Laughter Diary : Day 17

Posted by

บีมสะพายกระเป๋า

จากวันที่ 5 ของการเลือกวิถีและปรัชญาโยคะหัวเราะมาใช้ นับถึงวันนี้ ก็เข้าวันที่ 17 แล้วนะคะ ไม่ได้บันทึกกันนานเลย ดังนั้น การเขียนบทความนี้ ก็จะเป็นลักษณะของการสรุปการตกผลึกว่า ทำมา 17 วันแล้ว เป็นอย่างไรบ้างค่ะ

ความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน

จิตใจที่แข็งแรงขึ้น

ข้อนี้เห็นชัดเจนที่สุดค่ะ เพราะ หลังออกจากคอร์สมาไม่กี่วัน ก็มีคลื่นชีวิตคลื่นใหญ่กระทบแรงมาก ซึ่งเรารู้เลยว่า ถ้าไม่ได้ผ่านการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติโยคะหัวเราะมา  คงจะบ้าไปแล้วแน่ ๆ เพราะเรื่องมันใหญ่มากจริง ๆ ในมุมของชีวิตปุถุชนค่ะ

แต่…ครั้งนี้ บีมกลับพบว่า ตัวเองสามารถประคองสติและโทรหาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ด้วยตัวเองทั้งหมด โดยที่ไม่มีการดราม่าอะไรเลย ผ่านไปได้ด้วยใจจริง ๆ ค่ะ

ใจที่แข็งแรง จากการที่เราฝึกหัวเราะทุกเช้า มันต่างจากการที่เราดูตลกแล้วหัวเราะนะคะ เพราะถ้าแบบนี้คือ ทำมานานมากแล้ว เราเครียด เราก็หาอะไรดู แต่มันเป็นแค่ “ยาแก้ปวด” ดูแล้วดีขึ้นแค่ตอนนั้น แต่ #โยคะหัวเราะ มันไม่ใช่ มันคืออะไรที่แก้ที่ “ใจ” เราได้จริง ๆ ค่ะ ที่แม้แต่การฝึกสมาธิที่ผ่านมาทั้งหมด ก็ไม่สามารถทำให้บีมได้รับความแข็งแรงขนาดนี้

บีมไม่ได้บอกว่าการทำสมาธิไม่ได้ผลนะคะ มันช่วยได้มาก ๆ ทำให้ผ่านเหตุการณ์แย่ ๆ มาก็หลายครั้ง แต่…โยคะหัวเราะ เป็นอะไรที่ “ทะลุทะลวง” จิตใต้สำนึกได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ มาก ๆ ค่ะ ง่ายและได้ผลจริง ๆ คนไม่เคยฝึกสมาธิมาก่อน ก็สามารถทำได้ และได้ผลจริง ๆ ถ้าทำอย่างถูกต้องค่ะ

สติเร็ว + ปล่อยวางเร็ว

อันนี้ก็ชัดมากค่ะ เหมือนเซ็นเซอร์ที่มีต่อ “สิ่งกระทบ” มันจะทำงานได้ดีขึ้น เพราะ การฝึกโยคะหัวเราะ มันจะไปสั่นสะเทือนพลังงานที่สะสมอยู่ให้ลอยออกมา ในทางกายก็ช่วยให้แกน HPA คลายออก ฮอร์โมนความสุขหลั่งมาแทนที่ตัวเครียด จิตใต้สำนึกก็ได้รับการดีท็อกซ์ไปด้วย และสามารถลงโปรแกรมใหม่ได้เลยด้วย พอกายและจิตของเราเริ่มสะอาด สว่าง สดใสขึ้น คลื่นในตัวเราจะจูนเข้ากับคลื่นของธรรมชาติและจักรวาลได้มากขึ้นค่ะ ซึ่ง ณ จุดนี้ จะทำให้เรา “เร็วต่อสิ่งกระทบที่ทวารทั้ง 6” โดยอัตโนมัติ และ การหัวเราะแบบโยคะหัวเราะ เป็นการปรับกลไกทางจิตวิญญาณให้หลุดจากตัวกู มองเห็นทุกสิ่งแม้กระทั่งตัวเองที่โลภ โกรธ หลง ทำผิดไปบ้างอะไรบ้าง ว่าเป็นเรื่อง “น่าขัน” แล้วเราจะปล่อยวางได้เร็วกว่าเดิมมาก ๆ เป็นกระบวนการที่แปลกมากค่ะ แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนแน่นอน บีมเชื่อเช่นนั้นค่ะ

เข้าใจเรื่อง “ตัวกู” “กฎแรงดึงดูด” และ “จิต” ชัดเจนขึ้นมาก

คือ จริง ๆ แล้วเราก็คือ ธรรมชาตินั่นแหละ แต่ “ตัวกู” มันทำให้เราเชื่อมพลังงานธรรมชาติไม่ได้ซะทีค่ะ ดังนั้น การดึงดูดอะไรนั้น เป็นเรื่องเข้าข้างตัวมนุษย์เองทั้งนั้น เป็นเรื่องของ “ตัวกู” แท้ที่จริงแล้ว มนุษย์ต้องปล่อย “ตัวกู” แล้วจะได้เชื่อมกับคลื่นพลังมหาศาลอันไม่มีที่สิ้นสุดของจักรวาล และในจุดที่ไม่มีตัวตนนั้น จึงจะได้รับในสิ่งที่จิตปรารถนา (ปรารถนาสิ่งดี ได้สิ่งดี ปรารถนาสิ่งเลวได้สิ่งเลวค่ะ มันจะเป็นไปตามพลังจิตและสิ่งที่เราคิดทุกอย่างเร็วขึ้น) พระพุทธเจ้าและพระผู้ปฏิบัตดีจึงได้สอนและย้ำเสมอว่า “ต้องคิดดี พูดดี ทำดี” เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้เราได้พบแต่สิ่งดีี ๆ ค่ะ โลกของคนหนึ่งคนเป็นไปตาม “จิตของเขา” ถ้าเขาพร่ำบ่นเกี่ยวกับชีวิตของเขา ก็เพราะ “เขาสร้างมันเอง”… อยากเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนโลกที่ยืนอยู่ ก็ต้องเปลี่ยนจิตตัวเองก่อน…แค่นั้นล่ะค่ะ แล้วโลกมันก็จะจัดเรียงไปตามที่จิต

อยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น

ด้วยการใช้แมนดาล่า (ดอกไม้แห่งชีวิต) ในการระบายสีเพื่อบำบัดตัวเองนั้น มันทำให้บีมเข้าใจว่า ชีวิต…มันต้องค่อย ๆ คลี่คลายออกเหมือนดอกไม้ค่ะ ระบายวงในให้เสร็จก่อน ให้สวยก่อน แล้วค่อย ๆ ขยับออกไประบายวงนอกถัดไปให้สวย คือ ดอกไม้มันจะสวย ถ้าเราระบายทีละกลีบให้สวยค่ะ ซึ่งมันตอกย้ำไว้ในจิตใต้สำนึกไปแล้วเรียบร้อย (ผ่านการระบายสีแมนดาล่านี่ล่ะค่ะ) ซึ่งมันจะย้ำเตือนเราทุกครั้งเวลาที่เรากำลังเวิ่นเว้อ ทำอะไรไม่ถูก ลอย ๆ มันจะเรียกสติกลับมาว่า “อยู่ตรงนี้แหละ ระบายดอกนี้ให้สวยก่อน ไปทีละกลีบ อดทน ๆ ค่อย ๆ ทำ เดี๋ยวมันสวยเอง แต่ต้องทำทีละจุดของชีวิตให้ดี เดี๋ยวมันดีเอง” มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ค่ะ ซึ่งด้วยการทำแบบนี้ ช่วยดึงให้บีมโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำได้มากขึ้น และเราปล่อยวางความว้าวุ่นใจได้เร็วมากขึ้นจากการที่เรา “หัวเราะใส่มันทุกวัน” ซึ่งแต่ละวันมันจะไม่เหมือนกันเลยค่ะ ประสบการณ์ในการทำโยคะหัวเราะช่วงเช้าของแต่ละวัน จะพบเจอโลกภายในของเราที่ต่างกันทุกวัน ทำเสร็จแล้วก็มีอารมณ์หลังทำแตกต่างกันด้วย มันทำให้เรายอมรับและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งได้มากขึ้น เพราะแค่ตัวเราเอง ยังไม่เหมือนกันสักเวลาเลย มันเปลี่ยนตลอดค่ะ สำคัญที่เราต้องตระหนักรู้และปล่อยวาง แล้วโฟกัสกับปัจจุบัน เท่านั้นเอง ซึ่งทำมาไม่ถึงเดือน ชีวิตมันดีขึ้นมาก เราคลี่คลายทีละจุด มันก็เริ่มเห็นเป็นดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานสวยงามขึ้นจริง ๆ

จัดลำดับสิ่งที่ต้องทำได้ดีขึ้น

แต่การจัดลำดับนี้แตกต่างจากวิธีที่บีมเคยเรียนรู้และทำมาก่อนนะคะ เราจะจัดลำดับตาม “ใจบอก” จะไม่ให้สมองคิด เพราะบีมใช้ตรรกะและสมองมาเยอะแล้ว ใช้มาหลายปีแล้ว เรารู้ว่ามันก็ได้ผลแค่นี้ มันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีไปกว่านี้และแก้ปัญหาไม่ได้แน่ ๆ  ซึ่งการใช้ “ใจบอก” เป็นอะไรที่ดูแปลก แต่วิธีนี้จะทำให้เรา “สบายใจ” ได้เร็วมาก คือ ถ้าตายก็ไม่ติดค้าง ประมาณนี้ค่ะ ซึ่งสมองบอกตรงนี้ไม่ได้ เราต้องฟังหัวใจเท่านั้น แล้วเราทำไปตามนั้นเลย มันไม่มีผิดหรือถูกค่ะ อยู่ที่ว่าใครใช้แบบไหนแล้วสบายใจก็ใช้แบบนั้น แต่สำหรับบีม บีมเลือกฟังหัวใจ ซึ่งแก้โจทย์ที่ “ใจ” ได้มากกว่าจริง ๆ

เป็นอิสระจากเงิน

บีมคิดว่า ปัญหาของคนยุคนี้คือ เป็นทาสเงิน ค่ะ ตัวบีมเองก็ไม่ต่างกัน บีมเคยเป็นทาสของเงินมาก่อน ซึ่งมันเกิดขึ้นตั้งแต่เราเรียนจบและทำงานได้สักพัก เราเริ่มมีโจทย์ว่า จะทำงานที่รักหรือทำงานที่ได้เงินเดือนดี? อะไรทำนองนี้

พอทำธุรกิจ เคยสำเร็จมาก จับเงินมาก ๆ มาก่อน วันหนึ่งมันหายไปและมีปัญหาหนักขึ้น ๆ เราก็เป็นทาสของมันโดยสมบูรณ์ค่ะ ปัญหาหนี้สินทำให้คนต้องเป็นทาสของเงินเหมือนหนูถีบจักร ชีวิตหลายคนพังทลาย ก็เพราะเรื่องนี้

แต่การทำโยคะหัวเราะ ทำให้บีมหัวเราะให้กับเงินและทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเงินที่มันหนักหนาสาหัสได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเราทำทุกวันค่ะ แล้วเราก็รู้สึกว่า มันก็เป็นแค่อีกเรื่องหนึ่งที่เหมือนเรื่องอื่น ๆ การเรียน การทำงาน การเลี้ยงลูก การวิ่ง การปั่นจักรยาน ฯลฯ มันเรียนรู้ได้ อยู่ที่เรามากกว่าว่ายอมรับไหมว่าตัวเองกำลังมีปัญหา เรากำลังเผชิญหน้าหรือหนีมันค่ะ

พอใจเราปล่อยวางและเป็นอิสระจากการครอบของ “เงิน” ที่เรายอมให้เงินอยู่เหนือหัวเราทุกอย่างแล้ว บีมก็ได้ชีวิตกลับคืนมา บีมจัดตารางชีวิตใหม่ หาวิธีบริหารเงินใหม่ เปิดใจยอมเรียนรู้เรื่องตัวเลขและการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่บีมรู้สึกมันยุ่งยากและไม่ชอบตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทั้งหมดของชีวิต ก็ไม่แปลกค่ะ ถ้าวิธีคิดและความรู้สึกแบบนั้นจะทำให้เรามีปัญหากับมัน 🙂 บีมก็ปรับใหม่หมด เพราะถ้าเราไม่มีวิชาการเงิน ไม่รู้วิธีบริหารเขา เราก็คงจะสอบตกเรื่อยไป และครอบครัวก็ต้องลำบาก บีมก็ตั้งเข็มทิศใหม่ วิธีใหม่ ๆ ก็จะมาเองค่ะ แม้ปัญหาจะยังอยู่ แต่เรารู้สึกว่า “เราจัดการได้แน่ ๆ” ต่างกับก่อนหน้านี้ ซึ่งมันเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาไม่นานจริง ๆ หลังจากที่ทำโยคะหัวเราะอย่างต่อเนื่องค่ะ

ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดีขึ้น

พอเราปล่อยวางปัญหาต่าง ๆ ลงได้มากขึ้น เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เราจะอยู่กับคนตรงหน้าเรามากขึ้น ฟังเขามากขึ้น เล่นกับเขามากขึ้น คุยกับเขามากขึ้นได้เองค่ะ เราจะไม่ค่อยทำตัววุ่นวาย ถ้าเราจะต้องทำงาน ต้องทำอะไร เพราะชีวิตที่ยังต้องแก้ปัญหา มันจะยังไม่ราบรื่นไปหมดหรอกค่ะ แม้เราจะจัดสรรอะไรใหม่ ๆ แล้วมันค่อย ๆ ดีขึ้น แต่มันก็ยังต้องมีบางจังหวะที่มันต้องทำ ต้องลุยให้เสร็จ แต่เราจะใช้วิธีบอกคนที่เรารักไปตรง ๆ ว่าเราต้องการเวลาทำตรงนี้นะ เพราะอะไร เราสื่อสารกับลูกและสามีได้ดีขึ้น พอเขาเข้าใจ แล้วเราใช้เวลาทำงานเต็มที่ ณ ตอนนั้น หรือเราต้องการเวลาส่วนตัวตอนนี้สัก 1-2 ชั่วโมง เขาก็โอเคนะคะ ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งที่ผ่านมา เรานั่นแหละที่วุ่นวายใจ แล้วก็ส่งพลังวุ่นวายและพลังลบ ๆ ไปหาพวกเขาด้วยค่ะ พอปรับตรงนี้ได้ ปล่อยวางปัญหาได้มากขึ้น สื่อสารชัดเจนขึ้น ความรู้สึกโดยรวมของครอบครัวก็ดีขึ้นค่ะ

สรุป

นั่นก็คือ ผลจากการปฏิบัติมาได้ 17 วันค่ะ ซึ่งตั้งใจว่าจะไปให้ครบ 40 วันตามที่ ดร.มาดาน ผู้ก่อตั้งโยคะหัวเราะแนะนำไว้ในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ

สำหรับบีมแล้ว บีมไม่ได้รู้สึกว่ามันจะนานอะไร ไม่ได้รีบนับวันเพื่อให้ครบค่ะ เพราะบีมเลือกไปแล้วว่า บีมจะนำปรัชญาและวิธีปฏิบัติของโยคะหัวเราะมาใช้ในชีวิตตลอดไป เพราะขนาดเพิ่งเริ่ม ยังดีขนาดนี้ บีมไม่สงสัยเลยว่าถ้าทำไปเรื่อย ๆ ชีวิตเราจะมีความสุขมากขึ้นอีกขนาดไหนค่ะ

ซึ่งบอกเลยว่า อารมณ์เราจะขึ้น ๆ ลง ๆ เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองชัดเจนมาก ๆ บางวันก็ไม่อยากทำเลยค่ะ แต่ตั้งใจแล้วว่าต้อง 40 วันต่อเนื่อง ต่อให้ไม่อยากทำ ก็บังคับตัวเองให้ทำค่ะ และมันใช้เวลาไม่นาน แค่ไม่เกิน 15 นาที แต่บีมก็เกินทุกทีอ่ะค่ะ 55 เพราะทำแล้วมันฟินและทำให้เราเริ่มต้นวันใหม่ได้ดี เราเองก็อยากให้ทั้งวันมันดี ซึ่งก็ต้องมีวินัยเซ็ตให้ตัวเองต้องทำทุกเช้าให้ได้

มีอยู่วันหนึ่ง น้องแพรี่ตื่นตอนตี 5 กว่า ๆ ซึ่งเขาเรียกหาบีมที่กำลังจะทำโยคะหัวเราะ แต่เราก็ต้องไปนอนกับเขาก่อน (คงฝันร้าย) พอตื่นมาอีกทีก็เกือบ 8 โมงค่ะ แล้วเราต้องไปฟาร์มออร์แกนิคตอนเช้าด้วย บีมก็ยังทำนะคะ ยังคิดอยู่เลยว่า จะไปหรือไม่ไปฟาร์มดี แต่ในที่สุดก็ไปค่ะ ทั้งที่ได้ทำโยคะหัวเราะนิดเดียว แต่ก็ยังขอให้ได้ทำค่ะ แต่วันนั้นรู้สึกแย่นะคะ เหมือนมันทำไม่จบ

ที่เล่าคือแค่จะบอกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บีมก็จะพยายามทำให้ได้ทุกวันค่ะ แค่นั้นเอง เพื่อให้ต่อเนื่อง 40 วัน เพราะ เป็นระยะเวลาที่เขาบอกว่ามันจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงเซลล์สมองและร่างกายได้ใหม่จริง ๆ ค่ะ

วันนี้มาเล่าเพียงเท่านี้นะคะ เพื่อเก็บไว้เป็นบันทึกประสบการณ์และแบ่งปันให้ผู้สนใจค่ะ

สถานที่ไปร่วมกิจกรรมโยคะหัวเราะได้ฟรี ๆ เช็คที่ลิงค์นี้ค่ะ

ขอให้ผู้อ่านทุกคน มีความสุขมาก ๆ นะคะ

บีม

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.