เคลียร์สิว ผิวใส ด้วยเทคนิค RRP (ตอนที่ 1)

วันนี้ บีมจะมาอัพเดทความรู้ตกผลึกล่าสุด ที่บีมได้ใช้แล้วเห็นผลกับตัวเองดีเยี่ยมสำหรับสุขภาพของตัวเองในทุกๆมิติ คือ กาย ความคิด ความรู้สึก และการเติบโตทางจิตวิญญาณ ที่ไม่ได้ส่งผลให้เฉพาะเรื่องผิวที่เคลียร์และใสขึ้น และมีแนวโน้มได้ผลลัพธ์อย่างถาวรแท้จริง (ร่างใหม่จริงๆ) แต่ยังทำให้ชีวิตเติบโตขึ้นในทุกมิติบนทางเดินแห่งความสุขและเส้นทางของเราเองจริง ๆ (ไม่ใช่จากสังคมหรือใครกำหนด)

โดยความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบีม ที่เหมือนได้เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณและมีร่างกายใหม่จริง ๆ เกิดจาก 7 เหตุปัจจัยนี้เป็นหลักค่ะ

ปัจจัยข้อที่ 1 ได้เรียนรู้ศาสตร์ “โยคะหัวเราะ” และนำมาปฏิบัติต่อเนื่องจริง

สำหรับผู้ที่ติดตามบีมมานาน น่าจะเคยได้รับทราบว่า บีมได้ลงเรียน คอร์สประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะสากล เมื่อเดือนมีนาคม 2562 มาก่อน หลังจากจบคอร์ส บีมได้เห็นผลกับสุขภาพองค์รวมและผิวในทันที รวมถึงทัศนคติต่อชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปภายในคอร์ส และแบ่งปันไว้ในคลิปนี้ โยคะหัวเราะช่วยทลายรากสิวและป้องกันสิวใหม่ได้อย่างไร หลังจบคอร์สเลยค่ะ (ตอนนั้นหน้าใสมากจริง ๆ ผลลัพธ์ชัดเจน จึงต้องการแบ่งปัน)

ปัจจัยข้อที่ 2 ได้เรียนรู้และปฏิบัติเทคนิค RRP อื่น ๆ จากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง

ประกอบกับบีมได้รับการถ่ายทอดความรู้เป็นส่วนตัวจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2561 (ลองอ่านในบันทึกพลังงานบำบัดกับครูเก๋ ครั้งที่ 1 ได้ค่ะ) ครูผู้ที่ทำให้บีมเข้าใจ “การซ่อมราก” กายและจิตอย่างแท้จริง และทำให้เข้าใจร่างกายของมนุษย์อย่างลึกซึ้งจริง ๆ สามารถ “ซ่อมตัวเอง” ได้ด้วยตัวเองจริง ๆ ใช้ทุกระบบที่ร่างกายมนุษย์พึงมีเป็น รู้เท่าทันความคิด อารมณ์ได้มากขึ้นมาก ๆ ปรับสมดุลได้ในระดับ advanced ด้วยวิธีเรียบง่ายมาก ๆ ซึ่งตรงจริตของบีมอย่างมาก

ปัจจัยข้อที่ 3 ได้เรียนรู้หลักการและทำ workshop “การสำนึกรู้คุณ” (Gratitude) จากโค้ชโอ้ง

ซึ่งเป็นสิ่งที่บีมได้ยินมานานแล้ว แต่ค่อนข้างปิดใจ ไม่ศึกษา เพราะ ได้ยิน ได้เห็น จากโค้ชต่าง ๆ ที่สอนกันอยู่ตอนนั้น รู้สึกว่าไม่ถูกจริตตัวเอง แต่โชคดีที่ได้พบโค้ชโอ้ง ซึ่งเป็นคนเชียงรายเหมือนกัน และมีโอกาสได้เรียนรู้หลักการเรื่องนี้และเคลียร์เรื่องกฎแรงดึงดูดได้ชัดเจน และ workshop ที่ได้มาทำ ก็เห็นชัดเจนว่า มันทำงานอย่างไร และเมื่อได้ตกผลึกของตัวเองแล้ว โดยผสมผสานกับองค์ความรู้ทั้งหมดที่ได้เคยเรียนรู้มา รวมกับก้อนใหญ่ที่เรียนจากครูเก๋ ก็ทำให้รู้สึกว่า “อยู่บนเส้นทางที่ใช่และถูกต้องสำหรับตัวเอง”

ปัจจัยข้อที่ 4 บีมนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 4 ปี

จริง ๆ แล้วบีมเป็นคนที่ชอบนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะปกติเป็นคนจิตร้อน แต่พอนั่งแล้วสงบดี แต่ก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่านั้น ก็ทำมาเรื่อย ๆ แต่ไม่สม่ำเสมอและหายไปช่วงเรียนหนังสือระดับชั้นมัธยมถึงมหาวิทยาลัย (นาน ๆ ทีทำ) ช่วงทำงานไม่ค่อยได้ทำ แต่มาทำเยอะมาก ๆ ช่วงปี 2552 เพราะตอนนั้นชีวิตเป็นขาลงแบบสุด ๆ และมีโอกาสได้กลับมาอยู่บ้านที่ อ.พาน ก็มีเวลาทำสมาธิทุกวัน จนกระทั่งชีวิตดีขึ้นจนธุรกิจเติบโตมาก ๆ ก็ไม่ได้ทำเพราะมัวแต่ยุ่งกับงานและลูก หาเวลาไม่ได้เลย แต่หลังจากชีวิตพบวิกฤติครั้งใหญ่เมื่อประมาณปี 2558 ก็ได้มีโอกาสไปวัดอัมพวัน ที่จังหวัดสิงห์บุรี โดยการชักชวนของกัลยาณมิตร 2 ท่าน คือ คุณ Vasu Chanratthanayothin และ คุณกัญฐ์พอร เอี๋ยวสกุล ทำให้บีมได้นั่งสมาธิในรูปแบบที่ทำให้เข้าใจ “สภาวะจิต” และ “ทุกข์” คือ การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีมาก ๆ สำหรับการนั่งสมาธิในแนวทางที่ถูกต้องและ “ไม่หลงทาง” และนั่งตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยปรับรูปแบบให้เข้ากับชีวิตในแต่ละช่วงมากขึ้น ซึ่งทำให้บีมยังคงรักษาสติและพลังส่วนหนึ่งไว้ได้ ไม่คิดจบชีวิตตัวเองไปเสียก่อน (เพราะที่ได้เจอมันหนักหน่วงจริงๆ)

ปัจจัยข้อที่ 5 ความเข้าใจเรื่อง “ธรรมชาติบำบัด” และการดูแลตัวเองตามแนวธรรมชาติ

ข้อนี้ช่วยทำให้บีมยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ แม้สถานการณ์จะถาโถมเพียงใด แต่บีมยึดหลักธรรมชาติไว้ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดีท็อกซ์ อดอาหารล้างพิษ การใช้ skincare ที่ปลอดภัย การรับพลังจากดิน น้ำ ลม ไฟ จากธรรมชาติ การปรับสมดุลด้วยอาหารอย่างง่าย ๆ และใช้แนว minimalism คือน้อยแต่ครบ มาดูแลตัวเองเสมอ แม้ช่วงที่เครียดหนักและยังไม่พบครูเก๋ ผิวอาจจะไม่ได้ดีมากและยังคงมีสิวขึ้น แต่อย่างน้อยก็ไม่นอยด์ ไม่ต้องมาทุกข์เรื่องนี้ เพราะเรารู้วิธีจัดการแล้ว เราก็ได้นำพลังที่เหลือน้อยนิดไปทำสิ่งอื่นที่จะช่วยแก้ปัญหาของเราได้ต่อไป ไม่เปลืองพลังโดยใช่เหตุ ซึ่งจะแตกต่างกับคนที่ไม่ใช้หลักธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเขาไม่ทราบตรงนี้ ก็จะต้องป่วยและไปกินยา ซึ่งมันไม่จำเป็นและยิ่งเพิ่มความเครียดเข้าไปอีก เพราะ ยาคือสารเคมีที่ร่างกายไม่ต้องการ และยิ่งทำให้สุขภาพแย่ลงในระยะยาว ซึ่งของบีมตัดตรงนี้ไปได้เลย และในวันที่ชีวิตดีขึ้นแล้ว ต้นทุนทางสุขภาพเราก็ยังดีและพัฒนาต่อไปให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ได้อยู่

ปัจจัยข้อที่ 6 ได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ “กดดันและเลวร้ายที่สุดในชีวิต” (สำหรับชีวิตของบีมเองนะคะ)

จนทำให้รู้ว่า “การฝึกฝนจิตและกายที่ได้เรียนวิชาจากครูเก๋ โค้ชโอ้ง และพื้นฐานการนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่องของบีมนั้น ได้ผลจริงและช่วยปลดปล่อยจิตให้เป็นอิสระได้มากจริง ๆ” ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการที่บีบคั้นหัวใจนั้นแล้ว มันน่าจะเทียบได้กับ “ความเจ็บปวดของแม่และความรู้สึกบีบคั้นของลูกระหว่างคลอดธรรมชาติ” (บีมคลอดธรรมชาติลูก 2 คน เลยเทียบได้ค่ะ) และพอ “หลุด” แล้ว แม่ก็หายปวดทันที ลูกก็โล่งทันที และก็ต้องมาเดินต่ออย่างแข็งแรงเป็นบทถัดไป เหมือนได้ “เกิดใหม่” จริง ๆ พร้อมกับผลลัพธ์ชีวิตที่ได้ปรารถนาเอาไว้ ก็เริ่มแสดงให้เห็นในชีวิตภายนอกจริง ๆ (ชีวิตภายนอก = ชีวิตภายใน)

ปัจจัยข้อที่ 7 ความรัก ความช่วยเหลือจากครอบครัวและการให้โอกาสจากกัลยาณมิตร

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายหลาย ๆ ระลอกในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือ “ความรัก” และ “ความช่วยเหลือ” จากครอบครัวและกัลยาณมิตรค่ะ ข้อดีของการที่เราเจอปัญหาหนัก ๆ และนานพอก่อนที่เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากจุดนั้น คือ เราจะเห็น “ความรักแท้” ของคนที่รักเราจริง ๆ ในวันที่เราไม่เหลืออะไร ในวันที่เราไม่เชื่อในศักยภาพของตัวเอง เราจะพบว่า มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่มองเห็น “คุณค่าในตัวเรา” สำหรับบีมแล้ว ครอบครัวคืออันดับหนึ่งที่บีมได้รับสิ่งนี้ และกัลยาณมิตรทุกคน รวมถึงผู้ที่ช่วยเหลืองานเราในวันที่เราอยู่ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ และคนที่เราได้พบเจอใหม่ ๆ เราจะมีทักษะในการคัดกรองได้รวดเร็ว ว่าจะเข้ากันกับเราได้ดีไหมค่ะ ซึ่งทักษะตรงนี้เราจะได้รับเฉพาะในช่วงที่เราเคยผ่านความลำบากมาแล้วเท่านั้น

วันนี้ ขอจบบทความไว้เท่านี้ก่อนนะคะ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของบีมนั้น เกิดมาจากเหตุปัจจัยใดบ้าง

บีมได้เรียนรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงภายนอกมาจากการเปลี่ยนแปลงภายในเท่านั้นค่ะ ผลลัพธ์ภายนอกของบีมในวันนี้ คนภายนอกจะยังเห็นไม่ชัดเจนถ้าวัดด้วยมาตรฐานของสังคมไทยทั่วไป

แต่สำหรับตัวบีมเอง บีมรู้ตัวเองดีค่ะ และมั่นใจที่จะบอกต่อออกไปแล้วถึงสิ่งที่กำลังตกผลึกในตอนนี้เพื่อเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังตามหา “เส้นทางการเติบโตของตัวเองอย่างมีความสุขทุกขณะแบบมั่นคงและชัดเจน” และรู้ว่าทิศทางการเติบโตครั้งใหม่นี้จะไปบนเส้นทางใด และอย่างไรแบบชัดเจน เพราะ “ซ่อมรากแล้ว ชีวิตมันจะไปต่อได้แบบชัดเจนเองค่ะ” และบีมจะมาเขียนต่อให้เข้าใจเรื่องนี้ และโยงให้เห็นว่ามันจะเคลียร์สิวผิวใสแบบถาวรได้อย่างไร รอติดตามนะคะ 🙂

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผู้สนใจสามารถดูคลิปสรุปของบีมได้ด้วยค่ะ

โฆษณา

เผยแพร่โดย

Beam Woradapha

บีมเคยมีปัญหาสิวชนิดเรื้อรังตั้งแต่อายุ 11 ปี เข้า ๆ ออก ๆ คลินิก ถึงประมาณอายุ 24 ปี พออายุ 25 ปี ก็ตัดสินใจ "เลิกหาหมอและใช้ยา" มาศึกษาทดลองการรักษาสิวแนวธรรมชาติที่จะทลายสิวที่รากด้วยตัวเอง 10 ปีผ่านไป บีมได้รับความรู้และประสบการณ์ด้านสุขภาพองค์รวมอย่างมหาศาล ที่ส่งผลให้ชีวิตทุกด้านเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลค่ะ #คุ้มที่จะเดินเส้นทางนี้ บีมขอเชิญชวนค่ะ :)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.