะครูเก๋เท่านั้นที่ทำได้)
  • ออร่าความสุข ผสมกับหน้าสดไบรท์ ๆ ทำให้คนที่เจอเรายิ้มง่าย ๆ ด้วย (สังเกตเอง)
  • หน้าท้อง … แบนราบลงอย่างมีความสุข คือ ได้ผลเหมือนตอนไปยิมตอนปีนู้นเลยค่ะ แต่การหัวเราะมันไม่เครียดเหมือนตอนที่ต้องฝืนตัวเองให้ออกกำลังกายให้ครบจำนวนรอบที่ตั้งไว้ ถามว่าจะได้แพ็คมั้ย ยังไม่รู้ และคงจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถ้าถามว่ากระชับมั้ย อันนี้เห็นชัดเลย เพราะก่อนไป หน้าท้องแบบย้วยนิดนึง มันไม่ยื่น แต่ไม่กระชับ แต่พอเข้าคอร์สออกมาแล้ว ก็ตามภาพเลย รู้สึกยินดีกับการเปลี่ยนแปลงที่หน้าท้องส่วนบนโดยไม่คาดคิดค่ะ สามียังบอกว่า หน้าท้องเซ็กซี่ 55+ (18+ นะคะ) แสดงว่าเราไม่ได้คิดไปเองคนเดียวค่ะ ถ้ามีคนข้างตัวบอกแบบนี้ และอีกอย่างคิดว่า เป็นเพราะบีมกินอาหารดีด้วยค่ะ ตอนเข้าคอร์สกินอาหารจากครัวพี่แม็ค (ครูเก๋เลือกใช้อาหารมื้อเที่ยงจากเย็นจาก Mac’s Kitchen) ซึ่งเป็นผู้ชายคนเดียวที่ทำอาหารสุขภาพในแบบที่บีมต้องการให้บีมทานมา 2 ปีแล้ว เพื่อน ๆ ในคอร์สก็ฟีดแบ็คว่า อร่อย และ รู้สึกตัวเบา ขับถ่ายดี น้ำหนักลงด้วยค่ะ (ดีใจ ><)
วันนี้ แบ่งปันเท่านี้ค่ะ สำหรับวันที่ 5 ของการทำ #โยคะหัวเราะ ด้วยตัวเองที่บ้าน ซึ่งต้องทำไปให้ครบ 40 วัน สมองจะเปลี่ยนใหม่ยกเซ็ต กลายเป็นคนใหม่ที่ใช้ชีวิตง่าย สุข สตรอง แบบไม่ต้องพยายามเค้นความสตรองออกมาค่ะ
ปัญหาในชีวิตบีมก็ยังมีอยู่ แต่…เราหัวเราะให้มันได้จากในใจเลยค่ะ รู้สึกเหมือนมีมนต์หัวเราะป้องกันความทุกข์ 55+
พึ่งฝึกนะคะ…ยังได้ผลกับชีวิตดีขนาดนี้…(อย่างที่บอกว่า คงเป็นเพราะเข้าคอร์สด้วยค่ะ ไว้จะเล่าให้ฟังในบล็อก www.beamsecret.org)
แต่ฝึกแล้ว ถ้าไม่ทำต่อเนื่อง มันก็ไม่ได้อะไรค่ะ ก็แค่นั้น แต่บีมตั้งใจจะไปให้ครบ 40 วันให้ได้ค่ะ เพราะอย่างน้อย การหัวเราะตอนเช้าทุกวัน มันก็ยังดีกว่าตื่นมาแล้วอมทุกข์ อมโรคแน่นอนอ่ะค่ะ…
เราต้องใช้พลังบวกในการแก้ปัญหาชีวิตค่ะ ไม่ใช่การใช้พลังงานเดิม ๆ แก้ปัญหาเดิม ๆ ซึ่งเราก็รู้แล้วว่ามันไม่ไปไหน…อย่างน้อยเครื่องมือใหม่นี้ก็ทำให้เราสุขภาพดี มีความสุข แบบง่าย ๆ ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องเดินทาง … เท่านี้ก็โอเคสำหรับบีมแล้วค่ะ
#40DaysLaughterExperiment

บันทึกคอร์ส Certification of International Yoga Leader by KAY รุ่นที่ 6 วันที่ 8-11 มี.ค. 2562

ใบประกาศนียบัตรที่บีมได้รับ

 ถ้าชีวิตของคุณขาดเสียงหัวเราะมานาน ซับซ้อน วุ่นวาย ตัดสินใจไม่ได้ หมดพลัง สุขภาพแย่ ผิวพรรณแย่ อ่อนแอแพ้ง่าย เป็นสิวเรื้อรัง งง ๆ เบลอ ๆ ไม่มีทิศทาง หลงทาง และคุณกำลังมองหาชีวิตที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ติดอาวุธที่จะช่วยให้คุณแก้ปัญหาชีวิตได้ยั่งยืนจริง ๆ คอร์สนี้ให้สิ่งที่คุณกำลังตามหาค่ะ

ในบทความนี้ บีมจะพูดถึงคอร์ส Certification of International Yoga Leader by KAY ที่ได้ไปเรียนมา โดยเป็นมุมที่ “สรุปและตกผลึก” จากการเข้าคอร์สนี้นะคะ ไม่ได้สรุปสิ่งที่เรียนลงมาให้ค่ะ จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจโยคะหัวเราะมากขึ้นและเข้าใจประโยชน์ของคอร์สมากขึ้นค่ะ ว่าเรียนแล้ว “ได้อะไร” จากมุมของบีม

เหตุผลที่บีมลงเรียนคอร์สนี้

มีเหตุผลหลายอย่างที่ส่งสัญญาณบอกบีมว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลงเรียนคอร์สนี้และรุ่นนี้ค่ะ
  1. เรียนเพื่อนำมาใช้กับตัวเอง ซ่อมตัวเอง แก้ปัญหาตัวเอง เพราะ หลังจากที่ทำโยคะหัวเราะกับครูเก๋ตอนเข้าคอร์ส Grounding Your Soul วันที่ 23-24 ก.พ. 62 บีมรู้สึกว่า โยคะหัวเราะมันปลดปล่อยบีมได้เยอะมาก ๆ บีมได้ทำเช้าวันที่ 24 ก.พ. ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้นค่ะ (เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมบำบัด) ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีหลายอย่างจริง ๆ พอพลังงานเราเปลี่ยน และเราสามารถหัวเราะจากหัวใจได้โดยอัตโนมัติ มันไม่ได้จบแค่ในคอร์ส มันเหมือนเราเป็นคนใหม่ขึ้นมาอีกนิด มุมมองต่อชีวิตมันจะสดใสขึ้นค่ะ บีมชอบในผลลัพธ์มาก ๆ อารมณ์แบบ #ตามหามานาน ทั้งชีวิตก็ว่าได้ เลยอยากเรียนจริงจังเกี่ยวกับโยคะหัวเราะ
  2. บีมอยากเรียนรู้เคสของคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งครูเก๋บอกว่ารุ่นนี้มี 3 คนแล้ว การที่บีมเห็นเคสอื่น ๆ ด้วย จะทำให้เข้าใจศาสตร์บำบัดของครูเก๋มากขึ้นค่ะ และอาจจะเข้าใจตัวบีมเองเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจากการที่บีมเคยจัดกิจกรรมปรึกษาแบบกลุ่มสำหรับกลุ่มที่มีปัญหาสิวมาก่อน บีมเข้าใจดีค่ะว่า การได้เรียนรู้ชีวิตและปัญหาของคนอื่น ๆ มันจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ปลดล็อคหลาย ๆ อย่างได้มากขึ้น แม้เพียงแค่เป็นการแลกเปลี่ยนการสนทนาเท่านั้น มันก็ช่วยได้จริง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่บีมเคยจัด หลายคนมาเจอกันในกิจกรรมนี้ ครั้งเดียวก็คือจบ…เข้าใจทั้งตัวเองและปัญหาสิวของตัวเอง เอาไปทำต่อได้เลย ไม่ต้องมาอีก แสดงว่าจบจริง ๆ บีมเลยคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชีวิตตัวเองที่จะได้เรียนกับคนอื่นด้วยตามนี้ค่ะ
  3. เพื่อการร่วมงานกับบุคคลระดับสูง ปีนี้ บีมมีโปรเจ็คงานใหญ่ ๆ หลายโปรเจ็ค ทั้งของบีมเองและของผู้ที่บีมต้องไปร่วมงานกับเขา แต่ละคนโปรไฟล์ระดับใหญ่ทั้งนั้นค่ะ บีมจึงต้องการเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อย จิตใจที่เล็กและเต็มไปด้วยการคิดถึงปัญหา จะไม่สามารถทำให้เราร่วมงานกับคนใหญ่ ๆ ได้ มันจะกดความคิดสร้างสรรค์ของเรา บีมเกรงงานจะเสีย เลยต้องจัดการตัวเองให้มีระดับพลังงานสูงสุดกลับคืนมาค่ะ
เป็น 3 เหตุผลหลักที่บีมตัดสินใจลงเรียนคอร์สนี้ค่ะ!!!

คอร์สนี้คือคอร์สอะไร?

รับใบประกาศนียบัตรจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง

คอร์ส Certification of International Yoga Leader เป็นคอร์ส 4 วัน 3 คืน ที่สอนเกี่ยวกับ โยคะหัวเราะทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ทั้งในส่วนขององค์ความรู้โยคะหัวเราะเองและการนำไปใช้กับตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากภายในสู่ภายนอกอย่างสมบูรณ์ และ วิธีการจัดกิจกรรมโยคะหัวเราะให้กับสังคมสำหรับคนกลุ่มต่าง ๆ ค่ะ ซึ่งปกติแล้วตามหลักสูตรจริง ๆ จะเรียนกันแค่ 2 วันเท่านั้น แต่ครูเก๋มีความประสงค์ต้องการให้ผู้ที่ออกจากผู้นำนี้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะไปเป็น “ผู้นำโยคะหัวเราะ” ได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่ได้ใบประกาศไปแล้วจบค่ะ ต้องเอาไปต่อยอดและทำต่อได้จริง ๆ จึงทำเป็นคอร์ส 4 วัน เพื่อที่จะได้มีเวลาทำความรู้จักนักเรียนแต่ละคนอย่างใกล้ชิดและได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอทุกระดับความลึกของคนหนึ่งคนที่มาเรียน และช่วยจัดระเบียบสมอง และทำให้ผู้เรียนได้ตระหนักรู้ทิศทางชีวิตของตัวเองที่ออกจากส่วนลึกจริง ๆ เพื่อให้เป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติและพลังพร้อมออกไปนำผู้อื่นได้จริง ๆ

ผู้สอนคือใคร?

ครูเก๋รับใบประกาศนียบัตรจาก TED ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ปี 2017
ผู้สอน คือ ครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง คนไทยคนแรกที่ขึ้นเวที TEDx ระดับโลกที่ประเทศจีน และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 5 ทำเนียบนักดนตรีบำบัดนักพลังงานบำบัด จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ติดตามผลงานครูเก๋อย่างไม่ให้รู้ตัวอยู่ 2 ปี และยังเป็นทูตโยคะหัวเราะระดับสากลจาก Laughter Yoga International University เป็นวิทยากรและครูที่มีผลงานเขียนและผลงานด้านการบำบัดมากมายนับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ทั้งในไทยและต่างประเทศ

การเรียนการสอน

  • เนื่องจากขณะนี้ รับเป็นกลุ่มเล็ก จึงเรียนที่บ้านคีตา ซึ่งจะมีห้องที่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านครูเก๋ จะใช้ในการสอนและบำบัดค่ะ เรียนห้องนั้นเลย ซึ่งที่นี่มีพลังงานที่ดีมาก อยู่แล้วสงบ และห้องที่ครูเก๋ใช้สอนเป็นห้องที่ใช้บำบัดด้วย จึงเต็มไปด้วยพลังที่ดีมาก ๆ และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการบำบัดด้วยค่ะ
  • จะใช้คู่มือที่เป็นหลักสูตรสำหรับการสอนจาก Laughter Yoga International University ซึ่งครูเก๋เป็นคนไทยคนที่สองที่ไปเรียนถึงอินเดียและจบจากที่นี่ค่ะ ซึ่งสามารถนำหลักสูตรมาเปิดสอนระดับผู้นำต่อได้ โดยจะมีสไลด์ที่ครูเก๋สรุปให้เป็นภาษาอังกฤษและสอนตามสไลด์ แต่ไม่น่าเบื่อค่ะ สไลด์คือเหมือนเป็นเค้าโครงให้เราได้เรียนตามนั้นให้ครบ แต่ในช่วงการสอนจะมีการพูดคุย ยกเคสต่าง ๆ ขึ้นมา คือ จะเป็นบทสนทนาที่อาจเป็นการแชร์ประสบการณ์ของผู้เรียนหรือเคสของครูเก๋ ฯลฯ ไม่มีอะไรตายตัวในส่วนนี้ค่ะ แต่ทุกอย่างจะเสริมให้เราเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้นมาก ๆ และบางบทสนทนาอาจจะปลดล็อคและตอบโจทย์ผู้เรียนได้เลยก็มีค่ะ เป็น Interactive Learning ค่ะ
  • ครูเก๋จะจัดกิจกรรมที่เป็นการบำบัดผู้เรียนไปด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การระบายสีศิลปะแมนดาลาเพื่อเข้าใจสภาวะจิตใจของตัวเอง ณ ปัจจุบันและการตั้งเป้าหมายให้ชีวิตจากส่วนลึกของแต่ละคนจริง ๆ ว่าต้องการอะไรในตอนนี้ การทำโยคะนิทราเพื่อให้ผ่อนคลายและจัดระเบียบสมองและระบบประสาทใหม่ ถ้าทันอาจจะได้ทำ TRE คือ ขจัดความเครียดฝังลึกในร่างกายและจิตใจ
  • จะจัดอะไรอย่างไร อยู่ที่หน้างานค่ะ เพราะแต่ละรุ่นที่มาก็ประกอบด้วยผู้เรียนที่มีพื้นฐานชีวิตแตกต่างกันไป บีมไม่สามารถบอกได้ว่า ครูเก๋จะจัดอะไรบ้างค่ะในด้านการบำบัด แต่หลัก ๆ แล้วครูเก๋ก็จะใช้เครื่องมือที่ “ตกผลึกแล้วและใช้ได้ผลจริง” คือ แมนดาลา โยคะนิทรา โยคะหัวเราะ ค่ะ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ครูเก๋เชี่ยวชาญมาก ๆ แต่สำหรับรุ่นพวกเรา คือ จัดแบบนี้ ได้ครบทั้งหมด ขาดแค่ TRE ค่ะ เพราะไม่ทันจริง ๆ และผนวกกับการทำโยคะหัวเราะในรูปแบบการบำบัดและโปรแกรมสมองใหม่ ซึ่งเสียงและคำพูดที่ครูเก๋ใช้ มันสามารถทะลวงอะไรบางอย่างได้แบบอธิบายไม่ถูกค่ะ อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวของครูเก๋ที่ทำมันได้ค่ะ อันนี้คงต้องสัมผัสกันเอง เพราะอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลค่ะ แต่เพื่อนในคอร์สเดียวกับบีม ได้รับประสบการณ์แบบทะลวงอะไรบางอย่างเหมือนกันทั้งหมดค่ะ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริง ๆ พาร์ทนี้ชอบมาก ๆ ค่ะ
  • จริง ๆ แล้ววันที่ 4 จะเป็นวันที่ได้ทดลองเป็นผู้นำจัดกิจกรรมค่ะ แต่พอดีครั้งนี้ มีเหตุด่วนเข้ามากะทันหัน เนื่องจากตำรับไทยได้โทรมาขอให้ครูเก๋ไปร่วมประชุมด้วยที่กรุงเทพ ซึ่งปีหนึ่งจะมีประชุมนี้แค่ครั้งเดียว และแบรนด์เคย์ของครูเก๋เป็นหนึ่งใน 5 จากทุกแบรนด์ที่ขายในตำรับไทยที่ได้รับคัดเลือกให้ไปในครั้งนี้ค่ะ พวกเราไม่มีปัญหาเลยกับตรงนี้ และโอเคกับการปิดการสอนของครูเก๋ในวันที่ 3 ของการเรียน ซึ่งครูเก๋ก็ให้พวกเราเต็มที่มาก ๆ  ในวันที่ 4 มีลูกศิษย์ครูเก๋รุ่นพี่มารับช่วงต่อ เป็นพยาบาลที่รักและปฏิบัติโยคะหัวเราะจริง ๆ ซึ่งสอนพวกเราได้ดีเยี่ยมมาก ๆ ประเมินผลการจัดกิจกรรม ช่วยดูแลการอ่านแมนดาลา (ศิลปะดอกไม้แห่งชีวิต) และให้พลังไม่แพ้ครูเก๋เลยค่ะ เราก็ได้รับครบไปเต็ม ๆ ทุกอย่างส่งไม้ต่อมาจากครูเก๋อย่างราบรื่นมาก ๆ
  • ช่วงทานข้าว ครูเก๋ ก็จะมาทานกับพวกเราด้วยค่ะ ซึ่งก็จะได้คุยกันนอกรอบอีกหลายเรื่อง ในจุดนี้ บทสนทนาต่าง ๆ ที่ไม่ได้เป็นทางการ ก็อาจนำไปสู่การปลดล็อคของผู้เรียนบางคนได้ด้วยเช่นกันค่ะ และหลาย ๆ คนก็รู้สึกชัดเจนในทิศทางตัวเองมากขึ้น อันนี้ไม่ตายตัวค่ะ อยู่ที่ว่าผู้เรียนเป็นใคร สภาวะอย่างไรด้วยนะคะ แต่รุ่นที่บีมเรียนคือมันได้แบบนี้ค่ะ หน้างานจริง ๆ ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นค่ะ

ลำดับกิจกรรม

วันที่ 1 
คลาสจะเริ่มบ่าย 2 เพราะเผื่อเวลาให้คนที่เดินทางมาจากจังหวัดอื่นได้พักผ่อนช่วงเช้า (เผื่อมาถึงเช้า) จะเป็นการแนะนำตัว ทำความรู้จักกัน เน้นให้ผ่อนคลาย ระบายสีแมนดาลา และบทเรียนแนะนำโยคะหัวเราะ และตอนก่อนนอนครูเก๋ทำโยคะนิทราให้ค่ะ

ครูเก๋กำลังอธิบายแมนดาลาและวิธีทำกิจกรรมนี้

วันที่ 2 

คลาสเริ่ม 7.30 น. ครูเก๋จะนำการทำโยคะหัวเราะเลยค่ะ เราจะหัวเราะกันประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วไปทานอาหารเช้าของบ้านคีตา (เป็น guest house ด้วย) และไปพัก กลับมาเรียนทฤษฎีต่อจนเที่ยง ก็ทานอาหารจากครัวคุณแม็ค (Mac’s Kitchen) ซึ่งเชี่ยวชาญการทำอาหารสุขภาพที่อร่อยและพรีเมี่ยมมาก ๆ ค่ะ
เตรียมกินอาหารสุขภาพจากครัวคุณแม็คค่า 🙂
หน้าตาอาหารจะออกประมาณนี้ น่าทาน ได้สุขภาพ อร่อย หลากหลาย
พี่แม็คเป็นสามีบีมเองค่ะ ที่ทำอาหารให้บีมทานอย่างจริงจังเพื่อทดลองเรื่องอาหารและสิว และเพื่อการดูแลสุขภาพทั่วไปของบีมเองมา 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งส่วนตัวบีมจะเลือกกินค่อนข้างมาก และต้องการความอร่อยด้วย ซึ่งทุกคนที่ได้กินอาหารคุณแม็ค จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยและรู้สึกดีกับตัวเองค่ะ เพื่อน ๆ บางคนบอกว่า น้ำหนักลดด้วย ระบบขับถ่ายดีด้วย คือ ประกอบกันจากกิจกรรมของครูเก๋และจากอาหารครัวนี้ค่ะ ซึ่งผู้เรียนสามารถแจ้งมาได้ตั้งแต่ก่อนเข้าคลาสว่า จะไม่กินอะไรบ้าง คุณแม็คก็จะออกแบบให้พิเศษสำหรับแต่ละรุ่นไปค่ะ
ช่วงบ่ายวันที่ 2 
ก็กลับมาเรียนทฤษฎีกันต่อ เพราะ เนื้อหาค่อนข้างเยอะค่ะ ช่วงเย็นก็ทานอาหารเย็น และมีช่วงพัก และกลับมาเรียนต่อประมาณหัวค่ำ และส่งเข้านอนด้วยโยคะนิทราค่ะ
วันที่ 3 คลาสเริ่ม 7.00 น. มาทำโยคะหัวเราะ 1 ชั่วโมง ไปทานข้าว แล้วช่วง 9 โมงก็มีคุณครูและน้อง ๆ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายประมาณ 10 คนมาเรียน “โยคะหัวเราะสำหรับผู้สูงวัย” และพอดีเป็นวันตรงกับการทำ Laughter Club ของครูเก๋ ซึ่งมีคณะลูกศิษย์มาร่วมทำโยคะหัวเราะด้วยประมาณ 5 คน เราก็ได้เรียนและร่วมนำกิจกรรมไปพร้อมครูเก๋ค่ะ สนุกมาก ๆ และมีเด็กเล็ก 1 คนมาด้วย ก็ทำให้เราได้เรียนรู้โยคะหัวเราะสำหรับเด็กไปด้วยเลยค่ะ เสร็จตรงนี้ก็ไปทานข้าวเที่ยงต่อ พัก แล้วเรียนต่อช่วงบ่าย ซึ่งเป็นเนื้อหาในส่วนของการจัดกิจกรรมโยคะหัวเราะแล้วค่ะ โดยเราต้องเป็นผู้นำกิจกรรม บ่ายแก่ ๆ เราก็ได้คิดกิจกรรมและซ้อมกัน จากนั้นก็ไปทานอาหารเย็น
จากนั้น ได้ไปเที่ยวถนนคนเดิน (ไปกันเอง) เพราะมีเพื่อนมาจากกรุงเทพและลำพูน เราก็อยากพาไปเดินค่ะ ก็ไปเดินและไปเต้นรำวงที่กลางลานค่ะ จุดนี้ก็ทำให้สนิทกับเพื่อน ๆ มากขึ้นด้วย และส่วนตัวบีมเอง การที่ได้ไปกลางลานที่มีการเต้นรำวงของถนนคนเดินก็ทำให้เรารู้ตัวเองแล้วว่า เราได้ปลดปล่อยกรอบที่ขังตัวเองไปพอสมควร รู้สึกสนุกและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่สนใจว่าจะเต้นได้หรือไม่ และเพื่อน ๆ ที่ผ่านคอร์สและการบำบัดมาด้วยกัน ก็ไม่มีกำแพงอะไร ไม่ตัดสินกันและกันเลยค่ะ ยอมรับกันและกันแบบง่าย ๆ เลย ซึ่งมันส่งเสริมให้เราปลดล็อคตัวเองได้หลายอย่างมาก ๆ จริง ๆ อันนี้ต้องขอบคุณทั้งกิจกรรมครูเก๋และเพื่อนในคอร์สมาก ๆ เลยค่ะ
กลับมาอาบน้ำและเรียนต่อตอน 2 ทุ่ม จนจบเนื้อหา แต่คืนนี้ไม่ได้ทำโยคะนิทราและไม่ทันทำ TRE ที่เป็นเทคนิคการกำจัดความเครียดฝังลึกค่ะ เพราะ ครูเก๋ประเมินแล้วว่า ร่างกายแต่ละคนล้าแล้ว ไม่สามารถทำได้ ถ้าทำก็จะเป็นอันตรายได้ค่ะ เพราะ การบำบัดแบบ TRE ร่างกายต้องทำงานค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบประสาทค่ะ จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม ต้องพักผ่อนมีพลังเพียงพอ
วันที่ 4 
คลาสเริ่ม 7.30 น. ก็มาเรียนกับครูนุ้ย เป็นลูกศิษย์รุ่น 6 ได้นำไปปฏิบัติจริงจังจนเห็นผลหลายอย่างกับตัวเอง และด้วยความเป็นพยาบาลที่รู้เรื่องกายวิภาค (anatomy) ครูนุ้ยก็ได้สานต่อการสอนเนื้อหาเกี่ยวกับการทำโยคะหัวเราะด้วยตัวเองที่บ้านต่อเนื่องและสอนเรื่องโยคะหัวเราะกับการเปลี่ยนแปลงระดับร่างกาย การประเมินกิจกรรมที่เราทดลองจัดโดยมีส่วนร่วมไปด้วย และการช่วยอ่านแมนดาลาที่ระบายกันตอนจบคอร์สค่ะ ซึ่งการระบายสีค่อนข้างใช้เวลา เราจึงเสร็จกันประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ ค่ะ แล้วก็ไปทานข้าวเที่ยงมื้อสุดท้ายจากครัวคุณแม็คก่อนแยกย้ายกันไปค่ะ
วันปิดคอร์สกับครูนุ้ย 🙂 (คนที่สี่จากซ้าย)
อภินันทนาการซาลาเปาจากร้านปั้นเปา ร้านซาลาเปาดังของเชียงรายค่ะ เจ้าของคือพี่เอ็ง คนที่ยืนหัวเราะอยู่หลังบีมค่ะ 🙂

ผลที่ได้จากการเรียนคอร์สนี้

สภาวะก่อนเรียนของบีม

  • ด้วยสภาวะความเครียดฝังลึกของชีวิตวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และปัญหาการเงินที่สืบเนื่องมาจากธุรกิจเดิมที่เคยทำ ทำให้บีมยังคงมีพลังงานลบตกค้างทั้งในส่วนของกายและจิตหลงเหลือ ทั้งที่ได้เคลียร์ด้วยตัวเองไปเยอะพอสมควรแล้ว แต่…สิ่งเหล่านี้ มันทำให้บีมรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขจริง ๆ หัวเราะไม่ค่อยออก ยิ้มไม่ค่อยออก จริงจัง ซีเรียสกับทุกเรื่อง จนคนรอบตัวรับพลังเครียด ทั้งลูกและสามี บีมรู้สึกว่า ตัวเองเหวี่ยงง่าย และอยากขังตัวเองเอาไว้ไม่ให้ไปกัดและทำร้ายใคร รู้สึกตัวเองเป็นขยะและหมาบ้าได้ตลอดเวลา อย่างไรอย่างนั้นค่ะ แม้ในเรื่องการทำงานจะดูทำได้ปกติ แต่ในใจลึก ๆ เรารู้ว่า เราไม่มีความสุขแท้จริงได้เลย
  • อีกอย่าง…บีมสงสัยตัวเองว่า ทำไมเราเล่นกับลูกไม่ได้ ไม่สนุกกับสิ่งที่เขาเล่นได้เลย ทั้งที่เราก็เคยเป็นเด็ก ไอ้ความเป็นเด็กในตัวเราไปไหนซะแล้ว … บีมอยากได้ความสดใสของวัยเด็กกลับคืนมาค่ะ มาเป็นพลังให้ตัวเอง มาเติมเต็มความสัมพันธ์ระหว่างเราและลูก เพราะบีมจะตั้งใจในการเลี้ยงลูกมาก ๆ เพื่อไม่ให้เขาต้องมีบาดแผลในใจเหมือนบีมที่บาดแผลนั้นส่งผลลบต่อชีวิตอย่างมหาศาล ก็จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกเราเติบโตอย่างมีหัวใจที่เต็มไปด้วยความสุข ความรัก และความรู้สึกมั่นคง และลูกคือส่วนสะท้อนตัวเราค่ะ บีมเริ่มเห็นว่าเด็ก ๆ จะเกร็งเวลาที่ต้องคุยกับบีม ดูไม่เป็นตัวเอง ซึ่งปกติแล้วเขาจะเป็นเด็กที่มีความสุข สนุกสนานดี เป็นที่รักของครู เพื่อน และทุกคนที่ได้พบเห็น แต่พออยู่กับเรา เหมือนเขากลัวทำอะไรผิด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักในสายตาของบีม บีมจึงต้องรีบหาทางแก้ไขตัวเองด่วนที่สุดค่ะ
แววตาเป็นเพียงสิ่งเดียวของร่างกายที่สะท้อนพลังภายในของมนุษย์คนหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา จะเห็นว่าภาพซ้ายแววตาของบีม ดูสับสน ไม่มีความสุข แม้จะยิ้ม ก็ดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เป็นแววตาของคนที่เป็นสิวโดยทั่วไปค่ะ ไม่เชื่อก็ลองสังเกตตัวคุณเองดู หรือเป็นแววตาของคนแบกโลกทั้งใบ แบกทุกปัญหาไว้กับตัวนั่นเอง แต่ภาพขวาคือผ่านการเปลี่ยนแผ่านมาแล้ว มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ดวงตามีน้ำในตาเหมือนเด็ก ๆ สดใส และการยิ้มก็เต็มที่มาก ๆ ยอมรับตัวเอง เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นค่ะ

หลังจากเรียนแล้ว บีมพบว่า

  • สำหรับบีมแล้ว ในครั้งแรกที่บีมได้พบโยคะหัวเราะเมื่อปีที่แล้ว บีมคิดว่ามันยาก จะให้มาหัวเราะแบบไม่มีเงื่อนไขได้อย่างไร ดูบ้าและตลกมาก ๆ บีมจึงหลีกเลี่ยงมันไปค่ะ คิดว่าวิธีอื่นคงช่วยได้และเหมาะกับจริตเรามากกว่า แต่หารู้ไม่ว่า ได้ทำแล้ว ติดใจมาก เพราะผลลัพธ์มันทำให้เราเปลี่ยนชนิดหลังเท้าเป็นหน้ามือได้จริงในระยะเวลาไม่นานเกินรอเลยค่ะ เพราะ ขณะที่เราหัวเะราะ ซึ่งแม้จะเป็นการแกล้งหัวเราะไปก่อน พอเราทำทุกวัน เราจะหัวเราะเป็นธรรมชาติได้เองเลยค่ะ ตอนแรก ๆ ก็ฝืนค่ะ แต่เอาวะ ทำก็ทำ เพราะ เรารู้ว่ามันคือการบำบัดและกระแทกของเสีย ๆ จากท้องของเราทั้งระบบกายภาพและพลังงาน เราก็ตั้งใจทำค่ะ
  • บีมรู้สึกว่าโลกมันง่ายขึ้นมาก ๆ ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไร ไม่ต้องดูตลก บีมก็สามารถหัวเราะได้อัตโนมัติ บีมคิดว่า นี่คือ ของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์เพื่อมาบำบัดมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ เพียงแค่หัวเราะ มันก็จะบำบัดทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทุกวันนี้เป็น มนุษย์ที่ผิดธรรมชาติ เป็นผลมาจากคอนเซ็ปต์การใช้ชีวิตผิด ๆ ที่สืบทอดกันมา โยคะหัวเราะคือการ “ปฏิวัติทางสังคม” ที่ทำให้บีมได้คอนเซ็ปต์และจิตใต้สำนึกใหม่ในการดำรงชีวิตค่ะ เราสามารถหัวเราะใส่ปัญหาได้อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน พอทำได้ ชีวิตมันก็ง่ายขึ้นจริง ๆ ค่ะ
  • การหัวเราะและความสุขมันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นอะไรใหม่ที่บีมรู้สึกดีใจมากที่ได้เรียนรู้และได้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ในระดับนี้ คือ ปกติเราจะเรียนรู้วิธีว่า คิดอย่างไร จะได้ผลอย่างนั้น จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ มันต้องออกมาจากระดับ “หัวใจและพลังงาน” ของเราโดยธรรมชาติ ไม่ใช่การคิด การคิดมันไม่ทันกระแสจิตและกระแสประสาทอัตโนมัติหรอกค่ะ เราจะสังเกตได้ว่า เวลาที่เราเหนื่อย ง่วง หิว เครียด เรามักจะตัดสินใจเลือกอะไรที่…ใจลึก ๆ เราอยาก ไม่ใช่ “คิดว่ามันดีต่อเรา” ใช่ไหมคะ นั่นแหละ โยคะหัวเราะและสิ่งที่ครูเก๋ได้สอนพวกเรา ทำให้เราในคอร์สนี้ ทำให้เรามีกระแสบวกและเสียงหัวเราะในระดับจิตใต้สำนึก มันจะเหมือนเป็นคลื่นพลังงานปกป้องเราจากกระแสลบทั้งหลายที่มากระทบเราค่ะ ซึ่งอาจจะมาจากพลังลบที่ยังตกค้างหลงเหลือ (มันต้องหัวเราะและเคลียร์ออกไปเรื่อย ๆ ทุกวันให้ครบ 40 วันค่ะ และทำให้เป็นชีวิตใหม่ของเราจนกว่าจะพลังงานจะเคลียร์ใส พลังจิตของเราจะแข็งแรงมาก ๆ ในจุดนั้น ซึ่งความมั่นคงแบบนี้ จะทำให้เป็นคนที่มีใจแข็งแรง อะไรมากระทบก็ไม่หวั่นไหว เรารู้แต่ไม่กระเทือนมากหรือบางเรื่องก็กระเทือนเราไม่ได้แล้วก็มีค่ะ ถ้ามันไม่บาดลึกมากนัก ซึ่งก็น่าจะได้ผลเหมือนการวิปัสสนาค่ะ (อย่างน้อยบีมก็รู้สึกแบบนั้น)
  • คนที่มีพลังงานลบสะสมในกายและจิต ก็จะมีความคิดลบ มีกระแสพลังลบเป็นธรรมชาติของเขา คนกลุ่มนี้ อยู่ใกล้แล้วก็รู้สึกอึดอัด ไม่สบายกายใจ อยู่นาน ๆ พาลจะคิดลบ ทำลบ ไปด้วยค่ะ พระพุทธเจ้าจึงสอนไว้ในมงคลชีวิต 38 ประการ ข้อแรกที่สำคัญที่สุดคือ ไม่คบคนพาล ก็นั่นแหละ อย่าไปคบคนพลังลบ ๆ คิดลบ ทำลบ ทำเลว เพราะชีวิตเราจะเลียนแบบไปอัตโนมัติ ทำให้ชีวิตเราแย่ไปด้วย ซึ่งสภาวะก่อนเรียนของบีม ก็คือสภาวะนี้แหละ คือ มันมีกระแสที่ดีอยู่แล้วส่วนหนึ่ง แต่บาดแผลมันลึกและเยอะมาก่อน แถมระบบ HPA คือ แกนระบบต่อมไร้ท่อหลักที่ตอบสนองต่อความเครียดก็ติดค้างอย่างรุนแรงด้วย ก็ทำให้ร่างกายบีมหลั่งสารเครียดออกมาตลอดเวลา ส่งผลให้ชีวิตเครียดและเป็นสิวแบบที่ยังไม่หายขาดนั่นเองค่ะ ตอนนี้บีมเคลียร์พลังเหล่านี้ออกไปพอสมควรแล้ว เหลืออยู่บ้าง แต่ผลลัพธ์ก็สัมพันธ์กับผิวที่ใสขึ้นจริงค่ะ เพราะ พลังงานเราสะอาดแล้ว แก่น HPA คลายแล้ว (อ่านในบทความนี้เพื่อให้เข้าใจ HPA นะคะ) หัวเราะก็ง่าย ความคิดสร้างสรรค์ก็มา ทิศทางในชีวิตก็ชัดเจนขึ้น หลังจากนี้ก็แค่เหลือปฏิบัติต่อเนื่องไปค่ะจนกว่ามันจะกลายมาเป็นร่างใหม่ พลังงานใหม่ของเราแบบยั่งยืนได้จริง ๆ อันนี้อยู่ที่เราปฏิบัติต่อเนื่องค่ะ
  • การที่เรามีกระแสพลังงานบวกและหัวเราะได้จากหัวใจ และโยคะหัวเราะที่สอนปรัชญาชีวิตผ่านกิจกรรมง่าย ๆ ไม่ต้องมีอะไรเลย มีแค่หัวเราะจริง ๆ กับท่าทางการเล่นแบบเด็ก ๆ ที่ดูไร้สาระ มันทำให้เรามีหัวใจเด็กได้อีกครั้ง มีความคิดสร้างสรรค​์เพิ่ม เป็นตัวของตัวเอง และเริ่มรู้สึกว่าเงินไม่ค่อยทำให้เรารู้สึกเครียดแล้ว รู้สึกเป็นอิสระจากเงินและวัตถุต่างๆ มากขึ้น ภาพที่ฝังในใจเราตอนนี้คือ ภาพกับเสียงหัวเราะของเราและเพื่อน ๆ ในคอร์ส พอกลับมาบ้าน ก็มาหัวเราะกับลูก สังเกตลูก เล่นกับลูก มันก็เป็นการสั่งสมเสียงหัวเราะในจิตใต้สำนึกไปในตัว ซึ่งตอนที่เราหัวเรา จิตใต้สำนึกจะเปิดออกเลยค่ะ ถ้าเราเห็นตัวเองในกระจกหัวเราะ มันจะจำติดตาไปเลยด้วย พอดีบีมมาฝึกเองที่บ้านแล้วฝึกหน้ากระจกตอนเช้า ภาพมันติดตา ความรู้สึกติดใจมาเลยค่ะ ก็เสริมให้พลังส่วนบวกแบบออโต้มากขึ้น
  • บีมพบว่า เราสามารถบำบัดตัวเองได้ต่อเนื่อง โดยการหัวเราะทุกเช้าหลังตื่นนอน ที่ชัดเจนเลยก็คือ มันจะมีความรู้สึกกับภาพลบ ๆ คนที่ทำให้เราเจ็บผุดมา แล้วเราก็หัวเราะใส่มันด้วยท่าทางที่โยคะหัวเราะเขาสอนค่ะ มันเหมือนภาพลบ ๆ พวกนั้น กระเด็นออก เฟดออก กลัวเรา ที่เราหัวเราะใส่มันดัง ๆ ค่ะ ซึ่งย้ำว่า ตอนเริ่มด้วยการวอร์มอัพก่อน แล้วหัวเราะไปก่อน แม้จะฝืน ๆ ก็แค่ฉีกยิ้มแล้วหัวเราะไปเลย ทำหน้ากระจกยิ่งดีค่ะ เห็นหน้ายิ้ม ๆ หัวเราะของตัวเองแล้วมันจะฝังภาพนี้ลงไปให้ในจิตใต้สำนึกเลยค่ะ เร็วมาก ๆ และจุดติดแล้ว หัวเราะได้ต่อเนื่องเองแล้ว เราก็หัวเราะใส่อะไรที่เราเป็นทุกข์อยู่เลยค่ะ คิดถึงมันแล้วหัวเราะใส่ดัง ๆ ไปเลย ให้หัวเราะแบบที่ท้องเราได้ขยับเยอะ ๆ นะคะ ถึงจะได้ผล และถ้าหลังหัวเราะแล้ว รู้สึกว่าเราได้กระแทกความทุกข์ออกได้ แสดงว่าได้ผลค่ะ มันจะเบาขึ้น เราจะรู้สึกเป็นผู้ชนะมากขึ้น
  • กระบวนการทำต้องทำให้ครบค่ะ ตอนหัวเราะคือการเขย่า กระแทก และกระตุ้นการหลั่งสารความสุข เราต้องทำการ grounding หรือสงบพลังงาน วัดที่การเต้นของหัวใจให้เป็นปกติค่ะ เพราะตอนหัวเราะ ระดับพลังงานเราจะขึ้นสูงปรี๊ด ต้อง ground ให้สงบก่อนค่ะ ถึงจะไปทำอย่างอื่นต่อได้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นอันตรายได้ และตอนที่สงบพลังงานนี้เอง (ทำได้ด้วยการ Hum หลาย ๆ ครั้ง หรือนอนฟังคลื่น หรือนอนพักเฉย ๆ ให้สงบ แล้วแต่ถนัดค่ะ) ฮอร์โมนความสุขจะแผ่ปกคลุมไปทั่วร่างกาย ให้เราแค่ตามรู้ ตามดูค่ะ และมันจะมีเสียงหึ่งๆในหู ซึ่งครูเก๋บอกว่า มันเป็นเสียงของคลื่นธรรมชาติที่ดูแลเราอยู่เสมอมาอยู่แล้วค่ะ ให้ตามรู้ ตามดู ตามฟัง ก็พอ ถ้าได้ยิน แสดงว่าได้ผลดีเลยค่ะ เหมือนคลื่นของเราสงบและเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้แล้ว ก็จะเกิดการบำบัดในกายและใจของเราได้จริง ๆ
  • การทำโยคะหัวเราะ คือ การเขย่าตะกอน หินโสโครก ในลำธารชีวิตของเราให้หลุดออกค่ะ ช่วงที่เราปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่ละวันก็จะได้รับประสบการณ์แตกต่างกันไปค่ะ และถ้าหากรู้สึกเศร้า รู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อตัว ทั้งที่เราก็ดูแลสุขภาพดีอยู่แล้ว หรือดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่ได้มีอะไรมากระทบให้รู้สึกแบบนั้นเลย ขอให้แค่ตามรู้ ตามดูค่ะ เดี๋ยวมันจะผ่านไปเอง ขอแค่เราทำทุกวัน จนกว่ากายและจิตนี้จะเคลียร์ใส ปราศจากตะกอนและหินโสโครกค่ะ ซึ่งต้องใช้เวลา จะนานเท่าไหร่ไม่อาจบอกได้ ซึ่งครูเก๋เป็นกลุ่มที่มีพลังงานเคลียร์แล้วค่ะ เพราะทำมาหลายปีแล้ว สำคัญคือ อย่าไปเอาความลบมาปรุงแต่งต่อค่ะ ตามรู้ ตามดู ก็พอ
  • บีมรู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ เป็นตัวของตัวเอง กล้าทำอะไรที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อนมากขึ้น เพราะกลัวเสียภาพ เสียฟอร์ม ประมาณนั้น มันแตกต่างจากคอร์สจิตวิทยาอื่น ๆ ที่เคยเรียนมาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียน ซึ่งปกติแล้ว เราไปเข้าคอร์สด้านจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองอะไรก็ตาม มันก็จะได้ในส่วนของการตกผลึกในระดับความคิด โอเค ชีวิตมันก็จะเหมือนดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ไอ้ที่เรายังไม่ได้เอาออกไป ยังเป็นหินโสโครกในระดับพลังงานและระดับประสาทอัตโนมัติ (แกน HPA) มันก็มาดึงเราให้กลับไปที่เดิมจนได้ค่ะ ถ้าสติเราไม่แข็งแรงพอ ซึ่งถ้าใครที่เป็นไม่เยอะ ไม่ลึก การออกกำลังกายและการนวดตัวจะช่วยได้ค่ะในการเอาตรงนี้ออก แต่ถ้าเยอะ ลึก นาน และเอาออกเองไม่ได้แล้ว บีมคิดว่าการบำบัดของครูเก๋ผสานกับโยคะหัวเราะที่มาทำต่อเนื่องเองช่วยได้แน่นอนค่ะ ในระยะเวลาเห็นผลที่ไม่นานเกินรอ
  • แต่ทั้งนี้ บีมคิดว่า แต่ละคนก็คงจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปค่ะตามโจทย์ชีวิตของแต่ละคน ตามสภาพร่างกาย สภาพปัญหา เพราะแต่ละคนมีชีวิตที่ต่างกันค่ะ สำหรับบีมมันเวิร์คมากค่ะ
  • สิ่งสำคัญมาก ๆ ที่ได้รับ คือ การได้รู้จักตัวเองและมีทิศทางชัดเจนที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรหลังออกจากคอร์สค่ะ ซึ่งจุดนี้ เป็นคอร์สเดียวที่บีมรู้สึกว่าบีมได้แบบเต็ม ๆ ซึ่งเราจะตกผลึกมากขึ้นเมื่อทำครบทุกกิจกรรมในคอร์สอย่างเต็มที่ 4 วันค่ะ ซึ่งไม่ใช่บีมคนเดียวที่ได้ แต่ทุกคนในคอรส์ได้เหมือนกัน ตามสไตล์ของตัวเองค่ะ ไม่มีใครกลัวผิดทั้งนั้น ซึ่งดีมาก ๆ เลยค่ะ และทุกคนให้กำลังใจกันดีมาก ๆ
  • เราเหมือนคนที่อารมณ์นิ่งขึ้น เบาขึ้น แบบไม่ต้องกดต้องฝืน มันแข็งแรงขึ้นโดยธรรมชาติ ทำให้คนที่อยู่ด้วยรู้สึกสบายใจขึ้นค่ะ เห็นชัดว่า สามีกับลูกรู้สึกสบายขึ้น และบีมก็มีอะไรเล่นกับลูกมากขึ้นด้วย การมีหัวใจเด็ก พลังงานที่บริสุทธิ์เพิ่มในตัวเรา จะทำให้เราเชื่อมโยงกับลูกและเด็ก ๆ ได้มากขึ้นค่ะ ตรงนี้บีมได้จากคอร์สนี้โดยตรงค่ะ ทำให้ความสัมพันธ์ของลูกกับบีมดีขึ้น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะช่วยเป็นเกราะคุ้มภัยเขาในวันที่เขาโตขึ้นไปเป็นวัยรุ่นค่ะ โดยบีมเชื่อว่า ความรักที่เขารู้สึกได้ ความสบายใจที่มีต่อแม่ของเขา จะช่วยป้องกันปัญหาหลาย ๆ อย่างได้ค่ะ อย่างน้อยลูกก็น่าจะสบายใจที่จะพูดอะไรให้เราฟัง ตรงนี้สำคัญที่สุดค่ะ เพราะ ปัญหาหลายอย่างของวัยรุ่น เกิดจากการที่เขาไม่ได้คุยกับพ่อแม่ค่ะ และคิดว่าพ่อแม่เป็นคนละพวกกับเขา เราต้องสร้างความรู้สึกนี้ตั้งแต่เขายังเด็กให้ได้ค่ะ ตอนนี้บีมเห็นแล้วว่ามันน่าจะช่วยได้ ซึ่งการบ้านของบีมคือ ปฏิบัติต่อเนื่องค่ะ จนกลายเป็นแม่คนเดิมแต่หัวใจใหม่เพื่อให้ลูกเติบโตอย่างมีความมั่นคงทางใจและเต็มไปด้วยความรักและเลือกทำแต่สิ่งที่ดีต่อตัวเขาเอง
  • สำหรับสามี เขาก็สบายใจที่จะอยู่กับเรา พอคนเราสบายใจ ก็จะทำงานได้ดีขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ก็ทำให้งานของเขาดีขึ้นด้วยค่ะ

สรุป

  • เป็นคอร์สเรียนที่แปลกใหม่ดีสำหรับบีมและได้ผลจริงในการปลดล็อคตัวเองมากกว่า 90%
  • ให้ผลแบบติดตัวถาวร จุดไหนเคลียร์แล้ว ก็คือเคลียร์เลย ไม่ต้องมาเข้าซ้ำอีก คือ เน้นให้เราทำเอง พึ่งตัวเองได้จริง ๆ  แต่ต้องปฏิบัติต่อเนื่อง ต้องเอามาใช้จริง ๆ หลังจบคอร์สแล้ว ไม่งั้นก็อาจโดนกระแสลบที่ยังตกค้างชักเข้าที่เดิมได้ค่ะ เป็นความรับผิดชอบของเราเองล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับใครเลย
  • ให้ผลเรื่องผิวและสุขภาพได้จริง ๆ คือ สิวกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญไปเลย กลายเป็นคนหน้าใส มีเลือดฝาดขึ้นมาได้ และสิวที่เคยตกค้างแถว ๆ กรามคาง หน้าหู ซึ่งเป็นโซนที่เกี่ยวกับไต ความเคีรียด ก็ค่อย ๆ หายไปด้วย บางครั้งมันก็มีขึ้นมา เพราะ ร่างกายกำลังเคลียร์ของเสียตกค้างค่ะ เราแค่ตามรู้ ตามดู เดี๋ยวมันก็ไปเอง เพราะเราดูแลตัวเองดีอยู่แล้วในทุกเรื่อง บีมแค่ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งโยคะหัวเราะทดแทนการออกกำลังแบบ cardio ได้เลยค่ะ มีงานวิจัยแล้วว่า หัวเราะต่อเนื่องตามแบบฉบับโยคะหัวเราะเพียง 10 นาที ได้ผลเหมือนวิ่งบนสายพาน 30 นาที และทำโยคะหัวเราะ 20 นาที ได้ผลเหมือนไปยิม 1 ชั่วโมงค่ะ แสดงว่าบีมได้ครบแล้ว 🙂
  • มันช่วยให้เรามีมุมมองการใช้ชีวิตที่ง่ายขึ้น ซึ่งจำเป็นต่อการแก้ปัญหาชีวิตที่เรื้อรัง ซับซ้อน ยุ่งเหยิง เช่น ปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ เป็นต้น เราจะกล้าตัดสินใจหลาย ๆ เรื่องที่สำคัญ ซึ่งการตัดสินใจเรื่องสำคัญก็จะส่งผลให้เราแก้ปัญหาได้ดีขึ้นด้วยค่ะ จบไปเป็นเรื่อง ๆ เราจะกล้ารับในผลลัพธ์ที่เกิดจากการตัดสินใจมากขึ้น ซึ่งการฝึกตามรู้ ตามดู จะช่วยฝึกฝนสติให้เรา และพลังงานที่เคลียร์ขึ้น จะทำให้เราเห็นอะไรตามจริงได้ชัดเจนขึ้น ใกล้เคียงหรือเหมือนกับการได้ทำวิปัสสนาค่ะ ตรงกับหลักของ ZEN ด้วย
  • ได้ครบทั้งกาย จิต วิญญาณ เหมือนโดนทำความสะอาดครั้งใหญ่ Ho Ho Ha Ha Ha 🙂 แถมได้หน้าท้องกระชับด้วยค่ะ ไม่น่าเชื่อ…เป็นผลพลอยได้มาแบบไม่คาดหวัง!
  • แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปนะคะ คือ คาดหวังผลลัพธ์เหมือนบีมตั้งแต่มาครั้งแรก อาจจะยังไม่ได้ แต่การได้เข้าใจศาสตร์นี้ วิธีใช้ที่ถูกต้อง และการเคลียร์พลังงานจากครูเก๋ระดับหนึ่ง มันก็ดีกว่าการที่ไม่ทำอะไรเลยกับชีวิตค่ะ ซึ่งแน่นอนว่า มันจะเบาขึ้น แต่ผลลัพธ์แท้จริงที่จะให้ผลยั่งยืนจริงขึ้นอยู่กับการฝึกโยคะหัวเราะอย่างต่อเนื่องค่ะ
  • ถ้าเราอยากให้โลกภายนอกเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนพลังงานของตัวเองค่ะ แค่นี้แหละ อย่าไปโทษอะไรเลย ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น สภาพแวดล้อมที่เราอยู่ เราเลือกของเราเองทั้งนั้นค่ะ จะแก้ก็แก้ข้างในนี่แหละ อย่าไปแก้ข้างนอกให้วุ่นวาย เราดี ข้างนอกก็จะดีตามเองค่ะ เพราะเราคือเครื่องกำเนิดพลังงานและสั่งทุกอย่างจากจิตของเราเองแบบไม่รู้ตัว
Mandala ภาพแรกของบีม ยังมีความสะเปะสะปะ เป็นพลังงานบวกที่หาจุดโฟกัสไม่ได้
หลังจบการบำบัดคอร์ส Grounding มีความชัดเจนในทิศทางมากขึ้น
ภาพก่อนเข้าคอร์สผู้นำ ชัดเจนกว่าครั้งที่ 2 แต่ยังระบายแพทเทิร์นไม่ต่อเนื่องกัน (สีชมพู)
ภาพสุดท้ายหลังจบคอร์สผู้นำ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากระบายแมนดาลาเป็นระเบียบและที่มหัศจรรย์คือ มันเป็นคำตอบของภาพแรกสุดที่บีมมีคำถามกับตัวเองว่า “ฉันอยากจะทำอะไรกันแน่ ที่จะทำให้ฉันเป็นผู้นำที่มีความรักและความสุข”??? ขอไม่เฉลยคำตอบนะคะ ว่าภาพสุดท้ายสื่ออะไร แต่ตรงกับใจส่วนลึกเป๊ะ ๆ ค่ะ 🙂
ความประทับใจในคอร์สจากนักเรียนรุ่น 6 #REBORN
สำหรับผู้ที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจเข้าคอร์ส ติดต่อที่เพจครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง นะคะ และแจ้งว่า รู้จักมาจากบล็อกของบีมและแนบลิงค์ไปค่ะ ครูเก๋จะได้ทราบว่ามีพื้นฐานจากการอธิบายของบีมมาแล้วค่ะ
และสิ่งที่ต้องแจ้งไว้ก่อนก็คือ ครูเก๋ไม่รับปรึกษาทางออนไลน์นะคะ ด้วยเหตุผลก็คือ การปรึกษาทางออนไลน์จะไม่สามารถจบปัญหาของคุณได้ มันเป็นการคุยกันระดับความคิด แต่การบำบัดของครูเก๋มันลึกกว่านั้นค่ะ มันเจาะ มันทะลวง และต้องออกแบบชีวิตต่อชีวิตเลย จึงจำเป็นมากที่จะต้องเจอ พูดคุย กันตัวเป็น ๆ ค่ะ
ดังนั้น หากสนใจในการเข้าบำบัดกับครูเก๋ ขอให้ศึกษาแนวทางของครูเก๋โดยอ่านบันทึกของบีมให้ครบค่ะ (บีมให้ครูเก๋ช่วยตรวจทานเนื้อหาทุกบทความ ดังนั้น มั่นใจได้ว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องค่ะ) ถ้ามันใช่แนวทางที่คุณตามหามาตลอดชีวิต หรือคิดว่าน่าจะช่วยคุณได้แน่ ๆ ก็ลงคอร์สไปเลยค่ะ สิ่งที่คุณจะได้รับ มันจะได้เกินกว่าเงินที่คุณลงทุนไปมากค่ะ การได้ชีวิตและความสุขแท้จริงของเรากลับมา คือ กำไรชีวิตสูงสุดและเป็นต้นทุนสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สำเร็จ มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนแท้จริงค่ะ บีมไม่ได้ขายคอร์ส แต่บอกจากใจ เพราะบีมและเพื่อนในคอร์สได้รับและรู้สึกแบบนี้จริง ๆ ค่ะ
และสามารถติดตามการอัพเดทบันทึก #โยคะหัวเราะเปลี่ยนชีวิต40วัน ของบีมได้ที่แฟนเพจและบล็อกนี้นะคะ การสมัครรับข่าวสารบล็อกนี้ เพียงแค่กรอกอีเมลที่ช่องรับข่าวสารค่ะ เวลาบีมอัพเดทบทความ มันจะแจ้งไปที่อีเมลของคุณค่ะ
ขอให้ทุกคนที่ได้อ่านมาถึงบันทัดนี้มีความสุข มีเสียงหัวเราะมาก ๆ ในชีวิตนะคะ
บีม.
บทความที่บีมเคยเขียนบันทึกไว้จากการเข้ารับการบำบัดจากครูเก๋ 3 ครั้งที่ผ่านมาค่ะ

บันทึกพลังงานบำบัดกับครูเก๋ ครั้งที่ 2

ช่วงบ่ายของวันที่ 5 กันยายน 2561

บีมตั้งใจเข้าไปพบครูเก๋ที่บ้านคีตาด้วยต้องการคำปรึกษาเรื่องต่าง ๆ

จริง ๆ แล้ว การไปพบครั้งนี้ บีมก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมีการบำบัดอะไร

เพราะลำพังการได้พูดคุยกับครูเก๋แต่ละครั้งก็เหมือนจะได้รับคำตอบในหลาย ๆ เรื่องไปในตัวอยู่แล้ว

ก็สุดแล้วแต่ทางครูเก๋จะมองเห็นว่า ท่านจะแนะนำอะไรบีมเท่านั้นเองค่ะ

เป็นไปตามคาดหมาย

เราเพียงแค่นั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ

แต่สุดท้าย ก็ไม่รู้อย่างไร ไปถึง ณ​ จุดที่

ครูเก๋ได้นำเพนดูลั่ม (pendulum) และ กระดิ่งลม

มาแนะนำให้บีมรู้จัก

แล้วบีมก็ได้ประสบการณ์ใหม่และความรู้ใหม่

เรื่อง “พลังงานบำบัด”

ที่เมื่อจบกระบวนการแล้ว

บีม…นึกถึงคนที่เป็นสิวเรื้อรังทุกคนทันที

ในแง่มุมของ “พลังงานที่ขาดวิ่น”

ที่มันก็ยากจะเชื่อสำหรับคนทั่วไป

แต่สำหรับบีม สิ่งที่ปรากฏตรงหน้า

และปรากฏการณ์หลาย ๆ อย่าง ณ ตอนนั้น

บีมคิดว่า … บีมพบคำตอบอันลึกซึ้ง

ของ “ธรรมชาติบำบัด” อันแท้จริง

มัน “เรียบง่าย” กว่าที่สมองมนุษย์คิดได้

และมัน “ทรงพลัง” มากกว่าที่สมองมนุษย์จะเข้าใจ

และมัน “ได้ผลจริง” ในมุมของการเติมเต็ม

บีมคงไม่สามารถเขียนบรรยายออกมาได้

เพราะมัน “ไม่มีคำบรรยาย” อะไรจะบอกเล่าแทนได้

แต่สิ่งที่ได้รับ ทำให้บีม “เข้าใจตัวเองมากขึ้น”

ว่า “พลังงานที่ขาดวิ่น” และ สิ่งที่พี่เก๋เคยพูดกับบีมไว้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน

คือ บีมขาดความรักตัวเอง มันเป็นอย่างไร

ธรรมชาติ แสดงอะไรตรงไปตรงมาเสมอ…

นั่นแหละ จึงทำให้บีมเข้าใจว่า

แท้จริงแล้ว … คนที่มีปัญหาสิวเรื้อรังทุกคน

ก็คงจะมีปัญหาที่ไม่ต่างไปจากที่บีมมี…

แม้เหตุปัจจัยจะแตกต่างกัน

แต่บีมเชื่อว่า “สภาวะที่เป็น”

“รากเหง้า” ของการดำรงอยู่

คงจะ “ขาดวิ่น” ไม่แตกต่างกัน

เราอาจจะ…เคยมีประสบการณ์ฝังลึก

ที่อาจจะเกิดตั้งแต่ตอนเราอยู่ในท้องแม่

หรือตั้งแต่ตอนแรกเกิดจนถึง 3 ขวบ

ซึ่งในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงที่จิตใต้สำนึกของทุกคน

จะไม่คัดกรองอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

และรับเอาสภาพแวดล้อมมาเป็นตัวตนทั้งหมด

บีมไม่รู้หรอกว่า

เคยมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตช่วงนั้นบ้าง

แต่…บีมมาเข้าใจทุกอย่างตอนที่ครูเก๋ได้ช่วยครั้งนี้

กับเพียงแค่ “กระดิ่งลม” ที่ครูเก๋ใช้

ว่า… “รากเหง้าของจิตวิญญาณขาดพลังความรักจริงๆ”

แม้บางคน

อาจจะได้เกิดมาในครอบครัวและสภาพแวดล้อมที่ดีพร้อม

แต่…ในบางช่วง บางจุดของชีวิต อาจมีการหักเห

มีการเจ็บช้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มเป็นสิว

และเริ่มเป็นแบบเรื้อรังยาวนานและหาทางออกไม่พบ

เราก็จะรู้สึก “เกลียดตัวเอง” และ “เกลียดคนอื่น” ไปพร้อม ๆ กัน

เราสะสมมันไปอย่างไม่รู้ตัว

ยิ่งนาน ยิ่งโดนทัก ยิ่งโดนมอง ยิ่งโดนปฏิเสธ

“ยิ่งเกลียด เกลียด เกลียด ตัวเอง”

ด่าตัวเอง ว่าตัวเอง สารพัด

แล้วก็ทำทุกอย่างที่จะทำให้ตัวเอง “น่าเกลียด” อยู่อย่างนั้น

เพราะเชื่อว่า “ฉันมันน่าเกลียด”

เป็น “พลังงานขาดวิ่น” ขาดความรักอย่างมหาศาล

ที่สะสมอัดอั้นอยู่ในจิตส่วนลึกที่รันเหมือนโปรแกรม

ให้ร่างกาย สารเคมีจากต่อมไร้ท่อ ระบบประสาทอัตโนมัติ

ทำงานผิดปกติ หลั่งสารพิษ ตลอดเวลา

ไปตาม “พลังงานขาดวิ่นของจิต”

บีมเองก็พบความจริงด้วยตัวเองว่า

หลังจากที่บีมได้ฝึกฝนปฏิบัติและเข้าใจเรื่องจิตมากขึ้น

ทำให้บีมผิวใสขึ้น เป็นสิวยากขึ้น

แม้จะมีปัจจัยกระทบเดิมที่เคยทำให้เราเป็น เรากลับเป็นยากขึ้น

แต่…มันก็ยังคงมีอยู่นะ

ทั้งที่บีมก็ดูแลตัวเอง “ดีทุกด้าน”

ก็ไม่แปลกใจเลย…ว่าเพราะอะไร

เพราะ “รากของจิต” มัน “ขาดความรัก”

มันเป็นพลังงานที่ขาดวิ่น ไม่สมบูรณ์

แต่เราไม่รู้…ว่ามันเป็นแบบนั้น

อีกอย่างหนึ่งที่ครูเก๋พูด

แล้วบีมนำมาฉุกคิดต่อ

คือ ครูเก๋บอกว่า

ถ้า “รากมันดี” (หมายถึงพลังงานฐานรากดี)

จะกินอะไร มันก็จะไม่เป็นอะไรหรอก

ในจุดนี้ บีมยังต้องทดลองต่อไป

แต่…บีมเห็นว่า ควรจะได้นำมาบอกต่อ

เพื่อให้เป็นเป้าหมายของการรักษาสิวของทุกคน

โดย “มุ่งเน้น” ไปที่ “จิตและพลังงาน” โดยตรง

เพราะมีคนมากมาย

ดูแลตัวเองได้ดีทุกเรื่อง

แต่…สิวยังขึ้น ณ​ จุดเดิม ๆ

ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่หลายคน

หลายคน มีฐานะดี มีเงินซื้อผลิตภัณฑ์ราคาสูงใช้

แต่…สิวก็ยังไม่หาย เพราะ จิตมัน “ขาดวิ่น”

ตรงกันข้าม … บางคน ไม่ได้มีเงินซื้อผลิตภัณฑ์ราคาสูงใช้

แต่…สิวค่อย ๆ หายไป และบางคนก็หายสนิท

เพราะ จิตมันเย็น จิตมันเต็ม จิตมันมีแต่ความรักเอ่อล้น

บีมสงสัยมาตลอดในเรื่องที่ว่านี้

ว่าทำไมบางคน ดูแลตัวเองได้ดีมาก ๆ

ใช้ของอย่างดีที่สุด แพงที่สุด เยี่ยมที่สุด

ก็ไม่หาย…ซะที

คำตอบ…ก็เป็นเรื่อง

“รากเหง้าพลังงาน” จริง ๆ นั่นแหละ

เอาเป็นว่า เขียนมายาว บีมสรุปให้ 2 เรื่อง

ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อ “คนมีปัญหาสิวเรื้อรัง”

ได้เอาไปขบคิดพิจารณากันต่อ เพื่อให้หลุดพ้นจากปัญหาเสียที

  1. การที่ยังเป็นสิวไม่หาย เพราะ ขาดพลังงานแห่งความรักที่แท้จริงของจักรวาล (รักที่ไม่มีที่สิ้นสุด รักที่ไร้ตัวตน ตัวกู ของกู)
  2. หากพลังงานของเราสมบูรณ์​ อิ่มไปด้วยรัก เอ่อล้นออกจากภายในจริง ๆ สิวก็จะหายขาด ไม่ว่าจะกินอะไร ก็จะไม่เป็นสิว พลังงานแห่งความรักนี้ จะสมานบาดแผลของจิตวิญญาณ ของจิตใจ ทำให้สุขภาพแข็งแรง ผิวแข็งแรง ต่อสู้เชื้อโรค ต่อสู้สิ่งแปลกปลอม และกำจัดออกได้ดี

นี่เป็นเพียงแค่ “ปฐมบท”

ของ “พลังงานบำบัดกับสิว” ที่บีมรู้สึกสนใจมาก

เพราะบีมคิดว่า … มันคือ คำตอบสุดท้าย

และเป็นเพียง “คำตอบเดียว” ที่จะทำให้ทุกคน

“สิวหายขาด” ได้ยั่งยืน…(ในเคสที่รากพังจริงๆ)

ด้วยรัก

บีมซีเคร็ต

รูปภาพจาก https://rgdn.info/en/energeticheskaya_konstrukciya_cheloveka