สาเหตุและวิธีกำจัดรากสิวแนวกรามคาง อก หลัง และสิวฮอร์โมน (อัพเดทล่าสุด)

รวมภาพ Before มาให้ดูหลาย ๆ ภาพ ซึ่งเป็นช่วงที่รักษาผิวแนวธรรมชาติแล้วแต่ยังไม่หายขาดจนมาถึงช่วงที่หายแล้วจริง ๆ คือ ปลายปี 2562

หลังจากที่บีมได้เริ่มต้นทดลองการรักษาสิวตัวเองแนวธรรมชาติตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา สิ่งที่ได้เรียนรู้ คือ สิวแนวหน้าผาก สิวผด ผิวขาดน้ำ หายง่ายที่สุด รองลงมาก็คือ สิวแนวแก้ม และที่เป็นโจทย์ยากและเรื้อรังสำหรับบีมมาโดยตลอดก่อนหน้าที่จะค้นพบทางออกที่แก้ได้ถึงรากจริง ๆ คือ ปัญหาสิวแนวกราม (ที่คางบีมไม่ค่อยเป็นค่ะ) และปัญหารรูขุมขนบิดเบี้ยว เซลล์ผิวเสียโครงสร้างปกติจากการรักษาผิดวิธีที่แม้จะผ่านมานานแล้วก็ตาม 2 รูปภาพสุดท้าย บีมพยายามจะถ่ายให้เห็นชัด ๆ จากกล้อง แต่มันได้ประมาณนี้นะคะ ซึ่งผิวจริงถือว่าเรียบเนียนมากที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา แตกต่างจากภาพ Before อื่น ๆ ที่บีมรู้สึกว่า มันเป็นโซนที่มีปัญหาค่ะ ตอนนี้รู้สึก “ปลดล็อค” และสบายใจกับโซนนี้แล้ว จึงอยากแบ่งปันค่ะว่าบีมทำอย่างไรบ้าง สิ่งที่เหลืออยู่คือ ปัญหาพังผืดที่เหมือนแผลเป็นเล็ก ๆ ที่เกาะกันอยู่และรอยจากสิวขับพิษช่วงต้น ๆ (ช่วงปลายเดือนที่แล้วกับต้นเดือน พ.ย. 2562) ของการกินสมุนไพรเพื่อทดลองแก้ปัญหาสิวแนวนี้ค่ะ

ในบทความนี้จะพูดถึงเฉพาะ สิวแนวกรามคางหรือสิวฮอร์โมน สิวที่อกและหลัง (เป็นสิวประเภทเดียวกัน สาเหตุเดียวกันค่ะ) เท่าน้ันนะคะ ปัญหาผิวเสียหาย จะเขียนในครั้งต่อไปค่ะ

สภาพปัญหาก่อนหน้านี้

ตั้งแต่เริ่มรักษาสิวแนวธรรมชาติ โซนนี้จะเป็นโซนที่มีสิวขึ้นโดยตลอด ซึ่งจะสงบดี ถ้ากินอาหารที่สะอาดและย่อยง่าย ไม่กินมัน ไม่กินแป้ง ไม่กินเนื้อสัตว์ และจะหายไปถ้ามีการล้างลำไส้ แต่จะขึ้นมาช่วงแรก ๆ ของการล้างพิษเสมอค่ะ คือ มันไม่เคยหายไปเลย มีแต่ “สงบ” เท่านั้น และ sensitive กับอาหารมาก ๆ ตามภาพ 3 ภาพด้านล่างนี้เลยค่ะ ซึ่งถ่ายไว้เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2552 ก่อนเริ่มต้นรักษาสิวแนวทางธรรมชาติค่ะ

จะเห็นว่า มีสิวอักเสบขึ้นเยอะมาก ตรง คาง กราม และพอช่วงล้างพิษแล้ว ก็ขึ้นไปหน้าหูกับหลังคอด้วย

สรุปสาเหตุของสิวแนวกรามคาง

เมื่อมองจากจุดนี้ที่ผ่านมาแล้ว 10 ปี มองชีวิตย้อนไปจนถึงก่อนเป็นสิว บีมมั่นใจว่าสิวแนวกรามคาง เกิดจากสาเหตุดังนี้

  1. กินของทอดเยอะมาก ที่กินเยอะ กินบ่อย ก็จะเป็น ไก่ทอด หมูทอด ไข่เจียว ไข่ดาว ข้าวผัด ซึ่งตอนที่เป็นเด็กถึงวัยรุ่น จะกินพวกนี้เยอะมาก เพราะเป็นเมนูหลัก ๆ ที่เรากินที่บ้าน วันนั้นข้อมูลสุขภาพไม่ได้มีเยอะเหมือนทุกวันนี้ อินเตอร์เน็ตไม่มี ออนไลน์ไม่มี ดังนั้น เราก็กินไปตามที่ครอบครัวทานกันมาอยู่แล้ว และด้วยความที่บีมตัวเล็ก คุณแม่ก็ห่วง อยากให้สูง อยากให้โต ก็เลยให้กินไก่ทอดเยอะมาก แบบโด๊ปน่ะค่ะ อัพไก่ K ทุกสัปดาห์ แถมกินเฟรนช์ฟรายอีกไม่บันยะบันยัง 555 และถ้าที่ไหนมีเลี้ยงพิซซ่า ถ้าเป็นขอบชีส จัดมา เราอยากอ้วน เราก็กินเยอะมาก อันนี้เป็นสาเหตุหลักที่ร่างกายสะสมพวกไขมันเลวไว้เยอะมาก และเริ่มผุดมาเป็นสิวตอนอายุประมาณ 9 ขวบ คือ ป.4 และมีประจำเดือนเร็วมาก (เพราะคงรับฮอร์โมนจากไก่และนมวัวเยอะ) มีกลิ่นตัวตั้งแต่ ป.3 และมีเซลลูไลท์ตั้งแต่ ป.4 นั่นแหละ
  2. กินนมวัวและโยเกิร์ตแบบปรุงแต่งรสชาติทุกวัน อันนี้ก็เป็นอาหารปกติของเด็ก ๆ สมัยนั้นอยู่แล้ว ต้องกินนมโรงเรียน เป็นนมวัว (ยกเว้นตอนอนุบาล เขาต้มนมถั่วเหลืองให้กิน healthy และอร่อยมากๆ) และซื้อนมเปรี้ยวกับโยเกิร์ตกินตอนหลังมื้อเที่ยงทุกวัน และยังซื้อมาดื่มเป็นลิตร ๆ กินเพื่อโด้ปให้สูงอีก ซึ่งจริง ๆ แล้ว กินแล้วก็ท้องเสียตลอด แต่คิดว่าปกติ อาการแบบนี้คือเราย่อยนมวัวไม่ได้ แต่ก็ดันทุรังกินไป จริง ๆ แล้วทำให้ผิวยิ่งแย่ ประกอบกับไขมันในเลือดที่มาจากของทอดสูงอีก ตอนนั้นก็กินนมวัวรสหวานด้วย และ กินโยเกิร์ตที่ปรุงแต่งรสชาติ น้ำตาลเยอะมากกกก (ล้านตัว) ลองไปดูฉลากปัจจุบันนี้ก็ได้ค่ะ เมื่อก่อนคงจะมากกว่านี้ สรุปว่ารับสารที่ร่างกายไม่เอา คือ นมวัวเข้าไป และ ยังได้น้ำตาลอีกเยอะมาก ๆ ซึ่งภายหลัง น้ำตาลก็จะเปลี่ยนเป็นไขมัน ถ้าไม่มีการใช้ออกไปจนหมดในแต่ละวัน
  3. กินแป้ง น้ำตาล เยอะมากกกกก ด้วยความอยากอ้วน เพราะตัวเองผอมมาก จำได้ว่า ตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมจนถึงตอนทำงาน จะกินเบเกอรี่เยอะมาก ๆ ที่ชอบเป็นพิเศษ และกินทุกวันสมัยเรียนคือ บราวนี่ (ทุกวันนี้ก็ยังชอบ แต่เลือกที่ healthy ค่ะ) และจะชอบแป้ง ชอบขนมปังมาก ๆ ซึ่งมันทำให้เกิดการอักเสบ และ ก็จะกลายเป็นไขมันสะสมด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดอักเสบ สกปรก การหมุนเวียนของเลือดลมติดขัด ทำให้ผิวซึ่งเป็นเซลล์ส่วนนอก มีปัญหา มีอาหาร น้ำ อากาศ มาเลี้ยงไม่พอ และสารพิษก็ตกค้าง ออกไปไหนไม่ได้ ถ้าไม่ได้ออกกำลังกาย หรือเหงื่อไม่ค่อยออกด้วยแล้ว ยิ่งสะสมหนักเลย ทำให้เป็นสิวเรื้อรังไม่หายเสียที
  4. การใช้ชีวิตที่ผิดนาฬิกาชีวิตแบบสะสม บีมไปเรียนไกลบ้านและเป็นเด็กหอตั้งแต่อยู่ ม.1 ค่ะ (เรียนที่เชียงใหม่) และก็อยู่ไกลบ้านยาวไปเลยถึงตอนอายุ 24 ปี กลับมาช่วงปิดเทอมและช่วงวันหยุดค่ะ ซึ่งการที่มีอิสระในการใช้ชีวิตและอยู่กับกลุ่มเพื่อน ๆ (โชคดีที่มีเพื่อนสมัยเรียนมัธยมเป็นเด็กเรียน เลยไม่พากันไปเสียคน 55) ก็ทำให้เป็นเด็กมัธยมที่นอนดึกมาก บางทีเม้าท์กันตลอดถึงเช้าก็มี และช่วงที่เรียนหนักขึ้น ก็นอนดึกเหมือนกัน นอนดึก กินดึก กินขนมซอง กินบะหมี่สำเร็จรูปเป็นอาหารประจำ ก็เป็นอยู่แบบนั้นจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย ทำให้ร่างกายที่แย่อยู่แล้ว ยิ่งพัง ยิ่งรวน พิษสะสมเข้าไปอีก เพราะไม่มีเวลาได้ฟื้นฟูตัวเองเลย (นอนไม่ตรงเวลาที่ร่างกายจะซ่อมตัวเอง คือ 4 ทุ่ม – ตี 2) ก็เป็นบ่อเชื้อสิวไหลเวียนในร่างกายต่อไป
  5. ตับถูกทำลาย คือ ได้กินยารักษาสิวทั้งยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ และช่วง ม.ปลาย แพ้หนัก ก็กินยาแก้แพ้ด้วย ไม่งั้นไปเรียนไม่ได้เลย และช่วงมหาวิทยาลัยก็เร่ิมดื่มแอลกอฮอล์ แต่ไม่ได้ดื่มบ่อย ดื่มเฉพาะช่วงไปรับน้อง และเวลาไปเที่ยวกับเพื่อนบ้างบางครั้ง แต่มาเยอะหน่อยตอน ปี 3 ตอนใกล้จบ (บีมจบ 3 ปีครึ่ง) ส่วนตอนทำงาน ช่วงประมาณอายุ 23-24 ปี เป็นช่วงที่ค่อนข้างเครียดกับชีวิต และพอดีเพื่อนที่ทำงานดื่มและไปเที่ยวกลางคืน นี่ก็ไปด้วย ไปเกือบทุกวันศุกร์ จนมีอยู่วันหนึ่งรู้สึกว่า เจ็บตับ … ตาเหลือง … หายใจเป็นแอลกอฮอล์ ก็รู้สึกว่าไม่เอาแล้ว เดี๋ยวตายก่อนจะได้ตอบแทนบุญคุณ 555 เลยค่อย ๆ ลดลง เหลือแค่กินเพื่อเข้าสังคมเท่านั้นค่ะ ทุกวันนี้ คือ ไม่กินเหล้าและเบียร์ แต่ไวน์ยังมี เพราะไวน์มีประโยชน์กับร่างกายอยู่ถ้ากินปริมาณเหมาะสม แต่กินเวลาไปงานเท่านั้น เบา ๆ พอเป็นพิธี เพราะแม้จะมีประโยชน์อยู่ แต่ถ้าเป็นแอลกอฮอล์ก็คือตับก็ต้องทำงานหนักในการกำจัดออกอยู่ดีค่ะ ซึ่งถ้าระบบกำจัดสารพิษอย่างตับทำงานไม่ได้เป็นปกติ ก็จะทำให้ร่างกายสะสมพิษหนัก ไหลเวียนอยู่ทั่ว เกิดการอักเสบมากมายหลายที่ นี่คือปัญหาหลักของสิวทั้งแนวแก้มและกรามคางเช่นกันค่ะ
  6. ความเจ็บปวดฝังลึกและความเครียดสะสม ซึ่งตอนเล็ก ๆ ในครอบครัวมีปัญหาความขัดแย้งค่อนข้างบ่อย เรียกว่า เป็นประจำ แม้จะไม่มีการทำร้ายร่างกายกัน แต่ก็รุนแรงสำหรับจิตใจเด็กน้อยค่ะ ความเครียดของผู้ปกครองที่เราสัมผัสรับรู้และรับมาได้ ก็ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกมาตลอด (ช่วงในครรภ์แม่ถึงอายุ 7 ขวบ คือ ช่วงที่จิตใต้สำนึกของมนุษย์จะรับทุกอย่างไม่คัดกรอง กลายมาเป็นบุคลิกภาพหลักของเรา ถ้ามันแย่ แล้วไม่แก้ไข ชีวิตจะแย่ไปตลอด ต้องมาแก้เองตอนโตด้วยความรักและการให้อภัยค่ะ) และพอมาเรียนไกลบ้านอีก ทำงานไกลบ้านอีก ก็รู้สึกเหมือนขาดความรักตลอดเวลา และโดยไม่รู้ตัว ความคิด ความรู้สึก และพลังงานลบ ๆ เหล่านั้น ก็พาให้ไปอยู่ในโซนที่ถูกทำร้ายจิตใจตลอดเวลา ซึ่งแม้เราจะรู้สึกว่าเราเป็นคนดี และเราก็อยากมีชีวิตที่ดี แต่เมื่อโปรแกรมที่ฝังมาเป็นเช่นนั้นและยังไม่ถูกกำจัดออกหรือจัดการ มันก็รันชีวิตเราไปแบบนั้นเรื่อย ๆ ยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเรายังไม่ยอมตัดสินใจเปลี่ยนแปลง ความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกระลอกที่สอง คือ ช่วงที่ธุรกิจใหญ่ล้มลง อันนี้ก็เล่าไปแล้วในบทความก่อน ๆ นะคะ เรื่องหนี้ ไปตามอ่านกันได้ค่ะ ซึ่งระลอกแรกยังไม่ถูกกำจัดออกไปหมดเลย อันใหม่ก็มาทับอีก ทำให้เป็นสิวแนวกรามนี้ไม่หายเสียที และความเครียด การใช้ความคิด ต่อเนื่อง ไม่หยุดพัก เป็นสาเหตุของไตเสื่อมพลัง ทำให้พลังชีวิตลดลงด้วย ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกนี้ ทำให้เกิดการแปรปรวนของระบบร่างกายอย่างมาก ความเครียดคือเพชรฆาตอันดับ 1 ของมนุษย์โลก เป็นต้นเหตุแท้จริงของโรคเรื้อรังมากมาย คือ เบาหวาน ไขมัน ความดัน อัมพาตย์ มีลูกยาก ฯลฯ สามารถอ่านเพิ่มอย่างละเอียดเกี่ยวกับความเครียดและผลต่อสุขภาพและการเป็นสิวของบีมได้ในบทสรุปเรื่อง TRE ค่ะ
  7. การมีลูก 2 คน ทำให้พลังไตลดลง ถ้าไม่ฟื้นฟูดูแล ก็จะทำให้สุขภาพแย่ลงได้ เพราะไตจะเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ มีคำกล่าวว่า ผู้หญิงที่มีลูก ร่างกายจะเสื่อมลงไปอีกหลายปี แต่บีมก็ถือว่าดูแลได้ดีมาก ส่วนที่อาจจะเสื่อมลงเพราะยังไม่เคยบำรุงจริงจังก่อนหน้านี้ มัวแต่ไปโฟกัสตับกับลำไส้ ก็คงจะเป็นไตนี่ล่ะค่ะ ซึ่งมีผลทำให้เกิดผมหงอกมากมาย ยิ่งช่วงเครียด อดนอน ก็จะยิ่งมีเยอะเลยทีเดียว พอพลังชีวิตลดลง ระบบการทำงานของร่างกายและภูมิคุ้มกันก็อ่อนแอลง ซึ่งสิวแนวนี้เกี่ยวกับระบบการกำจัดของเสีย ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง โดยตรงค่ะ
  8. ลำไส้สกปรก อันนี้ชัดเจนมากค่ะ เพราะ บีมเป็นเด็กที่ไม่กินผักผลไม้เลย ตอนมัธยมยังดีที่กินผลไม้เพิ่ม แต่ในเมื่อมีพฤติกรรมทำลายตัวเองมากกว่าสัดส่วนในการกินผลไม้ และกินยาปฏิชีวนะ ยาโรคแอคคิวเทนอีก ลำไส้ก็เลยแย่มาก ๆ อุจจาระมีกลิ่นแรง กลิ่นตัวก็แรง หน้าตาก็หมองคล้ำ ถ้าไม่พบหมอรับยา ก็สิวขึ้นตลอดเวลาและเยอะกว่าเดิมทุก ๆ ปี ไม่เคยล้างลำไส้เลย จนกระทั่งมารู้จักการสวนลำไส้แนวชีวจิตตอนชั้นมหาวิทยาลัย (ประมาณปี 2545) แต่ทำไม่เป็น รู้สึกไม่เห็นผล เลยเลิกทำ แต่ก็เริ่มรู้ว่า มันมีพวกอาหารเสริมช่วยล้างลำไส้นะ กินก็รู้สึกดี แต่รู้สึกว่าไม่ได้ช่วยมากเท่าไหร่ (ณ​ ตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจเรื่องสิว คิดว่ากินแล้วต้องหายเลย จริง ๆ ไม่ใช่ค่ะ มันต้องใช้เวลากว่าจะล้างทุกสิ่งที่สะสมมาออกหมดจนไม่เหลือเป็นสาเหตุของสิวได้อีก)

วิธีกำจัดสิวแนวกรามคาง

หลังจากที่บีมมั่นใจกับผิวที่เรียบเนียนขึ้นเยอะมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บีมขอสรุปวิธีแก้ปัญหาสิวแนวกรามคางให้ดังนี้ค่ะ ซึ่งเป็นการแก้ที่รากเหง้า ที่ต้นเหตุของมันเลย

  1. ล้างของเสียออกจากลำไส้ให้สะอาด ให้ทำตามที่แนะนำไว้ในบทความนี้ค่ะ แจก 4 สูตรดีท็อกซ์ แก้สิว ผิวใส ลดพุง ทำได้เองที่บ้าน ในงบเบาๆ
  2. เลี้ยงโพรไบโอติคส์ในลำไส้ให้มีปริมาณเยอะ ๆ (แบคทีเรียชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย) เข้าไว้ ต้องกินโยเกิร์ตวันละ 1 ถ้วยหลังตื่นนอน (แนะนำโยเกิร์ตจากนมถั่วเหลือง เช่น RIVON หรือ อัลมอนด์ ก่อน อย่าพึ่งกินโยเกิร์ตทำจากนมวัว เพราะในเลือดยังเต็มไปด้วยสารก่อภูมิแพ้ กินแล้วอาจจะแพ้ได้) หรือข้าวหมาก 2 ช้อนโต๊ะหลังตื่นนอน แล้วตามด้วยแก้วมังกร หรือ มะละกอ หรือ กล้วยดิบต้ม หรือ กล้วยสุกปานกลาง อย่างใดอย่างหนึ่งตามไป และระหว่างวันให้กินผักผลไม้มาก ๆ แบบสดก็ได้ แบบต้มก็ได้ แบบนึ่งก็ได้ เพื่อให้มีอาหารไปเลี้ยงเชื้อให้โตเต็มพื้นที่ลำไส้ ถ้ายิ่งมีเยอะ ภูมิคุ้มกันจะยิ่งแข็งแรง เขาจะจัดการลำไส้ให้เราเอง สิวจะหายไปเองถ้ามีพวกเขาเยอะค่ะ
  3. ให้มีน้ำหล่อเลี้ยงลำไส้และร่างกายเพียงพอตลอดเวลา โดยดื่มน้ำอุ่นหลังตื่นนอน 1 แก้วใหญ่ และดื่มน้ำอุณหภูมิห้องโดยค่อย ๆ จิบดื่มไปตลอดวัน ห้ามดื่มน้ำก่อนอาหาร ระหว่างมื้อ และหลังอาหาร ถ้าจะดื่มก่อนอาหารให้ดื่มก่อนประมาณ 20 นาที เพื่อไม่ให้ทำลายน้ำย่อย และหลังอาหาร 30-45 นาที เพื่อไม่ให้เจือจางน้ำย่อยเช่นเดียวกัน ช่วงออกกำลังกายหรือล้างพิษ ดื่มเพิ่มขึ้นได้ ให้สังเกตความต้องการของร่างกายเป็นหลัก รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1.5 ลิตร/วัน งดเครื่องดื่มอื่น ๆ ไปก่อนทั้งหมด เน้นแค่น้ำเปล่าไปก่อน เพราะในเลือดเรามีสารอะไรต่อมิอะไรอยู่เยอะแยะจนร่างกายงงไปหมดแล้ว ดังนั้น เอาน้ำเปล่าไปชะล้างก่อน
  4. กำจัดไขมันเลวออกจากร่างกายทั้งหมด ทั้งในตับ น้ำเหลือง เลือด หลอดเลือด (บีมหายกับสมุนไพร ดร.ทักษิณาร์ ค่ะ)
  5. กินสมุนไพรแก้น้ำเหลืองเสียจนกว่าสิวจะหาย (บีมหายกับสมุนไพร ดร.ทักษิณาร์ ค่ะ แต่ใครจะลองระดมพลก่อนก็ได้ค่ะ ถ้าเป็นไม่มากจริง ๆ ระดมพลก็น่าจะทำให้หายได้แล้ว)
  6. กินสมุนไพรหรืออาหารที่มีสรรพคุณช่วยล้างหลอดเลือดให้สะอาดจนกว่าสิวจะหาย (บีมหายกับสมุนไพร ดร.ทักษิณาร์ ค่ะ)
  7. ไม่ควรกินของผัดทอด น้ำตาล แป้ง (คาร์โบไฮเดรต) ที่มี GI สูงเข้าไปเพิ่มจนกว่าสิวจะหาย เพราะจะทำให้เลือดหนืด หลอดเลือดอักเสบ ทำให้หายช้า การฟื้นฟูตัวเองช้า
  8. กินอาหารที่ย่อยง่าย เน้นกินพืชผัก หรือ plant-based เป็นหลัก งดอาหารปิ้งย่าง ไม่ผ่านกระบวนการ รสจืด หรือลดระดับรสชาติลงมาให้ได้มากที่สุด ถ้าจะผัด ก็ใช้น้ำ งดเนื้อสัตว์ไปก่อน ยกเว้นปลาและอาหารทะเล (ถ้าไม่แพ้)
  9. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และควรนอนให้หลับสนิทช่วง 4 ทุ่ม – ตี 2 รวมเวลานอนทั้งหมดประมาณ 6-8 ชั่วโมง
  10. ฝึกโยคะหัวเราะ ออกกำลังกายแบบโยคะ (ช่วยให้จิตสงบและปรับสมดุล) หรือว่ายน้ำ (น้ำช่วยให้เย็น ร่างกายสงบ) ถ้าจะออกแบบคาดิโอก็ทำได้ แต่ต้องมีการดื่มสมุนไพรฤทธิ์เย็นและหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ เพื่อ cool down พลังงานลงจนสงบ ไม่ให้มีความร้อนเกินสะสมจนทำให้เป็นสาเหตุของสิวเพิ่มได้ หรือฝึก TRE 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อกำจัดความเครียดและความเจ็บปวดแบบฝังลึก รากของสิวและปัญหาสุขภาพของใครหลายคน (คนอย่างบีม 555) ออกไป คือ ถ้าเป็นความเครียดปกติ การออกกำลังกายจะช่วยได้แล้ว แต่ถ้าเครียดและเจ็บปวดแบบฝังลึกแบบที่บีมเป็น จะต้องใช้ TRE กับ โยคะหัวเราะ ถึงจะช่วยถอนออกได้ถึงรากถึงโคนค่ะ บีมมาฝึก 2 อันนี้เพิ่ม สิวแนวนี้ ซึ่งมีสาเหตุหลักจากความเครียดด้วย ก็หายไปจริง ๆ หายแบบหาย… เข้าใจโยคะหัวเราะและ TRE เพิ่มได้ที่บทความนี้นะคะ โยคะหัวเราะ และ TRE : แก้ปัญหาชีวิตและสุขภาพได้ถึง “ราก” ถึง “โคน” พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันได้แบบง่าย ๆ (ส่วนตัวบีมไม่ค่อยได้ออกกำลังกายค่ะ แต่ TRE + โยคะหัวเราะ ก็ให้ผลเหมือนออกกำลังกายอยู่แล้ว โยคะหัวเราะ 10 นาที = วิ่งบนสายพาน 30 นาที และ TRE ก็สะบัดความเครียดให้หลุดออกจากกล้ามเนื้อที่สะสมและสลัดความเครียดโดยตรงเลย แก้ตรงจุดเลยค่ะ) แต่เป็นคนชอบออกกำลังกายนะคะ เพราะมันกระชุ่มกระชวยดีค่ะ เพียงแต่ไม่ค่อยได้มีจังหวะไปออก เลยหาอะไรที่ทำได้ง่าย ๆ แต่ตรงจุด ได้ผลเลยที่บ้านค่ะ
  11. ช่วงที่มีสิวขับพิษขึ้นจากการที่เราทำความสะอาดร่างกาย บีมใช้ Skin Care ของร้านสิวซีเคร็ต และใช้ของ KAY ร่วมด้วย สลับกันไปมา บีมใช้ชุดนี้ในการดูแลผิวช่วงทานสมุนไพร ดร.ทักษิณาร์ (ชาชงสูตร 3 แคปซูลสูตร 3 และแคปซูลต้นขลู่ เพื่อล้างหลอดเลือดและแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย พิษตกค้างในเลือด โดยเฉพาะ) แก้ปัญหาสิวกรามคาง 1 เดือนที่ผ่านมา https://www.facebook.com/siwsecretshop/photos/a.456241331592439/531232317426673/?type=3&theater แต่ช่วงหลังปรับมาใช้สบู่ไข่ขาวและสบู่ไข่ขาวชาร์โคลของคุณแม่ที่เขียนรีวิวไว้ในโพสต์นี้ค่ะ https://www.facebook.com/siwsecretshop/posts/534914770391761?__tn__=-R และค่อนข้างมั่นใจว่า “ถั่งเช่าสีทอง”​ ในผลิตภัณฑ์แบรนด์ KAY เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผิวดีขึ้นและสิวยุบเร็วด้วยค่ะ เพราะ เขามีสรรพคุณเติมออกซิเจนให้ผิวโดยตรง ผิวที่มีออกซิเจนมาก จะแข็งแรง ต้านพิษได้ดี และเชื้อโรคไม่ชอบด้วยค่ะ

สรุปส่งท้าย

สิวแนวกรามคาง มีสาเหตุมาจาก มีพิษและสารก่อภูมิแพ้ตกค้างในเลือดและหลอดเลือดมากจนเกินกว่าที่ร่างกายจะจัดการไหว สาเหตุหลัก ๆ มาจากการกินอาหารประเภท แป้ง น้ำตาล ไขมันผ่านกรรมวิธี ไขมันทรานส์ สะสมในปริมาณมาก ๆ และไม่กินผักผลไม้ (หรือกินน้อยมากกกก) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่ทำให้ลำไส้เสียสภาพและไม่มีแบคทีเรียชนิดที่ดีอาศัยอยู่เลย รวมไปถึงการมีพฤติกรรมทำลายตับ ทำให้ตับไม่สามารถทำงานในการกรองและกำจัดของเสียและพิษออกได้ตามปกติ และสุดท้ายคือ เกิดจากความเครียดชนิดสะสมเรื้อรังและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก ที่ทำให้ระบบฮอร์โมนแปรปรวน และร่างกายหลั่งสารพิษออกมาในกระแสเลือดอยู่ตลอดเวลา เพราะมันทำงานตามระบบประสาทอัตโนมัติที่ตึงเครียดตลอดเวลา ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของสมองส่วนการคิดของมนุษย์ เป็นสมองส่วนสัญชาตญาณเท่านั้น

สิ่งที่คุณต้องทำตอนนี้ คือ ย้อนกลับไปอ่าน “สาเหตุ” ของสิวประเภทนี้อีกครั้งด้านบน แล้วลองทบทวนดูว่า ที่ผ่านมาตลอดชีวิต มีอะไรบ้างที่ตรงหรือใกล้เคียงกับที่บีมสรุปสาเหตุออกมาให้ และลองทบทวนว่า เราได้ทำหรือเป็นแบบนั้นมานานเท่าไหร่แล้ว ก็จะได้คำตอบค่ะว่า เพราะอะไรจึงเป็นสิวชนิดนี้ในตอนนี้ และพอจะทราบด้วยตัวเองว่า น่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ที่จะกำจัดสาเหตุออกไปทั้งหมด เพราะ ร่างกายที่สะอาด จะไม่เป็นสิวค่ะ ถ้าเมื่อไหร่มันหมดจริง ๆ สาเหตุไม่มีแล้ว คุณก็หายเมื่อนั้น ไม่มีกำหนดแน่นอนตายตัวสำหรับแต่ละคน เพราะ เราจะต้องช่วยให้ร่างกายกำจัดพิษตกค้างออกด้วยตัวเขาเองให้ได้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าพิษไปอยู่หลืบซอกไหนบ้าง แต่เซลล์ของเรารู้ดี เรามีหน้าที่เพียงเป็นฝ่ายสนับสนุนกองกำลังของร่างกายเท่านั้นค่ะ ให้ในสิ่งที่เขาต้องการตามที่บีมลิสต์ให้ 11 ข้อ แล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยจะต้องพบกับช่วง “สิวขับพิษ” ในช่วง 1-2 เดือนแรก แต่มันจะค่อย ๆ ลดลงถ้าคุณได้ทำ 11 ข้อนี้อย่างต่อเนื่อง อาจจะขึ้นลง ๆ เป็นระลอก ๆ แต่จะสังเกตได้ว่า สุขภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ มีพละกำลังกลับมา หลับตื่นเป็นเวลา ตื่นเช้าไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก ไม่ตื่นมาเข้าห้องน้ำช่วงนอนหลับ ผิวทั้งตัวดีขึ้น ผิวหน้าดีขึ้น (ผิวตัวจะดีก่อน เป็นสัญญาณที่ดี) สิ่งสกปรกที่ระบายมาเป็นสิวจะลดลงไปเรื่อย ๆ ทั้งปริมาณและขนาด จนหายไปในที่สุด ไม่มีเหลือ

สิวบริเวณนี้ ถ้าอยากหายจริง ๆ ต้อง “ตัดสินใจ” เปลี่ยนแปลงตัวเองโดยสิ้นเชิง คือ จะไม่กลับไปมีพฤติกรรมแบบเก่า ๆ อีก ไม่เช่นนั้น ธรรมชาติก็จะลงโทษไปแบบนี้ ไม่หายเสียที เพราะจริงๆ แล้วธรรมชาติเขารักเรา เขาอยากให้เรามีผิวพรรณที่ดี จึงแสดงให้เราเห็นว่า ทำแบบนี้ไม่ดีนะ จะต้องเป็นสิวแบบนี้ ทุกข์ใจแบบนี้

และบีมแนะนำว่า อย่าเอาจิตไปยึดติดกับสิว ให้ยึดติดกับว่า “วันนี้ได้สร้างเหตุ 11 ข้อ” ที่ทำให้ผิวใสหรือยัง? เมื่อไหร่กังวลสิวที่มี ให้ตีแขนตัวเองเรียกสติ แล้วถามตัวเองว่า

“วันนี้ได้สร้างเหตุ 11 ข้อ” ที่ทำให้ผิวใสหรือยัง?

เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ แล้วก็แค่ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องเอาจิตไปผูกกับสิว แต่เอาผูกกับพฤติกรรมหรือเหตุแห่งการหาย เดี๋ยวมันก็หายเองค่ะ แต่ละคนใช้เวลาแตกต่างกันค่ะ บอกไม่ได้จริง ๆ 🙂 แต่โดยหลักแล้ว ถ้าจิตไม่ยึดติดกับสิว แล้วมุ่งไปที่การสร้างเหตุอย่างเดียว ก็ไม่เกิน 3-6 เดือนค่ะ ถ้าปรับทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ร่างกายเราต้องการจริงๆ และเลือกวิธีการ อาหารหรือสมุนไพรได้ตรงกับระดับความหนักของปัญหาที่เป็นค่ะ

ขอให้ทุกคนที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติจริง ๆ ประสบความสำเร็จทุกคนนะคะ แล้วคุณจะได้มากกว่าสิวหายแน่นอน ชีวิตดี ๆ จะทยอยปรากฏขึ้นให้เห็นตามระดับการเปลี่ยนแปลงภายในของเราค่ะ

#มากกว่าสิวหายคือได้ชีวิตคืนมา


ขออนุญาตอัพเดทช่องทางการติดต่อล่าสุดให้นะคะ

เนื่องจากสิวซีเคร็ตมีทั้งส่วนงานให้ความรู้และส่วนของร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อหรือเข้ากลุ่มให้ตรงช่องทางที่ต้องการตามได้ตามนี้เลยค่ะ

1. สั่งสินค้า ติดตามโปรฯ ข่าวสารร้านสิวซีเคร็ต ติดตามพัสดุ ติดต่อไลน์ Line@ : https://line.me/ti/p/@siwsecret เท่านั้นนะคะ (ดูแลโดยแอดมิน)

2. ท่านที่ต้องการสอบถามข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และการเลือกผลิตภัณฑ์
👉 เข้ากลุ่มปรึกษา/สอบถาม ร้านสิวซีเคร็ต (รวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์ล่าสุด วิธีเลือก วิธีใช้ ตอบคำถามโดยบีม)
https://line.me/R/ti/g/THujSt8wjG

3. ท่านที่ต้องการเฉพาะความรู้ (รวบรวมอัพเดทความรู้ล่าสุดและตอบคำถามโดยบีม)
👉 เข้ากลุ่มห้องสมุด
https://line.me/R/ti/g/UTDl6mgZqH

ท่านที่สนใจหรือสั่งสินค้าไป​ใช้แล้ว ควรเข้ากลุ่มห้องสมุดด้วยค่ะ เพื่อจะได้ข้อมูลการดูแลตัวเองที่ครบถ้วนตามอัพเดทล่าสุด

หากมีข้อสงสัยใด ๆ ทักไลน์ @siwsecret เพื่อสอบถามได้เลยนะคะ

หนี้ และ หลักแก้ปัญหาหนี้แนวองค์รวม (ตอนจบ)

หลังจากงมหาวิธีแก้ปัญหาหนี้อยู่หลายปี (เริ่มขาดส่งค่างวดหลาย ๆ อย่าง ประมาณ ปี พ.ศ. 2558) พึ่งจะรู้ว่าจะออกมาจาก “เขาวงกตแห่งหนี้” ได้ถูกวิธีอย่างไร เมื่อประมาณเดือน ก.ย. 2562 นี่เอง ในบทความนี้ จะแบ่งปันถึงสภาพการณ์หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มติดขัด ทั้งเรื่องเงินและเรื่องงาน ช่วงที่เผชิญปัญหาหนี้หนัก ๆ และเมื่อได้พบทางออกแท้จริงแล้ว มันเปลี่ยนไปอย่างไร เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับผู้ที่อาจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เป็นหนี้นะคะ จะได้หลุดออกจากเขาวงกตเร็ว ๆ ไม่ต้องทรมานนาน ๆ

สิ่งที่บีมตกผลึกและคิดว่าสำคัญที่สุด ก็คือ ใจค่ะ … ใจต้องเป็นอิสระอยู่เหนือวัตถุก่อน อย่าให้เงินนำใจ ใจต้องเหนือเงิน และพลังชีวิตต้องมาก่อน แล้วทุกอย่างถึงจะตามมา

บทความนี้เขียนขณะที่ยังมีหนี้อยู่ แต่สิ่งที่ทำสำเร็จแล้วและนำมาแบ่งปันก็คือ การยกใจให้อยู่เหนือเงินและอยู่ในระดับที่นำพลังชีวิตกลับมาเดินต่อได้ เป็นจุดตัดสำคัญระหว่างคนที่เลือกจบชีวิตและคนที่จะเดินต่อจนพาตัวเองไปสู่อิสรภาพได้ และ หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้น ก็เป็นผลลัพธ์ที่เห็นชัดเจนจากการที่ได้ “จิตเป็นอิสระเหนือเงิน” ค่ะ ซึ่งสามารถอ่านเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้เลยนะคะ

สภาพการณ์ก่อนมีปัญหา

บีมเป็นลูกค้า A+++ List ของธนาคารทุกที่ที่มีบัญชีค่ะ ด้วยความที่เครดิตดี ไม่เคยชำระขั้นต่ำ ถ้ารูดบัตร เดือนต่อไปชำระเต็มตลอด ไม่เคยขาดส่งค่างวด ไม่เคยติดค้างอะไรใครทั้งนั้น ยกเว้น หนี้การค้า ซึ่งมีเหตุปัจจัยรวมกันมากมายที่มีหนี้ตัวนั้นขึ้นมาโดยไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของเราที่จะมีหนี้ตัวนี้ เพราะ บีมเป็นคนที่ไม่ชอบมีหนี้ ไม่ชอบติดเงินใคร ถ้ามีก็จะรีบใช้คืน เพราะ ถ้าเป็นหนี้หรือติดค้างใคร จะรู้สึกไม่เป็นอิสระ จะไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้ เลยจะต้องเคลียร์ให้จบตลอด

สภาพหลังมีปัญหา

แต่พอช่วงที่ใจเราตก เพราะ ธุรกิจของเราก็ย่ำแย่มากในตอนนั้น จากหลายเหตุปัจจัย ทุกอย่างที่เลวร้ายก็เริ่มประเดประดังเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่เกิน 1 ปีที่เริ่มขาดการชำระหนี้ คือ

  • ธนาคารที่เคยดูแลเราดีมาก ๆ พอเป็นหนี้และไม่ได้ชำระ ปฏิกิริยาของแต่ละที่จะแตกต่างกันค่ะ บางที่ก็ยังคุยกับเราดี ขอบอกชื่อว่าคือ UOB ค่ะ ธนาคารนี้คุยกับลูกหนี้ดีมาก ๆ วิธีการติดตามหนี้ของเขานั้นดีมาก สุภาพและยังให้เกียรติและให้ความช่วยเหลือเราดี แต่ก็มีความที่จะต้องปิดการชำระหนี้ให้ได้นั่นล่ะค่ะ แต่การคุยดี ๆ มันก็ทำให้เรารู้สึกดีค่ะ แตกต่างจาก K & S สองที่นี้ คือ … จากที่ดูแลเราดีมากกกก (ล้านตัว) พอไม่ชำระปุ๊บ ไม่แคร์​ ไม่สน ไม่ช่วยเหลือ ไม่อะไรทั้งสิ้น ไม่จ่ายก็ไปขึ้นศาล อะไรแบบนั้น … ต่อให้เราประวัติดีแค่ไหน เขาก็ไม่สนใจค่ะ และคุยไม่ดีเลย แต่ก็ไม่ได้ก้าวร้าวอะไร เพียงแต่ว่า เหมือนไม่แคร์เท่านั้นเอง (อันนี้เป็นช่วง ปี พ.ศ. 2558 นะคะ ตอนนี้ไม่รู้ปรับเปลี่ยนหรือยัง)
  • เริ่มมีจดหมายติดตามหนี้ จากฝ่ายกฏหมายที่ธนาคารจ้างให้ดูแลในส่วนงานติดตามหนี้ค่ะ ซึ่งจะมีหลายบริษัท มีจำนวนเงินที่เราค้างและลงท้ายว่า ถ้าไม่ชำระในกำหนดเท่านี้ ก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฏหมาย ทำให้รู้สึกกลัวและกังวลมากกกก (ล้านตัว) เพราะเป็นยอดที่เราเคลียร์ไม่ได้ตอนนั้นค่ะ รายได้หดหายไปเยอะมาก ๆ จะใช้ประจำวันยังยากเลย ก็เครียดมาก ๆ
  • จากไม่เคยมีความคิดจะหยิบยืมใคร แต่เมื่อใจเราตก พลังเราตก และเมื่อไม่รีบหาความรู้มาแก้ไขปัญหา เราจะกลัว ไม่กล้า และพอเราใจตก เราจะรู้สึกด้อยค่า และทำให้เริ่มรู้สึกว่า “ต้องหยิบยืม” อีกนัยหนึ่งของความหมายนี้คือ เราไม่มีความสามารถในการหาเงินได้แน่ เราเลยคิดแบบนี้ค่ะ มาวิเคราะห์ตอนนี้ มันเป็นความรู้สึก “กลัว” ผลักดัน ซึ่งอันนี้แหละที่ทำให้เกิดเป็นปัญหาหนี้ระลอกใหม่ที่สร้างปัญหาหนี้ให้ลุกลามมากขึ้น ติดกับมากขึ้นสำหรับหลาย ๆ คน คือ ยืมเงินมาจ่ายหนี้ … เพราะกลัว … บางอย่าง
  • พอใจเราตก เราก็จะตัดสินใจผิดไปหมด และก็จะได้เจอคนที่มาเอาประโยชน์จากเราทั้งหมดเลยค่ะ ดูเหมือนจะดี ดูเหมือนจะช่วย แต่ไม่ใช่ จะเจอแบบนี้ทั้งหมด
  • สำหรับหนี้ที่หยิบยืมบุคคลหลังจากนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคุณแม่ที่ให้ความช่วยเหลือโดยตลอดค่ะ ทั้งที่เป็นช่วงที่ท่านใกล้เกษียณแล้ว แต่ด้วยความกลัวของเรา ใจตกของเรา ทำให้เราต้องรบกวนท่านตลอด และตัวบีมก็ยิ่งรู้สึกด้อยทุกครั้งที่หยิบยืมคุณแม่ เงินส่วนนี้ไม่ใช่น้อยค่ะ ถือว่ามากสำหรับข้าราชการคนหนึ่งเลยทีเดียว เป็น 7 หลัก
  • และหนี้ที่ติดบุคคลอื่น ๆ อันนี้ก็แล้วแต่เจ้าหนี้แต่ละคนค่ะ มีน้อยคนที่จะไม่ทวงเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ส่วนใหญ่ เขาก็มีความจำเป็นต้องใช้ เขาให้มาเพราะรักเรา เชื่อเรา แต่พอใจมันตก มันทำอะไรก็แย่ไปหมด มันคิดผิด ตัดสินใจผิดไปหมด ไม่มีเงินคืนเขา เขาก็ทวง ความรู้สึกจากคนรักก็เปลี่ยนไปค่ะ แต่ถ้าเขาเข้าใจ ก็คือ เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจนี่คือโกรธเราไปเลย …
  • เริ่มมองเห็น “ธาตุแท้” ของผู้คน และ เห็นเลยว่า ใครที่รักเราจริง ๆ ใครที่เห็นคุณค่าแท้จริงในตัวเรา อันนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นค่ะ มันทำให้เราดูคนออกมากขึ้นตั้งแต่นั้นมา และรู้ว่าเมื่อเรากลับมาแข็งแรงแล้ว ใครที่เราจะต้องดูแลให้ดีที่สุด และเข้าใจธรรมดาของคน ของโลก มันก็เป็นแบบนั้นแหละ ก็ปล่อยวาง ไม่ยึดติด คนที่เคยดีกับเรา สุดท้ายก็หวังผลเท่านั้น คนที่เหมือนไม่สนใจเรา แต่เขากลับช่วยเรามาก ๆ ตอนเรามีปัญหา … ตรงนี้ดีค่ะ ชอบมาก ช่วงแรก ๆ ก็รู้สึกโกรธคนที่ตีจากเราไปหรือพูดไม่ดีกับเรา แต่ภายหลัง ก็ให้อภัยทุกคน เพราะ แบกไว้ก็ทรมานใจตัวเอง แต่เราเลือกคนที่จะคบได้มากขึ้น มีคนที่เราคบน้อยลง แต่ว่าแต่ละคนที่เราคบเสริมพลังกันและกัน อยู่ด้วยแล้วสบายใจ และไม่พยายามทำให้ใครต้องมาชอบเราทั้งหมด รู้สึกอิสระมากขึ้นค่ะ และครอบครัวของเราก็รักกันมากขึ้นด้วย บีมตระหนักและสำนึกเลยว่า ครอบครัวรักเรามากที่สุดจริง ๆ ค่ะ ก่อนหน้านี้ก็คิดว่าเขาไม่รักเราเท่าไหร่ แต่พอเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี รู้เลยว่า ครอบครัวรักเราที่สุดจริง ๆ มีครอบครัวนี้แหละ เป็นพลัง…

สรุปสภาพการณ์ช่วง 4 ปี (พ.ศ. 2558 – กลางปี 2562)

รวมก้อนนี้ทั้งก้อน คือ ประมาณ 20 ล้าน

ขายบ้านที่กรุงเทพฯ ได้ช่วงแรก ๆ เคลียร์ออกไป 5 ล้าน

และทยอยเคลียร์นี้ยอดหลักหมื่นและแสนไปแล้วประมาณหนึ่ง

แต่ภายหลังได้หยิบยืมบุคคลมาลงทุนและชำระหนี้ รวมๆ แล้วก็ทำให้รวมอยู่ที่ราว ๆ ประมาณ 20 ล้านเท่าเดิมค่ะ 🙂

ต้องไปขึ้นศาลทั้งอาญา (เช็ค) และ แพ่ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงใจเท่าไหร่ เครียดค่ะ มันไม่ใช่ที่ที่น่าไปเลย แต่ก็ทำให้ได้ฝึกฝนจิตให้แข็งแรง ได้เรียนรู้ที่จะให้อภัย และได้เรียนรู้เคสอื่น ๆ ที่เป็นคดีความด้วย ทำให้เรารู้ว่า โลกนี้มีปัญหาก็เพราะมนุษย์ขาดความรักและการให้อภัยนี่แหละ จริง ๆ บางปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย แต่ไม่ยอมจบกัน ต้องมาขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ได้เรียนรู้เยอะเลยค่ะที่นี่ แต่เป็นสถานที่ที่จะไม่ขอมาอีกเลยตลอดไป และขออย่าให้ใครต้องได้มาถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ

5 สาเหตุที่ทำให้อยู่ในเขาวงกตแห่งหนี้

  1. การไม่เข้าใจเรื่อง “ภายใน = ภายนอก” ตอนนั้นเราคิดว่า มันเป็น 2 ส่วนแยกกัน คือ เรื่องของความคิด จิตใจ แยกจากโลกที่เราเห็นภายนอก จับต้องได้ แต่จริง ๆ แล้ว มันเท่ากันเป๊ะเลยค่ะ ไม่มีผิดเพี้ยน ข้างในเราเป็นอย่างไร ข้างนอกจะเป็นแบบนั้นเลย แต่เราวุ่นวายกับการแก้ภายนอก เช่น จัดฮวงจุ้ย (รวมแล้วในส่วนนี้ก็หมดไปเยอะมากกับพวกดูดวง ฮวงจุ้ย บูชาพระ บูชาเทพ ฯลฯ อะไรที่คนอื่นทำแล้วว่าดี ก็ทำหมด แต่ไม่เห็นผลกับเรา) และไปยืมเงินมาชำระหนี้ คือ ไปแก้ข้างนอกหมดเลย ไม่สำรวจและแก้ภายในเลย เพราะเราไม่รู้ … ในตอนนั้น เราคิดว่าใช้สมองหาวิธีแก้ แต่จริง ๆ มันไม่ใช่ มันอยู่ที่ “ความรู้สึกภายในอย่างเดียว และความคิดในตอนนั้นที่เราไม่รู้ตัวว่า เรากำลังคิดอะไรข้างใน เพราะไม่เคยคุยกับตัวเอง ไม่เคยฟังตัวเอง ไม่จับความรู้สึกตัวเอง ไปโฟกัสข้างนอกหมด”
  2. การปล่อยให้ “ความกลัว” ผลักดัน บีมพึ่งมาตระหนักรู้ประมาณเดือน ก.ค. 2562 เห็นจะได้ ที่พึ่งเข้าใจว่า สิ่งที่ทำให้ชีวิตเราไม่ดีขึ้นจริง ๆ เสียที สิ่งที่ฉุดเราไว้ คือ ความกลัว … FEAR เลยค่ะ บีมรู้ดีว่า ตัวเองมีความสามารถ มีความรู้ มีหลายสิ่งที่คนที่สำเร็จเขามีกัน แต่…ความรู้สึกกลัวนี่แหละ ที่ฉุดรั้งไม่ให้บีมไปถึงฝั่งที่หวังเอาไว้ และกดศักยภาพตัวเองตลอดเวลาที่เป็นหนี้ที่ผ่านมา และนี่คือสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างที่คนเก่ง สำเร็จ และมีความสุข กับคนที่เก่งแต่ไม่สำเร็จและไม่มีความสุข … ความรู้สึกกลัวนี่ล่ะค่ะ แต่ว่าแต่ละคนกลัวอะไรที่แตกต่างกัน ต้องถามตัวเองว่า “กลัวอะไรอยู่” ใช้เวลานิ่ง ๆ เงียบ ๆ สบายใจ อยู่กับธรรมชาติ แล้วถามค่ะ ไม่ใช่ถามตอนใจตกและใจวุ่นวาย เพราะจะได้คำตอบที่ไม่ใช่ ไปผิดทิศทางแน่นอน บางคนอาจจะได้คำตอบเลย บางคนอาจต้องใช้เวลา ของบีมก็ไม่ใช่วันเดียวได้คำตอบว่ากลัวอะไร แต่ก็ถามตัวเองทุกวัน พอเรารู้แล้วว่าเรากลัวอะไร ก็ทำความเข้าใจมัน ส่วนใหญ่คนเราจะกลัวอะไรที่เราไม่รู้ กลัวอนาคตจะไม่ดี ฯลฯ เดี๋ยวจะบอกวิธีกำจัดตรงนี้ให้ต่อไปค่ะ
  3. ความรู้สึกขาดแคลนเกาะกุมภายใน ความรู้สึกนี้จะเริ่มเป็นเมื่อรายได้ขาดมือไปนาน ๆ จะใช้จ่ายเมื่อไหร่ก็ติดขัด รู้สึกไม่มี ไม่มี ไม่มี ตลอดเวลา อันนี้ก็จะโยงกับข้อ 1. ได้คือ ถ้าภายในรู้สึกขาด ข้างนอกก็จะขาดแคลนไปด้วย และโยงกับข้อ 2. คือ การที่เรารู้สึกกลัวบางสิ่งและกดศักยภาพตัวเองตลอดเวลา รู้สึกด้อยค่า ก็จะทำให้มองไม่เห็นโอกาสในการสร้างรายได้ ต่อให้มันอยู่ตรงหน้าแล้วก็อาจจะไม่เห็น เพราะรู้สึกไม่คู่ควร
  4. ไม่เรียนรู้เรื่องกฏหมายที่เกี่ยวข้องด้วยตัวเอง อันนี้ทำให้เรารู้สึกกลัว แม้เราจะปรึกษาทนายแล้วก็ตาม แต่การที่เราไม่รู้กฏหมายด้วยตัวเอง อาจทำให้เรารู้สึกไม่มั่นใจสักเท่าไหร่ ทนายบางท่านก็ดีมาก ๆ ให้คำปรึกษาเราโดยที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายเลย แต่บางท่าน ก็ทำเท่าที่ชำระเงิน ไม่สามารถช่วยเหลือนอกจากนั้นได้เลย
  5. ไม่เรียนรู้วิธีบริหารการเงิน จัดการการเงินให้ดี ตอนนั้นคิดถึงแต่ว่า จะหาเงินจากไหนเพื่อมาชำระหนี้ให้พอ ให้ผ่านไปได้ ให้จบ … แต่จริง ๆ แล้ว ทักษะที่สำคัญก็คือ การจัดระบบการเงินใหม่ทั้งหมด และต้องมีวินัยสูงมาก ๆ ถ้าเป็นสามีภรรยากัน ก็ยิ่งต้องคุยกันให้ชัดเจน ให้เคลียร์เรื่องนี้เพราะเกมการเงินนี้ ต้องเล่นกันเป็นทีมถึงจะชนะได้ และทุกคนต้องรับผิดชอบ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ต้องมีทิศทางไปทางเดียวกันเท่านั้น

5 หลักที่จะช่วยให้หลุดพ้นจาก “เขาวงกตหนี้” เร็วที่สุด

  1. สำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าใจหลักที่ว่า “ภายใน = ภายนอก” ก่อน มันเท่ากันเป๊ะ ไม่มีผิดเพี้ยน ถ้าคุณกำลังมีปัญหาภายนอก เจอคนที่หลอกลวง เจอสถานการณ์ที่ไม่โอเค ให้รีบเข้ามาสำรวจภายในทันทีว่า เรากำลังคิดและรู้สึกอะไรอยู่ภายใน ให้กลับมาแก้ภายใน ให้เข้าสู่สมดุลและสงบสุข ให้เบิกบานจากภายใน แล้วค่อยถามตัวเองว่า จะแก้อย่างไร ห้ามถามในสภาพที่จิตว้าวุ่น สับสน ร่างกายเหนื่อยล้า คำตอบมันจะไม่ใช่ทางที่ใช่ มันจะยิ่งพาหลงทางค่ะ
  2. ตระหนักรู้ว่า “กำลังกลัวอะไร” ในสภาวะจิตที่สงบ สมดุล เบิกบาน ให้ถามตัวเองว่า มีอะไรที่กังวลและกลัวอยู่บ้าง ช่วยบอกที อย่าใช้สมองส่วนการคิด ไม่ต้องคิดเลยค่ะ มันจะผิดเพี้ยน แต่ปล่อยให้ภายในบอกคุณด้วยภาพที่ผุดขึ้นมา ช่วงแรก ๆ อาจจะยังสื่อสารกับตัวเองไม่ได้มากนัก แต่ถ้าฝึกฝนขัดเกลาจิตเป็นประจำให้ว่าง ให้โล่ง (แนะนำโยคะหัวเราะและอยู่กับธรรมชาติบ่อย ๆ ค่ะ เป็นวิธีที่ง่ายและช่วยได้มาก) เมื่อได้พบสิ่งที่กลัวแล้ว ลองถามตัวเองต่อว่า กลัวแล้วผลของชีวิตเป็นอย่างไร ทำไมเราต้องกลัวมัน ถ้าเราไม่กลัวชีวิตจะเป็นอย่างไร คุยกับตัวเองจนกระทั่งตกผลึกคำตอบของตัวเองออกมา ให้เลือกหนทางที่จะกำจัดความกลัวออกไปได้ และถึงแม้บางครั้งอาจจะยังกลัว แต่ถ้าทำแล้ว ผลลัพธ์จะได้อย่างที่เราต้องการ ก็ต้องทำ “ทำทั้ง ๆ ที่กลัว” พอได้ผลลัพธ์ก็จะหายกลัวไปเองโดยธรรมชาติ
  3. ฝึกขอบคุณทุกสิ่งที่ได้รับ จะช่วยกำจัดความรู้สึกขาดแคลนไปได้ดีมาก ๆ การที่เราฝึกขอบคุณอย่างน้อย 1 สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตก่อนนอนหรือตอนเช้า จะทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตเราช่างดีจังที่ได้รับสิ่งนี้ ช่วงที่เริ่มฝึกใหม่ ๆ เราอาจจะระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันที่อยากขอบคุณได้ยาก ถ้าไม่เคยฝึกมาก่อน แต่เมื่อทำทุกวัน เพิ่มจาก 1 ครั้งเป็น 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน เพิ่มจาก 1 สิ่งเป็นมากกว่านั้น สมองส่วนที่สแกนสิ่งแวดล้อม ก็จะเริ่มถูกรีเซ็ตใหม่ ให้เรามีสายตาที่มองเห็นแต่สิ่งที่ดี ๆ เท่านั้น และเราจะเริ่มรู้สึกขอบคุณได้ทุกสิ่งทั้งหมด อันนี้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนมากกับตัวบีม เพราะ ตอนที่เริ่มขอบคุณสิ่งใดก็ตาม จะได้รับสิ่งนั้นมากขึ้นโดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องร้องขอ ขอบคุณน้ำดื่มที่มีให้ดื่มตลอด ก็เริ่มมีน้ำดื่มทุกที่ ไม่เคยขาด แม้จะเหลือน้อย แต่ก็ยังเหลือ ก็รู้สึกขอบคุณที่ยังมีให้เราดื่ม ณ​ ตอนนี้ แตกต่างจากตอนที่ไม่ขอบคุณ ก็จะรู้สึกว่า ขาดแคลนไปเสียหมด ทั้งน้ำ ทั้งอาหาร หรือ เรื่องเงิน ซึ่งก่อนหน้าขอบคุณ รู้สึกว่ามันมีไม่พอตลอด แต่พอเริ่มขอบคุณทุกบาททุกสตางค์ ที่ทำให้เรามีชีวิตรอดไปในช่วงปัจจุบันขณะนั้นได้ ก็สังเกตว่า เริ่มมีเงินเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้คาดหวัง แต่มันมาเอง แต่ต้องมาจากการขอบคุณด้วยจิตบริสุทธิ์และสำนึกบุญคุณจริง ๆ เราได้รับมาเยอะมาก ๆ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราได้รับมาเยอะมาก ๆ จนรู้สึกเหลือเฟือ แต่ถ้าเมื่อไหร่ รู้สึกว่ามีเงินน้อย เหมือนจะไม่พอ วันนั้นก็จะไปขัดขวางกระแสเงินไหลเข้าจริง ๆ ค่ะ
  4. ควรเริ่มศึกษาข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ลงเรียน อ่านหนังสือ หรือพูดคุยกับผู้ที่มีความรู้จริงเรื่องนี้ เพราะ มันจะช่วยกำจัดความกลัวไปได้ส่วนหนึ่ง พอเรารู้สึกกลัวน้อยลงหรือไม่กลัวแล้ว รู้แล้วว่าขั้นตอนมันจะเป็นยังไงต่อ เราจะสามารถวางแผนได้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ จะไม่เสียพลังไปกับความกลัวค่ะ ทำให้คิดอะไรสร้างสรรค์ ช่วยแก้ปัญหาได้มากขึ้น
  5. จัดการระบบการเงินอย่างเร่งด่วน อันนี้ต้องทำก่อนเลย เมื่อรู้สึกว่าการเงินเริ่มติดขัด อย่าปล่อยทิ้งไว้ อย่าเวิ่นเว้อ ให้รีบมาจัดระบบการเงินให้ดี ตรงนี้มีโค้ชสอนไว้หลายท่าน ก็ให้ลองไปศึกษาและเอามาปรับใช้กันดูค่ะ จะมีโค้ชหนุ่ม Money Coach และครูพี่ม้อค ธวัชชัย พืชผล เป็นสองท่านของเมืองไทยที่บีมเห็นว่าท่านเน้นสอนวิธีจัดการหนี้และบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำธุรกิจเพื่อกอบกู้ชีวิตขึ้นมาใหม่หลังจากเป็นหนี้ สำหรับบีมกับสามี วิธีที่ทดลองทำแล้วได้ผลดี ก็คือ พยายามหารายได้เพิ่ม + แบ่งรายได้ออกเป็นสัดส่วน ใช้ส่วนตัว (งบพัฒนาตัวเองอยู่ในนี้) การเรียนของลูก ชำระหนี้ ลงทุนกลับในธุรกิจ ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ประมาณนี้ค่ะ ซึ่งแต่ละคน แต่ละครอบครัว ก็ต้องไปกำหนดประเภทและสัดส่วนเอง และมีสมุดบัญชีสำหรับแต่ละอันไปค่ะ ไม่เอามารวมกัน)

สภาพการณ์ปัจจุบัน

หลังจากที่ได้จิตอิสระและพลังชีวิตกลับคืนมาแล้ว เราเอาความกังวลทิ้งไว้ แล้วโฟกัสไปที่ว่า จะต้องทำอะไรที่จะต้องทำจริง ๆ อะไรที่ทำให้เรามีความสุข อะไรที่ทำแล้วสบายใจ เราอยู่กับปัจจุบัน เพื่อจุดหมายปลายทางไม่ใช่การใช้หนี้ แต่เพื่อเอาเงินคืนทุกคนให้ครบแล้วเราจะได้มีอิสระเสียที มันให้ความรู้สึกที่ดีกว่ามาก ๆ มากกว่าการใช้คำว่า “ใช้หนี้” ค่ะ เรื่องของการเลือกใช้คำสื่อสารก็มีผลมาก ๆ ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะ ทำงานใช้หนี้ ชีวิตจะวุ่นวายมาก เป็นคำที่ทำลายทุกสิ่ง … เพราะเอาเงินนำ

ปัจจุบันนี้ บีมเน้นการดูแลตัวเองให้มีพลังดี ๆ ทุกวัน ทำงานที่ตัวเองมีความสุขและถนัดเป็นหลัก เอาเรื่องเงินไว้ก่อน ทำเรื่องที่ต้องทำ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับได้รับโอกาสดี ๆ จากคนที่เห็นความสามารถ เห็นคุณค่าของเราเพิ่มขึ้น เราทำงานเพราะเราชอบทำงาน โดยได้รับผลตอบแทนเป็นตัวเงินแลกเปลี่ยนกัน บางงาน อยากทำให้ฟรี อยากทำให้เพิ่มก็ทำ คือ เราเน้นความสุขในการทำงานของเราเป็นหลัก และ เน้นผลลัพธ์ของคนที่เขาเอางานมาให้เราทำ เอาเงินมาซื้อของเราค่ะ เป็นการตอบแทนเขานั่นเอง ซึ่งเป็นอะไรที่แตกต่างจากตอนที่เอาเงินนำมาก ๆ

บีมตั้งใจว่า จะต้องมีเวลากับลูก ๆ ให้มากขึ้น ก็ทำได้มากขึ้น เขาก็มีความสุขขึ้นจริง ๆ เขาสุข เราก็สุข

แม้การทำเช่นนี้ มันจะไม่ทำให้ผลลัพธ์เร็ว แต่ชีวิตปัจจุบันเรามีความสุข มันส่งเสริมพลังให้เราได้มากกว่า และตัวเราก็ไม่เป็นพิษภัยกับคนที่เรารักด้วย

ชีวิตของเราต้องสุขก่อนค่ะ เราจึงจะสามารถเดินต่อ แล้วหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยพื้นฐานใจที่แข็งแรงได้ โดยเราก็ตั้งใจว่าเราจะใช้เงินคืนให้ทุกรายครบทุกบาททุกสตางค์อยู่แล้วแน่นอน ซึ่งเราก็ต้องพยายามเจรจากับเจ้าหนี้บนพื้นฐานของความประนีประนอม ลองดูว่าจุดกลางที่รับได้จะอยู่ตรงไหน เราต้องมีพื้นฐานพลังงานที่ดีก่อน จึงจะสามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่ดีได้ ที่สำคัญก็คือ เราต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ต้องพึ่งตัวเอง ต้องวางแผน และต้องมีวินัยสูงมาก ๆ ค่ะ ถ้ามีคู่ชีวิต ก็ต้องพยายามสื่อสารและไปทางเดียวกันให้ได้ ต้องช่วยกัน ต้องประสานกันให้ดี จึงจะสำเร็จได้ ถ้าแยกกันเล่น มีแต่ตายกับตาย สุดท้ายอาจถึงขั้นหย่าร้าง คนที่ได้รับผลกระทบคือ ลูก (ถ้ามี)​ เต็ม ๆ ค่ะ ถ้ายังไม่มีลูก ให้เลื่อนการมีไปก่อน … สงสารเขา แต่ถ้ามีแล้ว ก็ต้องพยายามมีสติมาก ๆ คิดถึงเขาตลอดถ้าจะตัดสินใจทำอะไรค่ะ ปัญหาการเงินคือส่ิงที่เราสร้าง ไม่เกี่ยวกับลูก ลูกไม่ใช่ภาระ เขามาเพื่อเสริมกำลังให้เราในยามท้อ ดังนั้น … คิดดี ๆ ก่อนทำอะไร เพื่อไม่ให้กระทบเขาค่ะ

สรุปส่งท้าย

จริง ๆ แล้ว การแก้ปัญหาหนี้ไม่ได้ยากค่ะ ที่มันยากก็เพราะเราไม่แสวงหาความรู้และข้อมูลเพิ่มเติม ขาดการสำรวจตัวเองและขาดการวางแผนที่ดี มันเป็นผลจากการที่เราบริหารการเงินผิดพลาดในอดีต หรืออะไรก็ตามที่อาจจะทำให้เราเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว (เพราะบางคนก็เป็นหนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ แต่ต้องมาชำระแทนคนที่ก่อ) ขอแค่จำไว้ว่า มันเป็นเพียงเกมเกมหนึ่ง ที่ถ้าเมื่อไหร่เราอยู่ในสนามแล้วเรามองไม่ออกว่าต้องเล่นอย่างไร ก็ต้องออกมานั่งดูนอกสนามก่อน มาดูตัวเองในฐานะบุคคลภายนอกเกมก่อน พอเห็นแล้วว่าจะต้องเล่นอย่างไรให้ชนะ ก็ค่อยลงไปเล่นใหม่

สำคัญที่สุด ที่อยากจะบอกก็คือ ต้องกล้าทิ้งทุกอย่าง … ทิ้งหัวโขน ทิ้งภาพลักษณ์ อันนี้จำเป็นมาก ๆ ค่ะ ยอมรับความจริง และกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา ขอบคุณและให้อภัยมาก ๆ บริหารเงินให้ดี มีวินัยสูง ร่วมมือกับคู่รัก เดินไปในทิศทางเดียวกัน เติมความรักให้กันเยอะ ๆ แล้วมันจะผ่านไปได้ค่ะ และต้องขอบคุณและให้อภัยเจ้าหนี้ด้วยค่ะ เพราะ เขาเองก็ให้โอกาสเราเยอะอยู่เหมือนกัน ลองทบทวนดี ๆ ค่ะ เรายังใช้ชีวิตได้เป็นปกติโดยที่เขาก็ยังไม่ได้เงินคืนจากเรา ก็ถือว่าเขาช่วยให้เรายังมีชีวิตต่อไปได้ เจ้าหนี้และคนที่ใจร้าย ก็ทำให้เราได้ฝึกฝนเรื่องการให้อภัยด้วย … ให้เราสามารถมีหัวใจที่จะรักได้อย่างแท้จริง คือ ถ้าเรามองเป็นโอกาสของการเติบโต มันก็ได้ทุกมุมค่ะ อยู่ที่เรามอง และเราจะเติบโตจากตรงนี้ไปเยอะมาก ๆ ถ้าเราก้าวข้ามและผ่านมันไปได้ ขอให้เชื่ออยู่อย่างเดียวค่ะว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะรักเรา ไม่อยากให้เราเดินผิดทาง อยากให้เราไปทางที่ถูกต้อง ขอให้เราเปิดใจ ยอมรับความจริง ฝึกฝนการขอบคุณ ความรัก การให้อภัย การวางแผน การมีวินัยทำให้สำเร็จ เป็นอริยทรัพย์ที่จะสร้างการเติบโตภายนอกอย่างแท้จริงได้ในอนาคต

วันนี้บีมยังมีภาระหนี้ให้จัดการต่อไป จำนวน 20 ล้านนี้ล่ะค่ะ พร้อมกับคำสั่งยึดทรัพย์ที่อยู่อาศัยปัจจุบันด้วย (บ้านนี้อยู่ในทำเลที่ดีมาก บรรยากาศดีมาก พลังงานดีมาก บีมรักมากค่ะ และอยากให้คนที่รักเขามาซื้อต่อ ไม่อยากปล่อยให้คนที่จะมาทำลายเขา ใครสนใจจะซื้อก็แจ้งมาได้ค่ะ จะได้ให้รายละเอียดค่ะ :)) แต่เพราะละทิ้งทุกอย่างแล้ว ใจเราเป็นอิสระ แต่เรายังรับผิดชอบทุกสิ่ง อยู่กับความจริง พร้อมเผชิญหน้าทุกอย่าง วิธีคิดก็เหมือนแก้เรื่องสิวเรื้อรัง จะไปเร่งไปรีบ ก็ไม่ได้ ปัญหามันเรื้อรังมานาน พึ่งจะเจอทางออกที่ใช่ไม่นานมานี้ เพราะใจเราพึ่งเป็นอิสระ พึ่งมีปัญญา และมองเห็นแล้วว่า ที่ได้ปรับใหม่ ทำใหม่ มันถูกต้องแล้ว แค่ทำต่อไปค่ะ ปรับแผนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ

สำคัญที่สุดคือใจค่ะ … ใจต้องอยู่เหนือวัตถุ และต้องให้อภัยทุกสิ่งที่เกิดขึ้น การให้อภัยและการรักคนที่ทำร้ายเราได้คือการตัดโซ่ตรวนแห่งการฉุดรั้งชีวิตที่ดีที่สุดค่ะ

สำหรับบีมในวันนี้ … บีมกลับขอบคุณทุกอย่างที่จัดสรรและตบให้บีมมาเดินเส้นทางที่ถูกต้อง ทำให้ค้นพบอริยทรัพย์ภายในที่แท้จริง ตอนนี้เหลือแค่เดินต่อไปในเส้นทางนี้ และ ชำระหนี้ให้ครบทุกบาททุกสตางค์ เพื่อเป็นอิสระอย่างแท้ทรู …

เป้าหมายของบีมในวันนี้ ไม่ได้อยากรวยค่ะ เพราะเราอยู่ในกระแสของความมั่งคั่งโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เรามีแสงอาทิตย์ทุกวัน ดินก็ปลูกพืชกินได้ มีอากาศหายใจโดยไม่ต้องซื้อ มีอาหาร มีน้ำที่เพียงพอเสมอ… มีเงินเพียงพอเสมอในทุก ๆ สถานการณ์ชีวิตที่ทำให้เราผ่านไปได้ บีมต้องการอิสระในชีวิตกลับคืนมา …

การเป็นหนี้ สำหรับบีมคือ การไม่มีอิสระค่ะ

บีมต้องการแค่อิสระกลับคืนมาเท่านั้น … ซึ่งเราจำเป็นต้องชำระหนี้ให้หมด นั่นคือความตั้งใจค่ะ 🙂 ซึ่งคุณจะต้องสื่อสารกับเจ้าหนี้ทุกรายให้เข้าใจให้ได้ว่าคุณไม่ได้หนีไปไหน และคุยกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุก ๆ คนค่ะ ต้องอาศัยความรัก ความกล้า การให้อภัย ความเข้าใจ เจ้าหนี้ก็จะได้เงินคืน เราก็จะได้เป็นอิสระในท้ายสุดอย่างแน่นอน … แถมมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้แน่นอนค่ะ (ยกเว้นแต่ว่า จะกลับไปทำเหตุซ้ำเดิมอีก ซึ่งอย่าเลยค่ะ)

สุดท้ายนี้ ขออวยพรให้ทุกคน “มีจิตอิสระเหนือวัตถุทั้งหมด” นะคะ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาทุกอย่างบนโลกใบนี้ค่ะ

3 ลักษณะของอาการ “ใจพัง” และวิธีแก้แนวธรรมชาติ

เมื่อหลุดออกจากสภาวะ “ใจพัง” แล้ว บีมจึงมองเห็นว่าในสภาวะที่ว่านั้นมีลักษณะอย่างไร และอยากแบ่งปันไว้ในบทความนี้ เพื่อผู้อ่านจะได้ลองตรวจสอบตัวเองว่า เข้าข่ายใจพังอยู่หรือไม่ เพราะ ถ้าเป็นเช่นนั้น จะต้องรีบแก้ไขด่วน เพราะ จิตใจที่ผุพังนั้นจะทำลายชีวิตภายนอกทุก ๆ ด้าน ชีวิตจะอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ และอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้า หมดประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตและการทำงาน และสุดท้ายถ้าไม่ยอมแก้ไข อาจไปถึงการตัดสินใจจบชีวิตตัวเองที่จะต้องมาเสียใจภายหลังที่ตายไปแล้ว…

ไม่เคยนิยามว่าตัวเองเป็น “โรคซึมเศร้า”

จริง ๆ แล้วเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งค่ะ ที่บีมไม่เคยไปค้นหานิยามให้ตัวเองว่าเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะ บีมรู้สึกว่า บีมก็ดูแลสุขภาพกายและใจมาดี แม้ในยามที่เครียดและลำบากมาก ๆ บีมก็ยังนอนหลับได้ดีอยู่ 90% ของการนอนหลับในช่วงที่ใจพัง เลือกอาหารที่ดีต่อร่างกายได้ ขับถ่ายเป็นปกติ (มีนาน ๆ ครั้งที่ไม่ปกติ) ก็ยังทำงานได้เป็นปกติ นั่งสมาธิทุกเช้า สวดมนต์บ้างเป็นบางครั้ง เลยรู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิตอะไร เพียงแค่…ร้องไห้บ่อยและอยากตายบางช่วง เหนื่อย หมดพลังเร็ว แต่…พอได้นอน ตื่นมาแล้ว มันก็ดีขึ้น และ ก็ยังมีความรักจากครอบครัวและกัลยาณมิตรอีก … มันก็ยังมีอะไรดี ๆ ในชีวิตล่ะน่า เลยไม่นิยามตัวเองว่าเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ

ความโชคดีนั้น ทำให้บีมไม่แสวงหาวิธีมารักษาโรคซึมเศร้า ไม่หาหมอ ไม่กินยา แต่เคยมีนัดโทรคุยกับนักจิตวิทยาทางออนไลน์อยู่ครั้งหนึ่ง เพราะเราไม่รู้จะคุยกับใครแล้ว บอกใครก็ไม่ได้ แม้แต่สามีเราก็ไม่อยากคุยเรื่องนั้นให้ฟัง อึดอัดจนต้องหาคนคุยด้วยให้ได้

พอไม่กินยา ไม่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ก็ส่งผลดีคือ จะหายเร็วเมื่อมาเจอวิธีที่ถูกต้อง เพราะ ครูเก๋ วรารักษ์ อาจารย์ที่บีมนับถือ ในฐานะที่เคยเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าหนักมาก่อน สอนลูกศิษย์เสมอว่า “ยาจะทำให้ร่างกายแย่ลง คนไหนที่กินยาอยู่ แล้วจะมารักษาแนวธรรมชาติที่ครูเก๋ทำ ครูเก๋จะไม่รับ เพราะมันแก้ยาก ต้องตัดยาออกก่อน” และเมื่อจิตเราไม่สั่งตัวเองให้เป็นผู้ป่วยซึมเศร้า สารเคมีและเซลล์ในร่างกายก็จะเป็นไปตามนั้น ไม่ใช่ผู้ป่วยแต่เป็นแค่สภาวะหนัก หน่วง ไม่สบาย ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จะนาน จะสั้น ก็ตามความแข็งแรงของจิตใจเรา และบีมอยู่ในสภาวะแบบนั้นหนัก ๆ ประมาณ 4 ปี (เริ่ม พ.ศ. 2557 สิ้นสุดประมาณเดือน ต.ค. 2562)

พึ่งจะมารู้ไม่นานมานี้ (ปลายปี 2562) ช่วงที่มีข่าวดาราจบชีวิตตัวเองหลังจากที่เขารู้สึกว่าเขาเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามาสักระยะ ก็เลยไปเห็นข้อมูลเป็นภาพ infographic และบทความสรุปอาการของโรคซึมเศร้า อ่าน ๆ แล้ว ก็อ้าว … นั่นมันชั้นเมื่อก่อนเลยนี่หว่า … เป๊ะ และรู้สึกโชคดีมาก ที่ไม่พยายามไปนิยามตัวเองให้เป็นคนป่วยค่ะ … ไม่งั้นคงไม่หายเร็วแบบนี้

ข้อมูลโรคซึมเศร้า ทุกท่านสามารถหาเองได้นะคะ เพราะมันมีข้อมูลอยู่เยอะมาก แต่บีมจะแบ่งปันในส่วนของบีมว่า สภาพใจพังที่เคยเป็นนั้นเป็นอย่างไร และมันส่งผลต่อชีวิตภายนอกของเราที่มองเห็นได้ อย่างไรบ้าง?

สรุปสภาพใจพังและผลลัพธ์ภายนอก

ไม่รักตัวเอง (ปัญหารากเหง้าของปัญหาชีวิตทั้งหมด)

บีมไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีปัญหานี้ จนกระทั่งพบครูเก๋ วรารักษ์ ครั้งแรกเมื่อเดือน มิถุนายน 2561 ซึ่งคุยกันได้สักพัก ครูเก๋ก็บอกว่า บีมมีปัญหาเรื่องการไม่รักตัวเอง บีมก็ยังงงว่า ไม่รักตรงไหน เพราะก็ดูแลตัวเองได้ดีมาตลอด (บีมดูแลตัวเองแนวธรรมชาติมาได้ 9 ปี ฝึกสมาธิมาต่อเนื่อง 4 ปี มันจะไม่รักตัวเองได้อย่างไร … มีคำถามเลยทันที)

จริง ๆ สืบเนื่องมาจากบีมเล่าเรื่องผลการวิเคราะห์ธาตุโดย หมอเกด พัชริดา แก้วประภา แพทย์แผนไทยที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทกันในตอนนั้น และน้องเป็นลูกศิษย์ของครูเก๋ด้วยใน workshop โยคะหัวเราะและโยคะนิทรา ที่จัดที่ ม.แม่ฟ้าหลวง เห็นผลดีมาก ๆ เลยมาแนะนำบีมอีกทีค่ะ และเชื่อมให้ได้พบกัน วิเคราะห์ออกมาได้ว่า บีมมีธาตุไฟแรงมากกก (ล้านตัว) เป็นความร้อนระอุอยู่ภายในตับ มากกว่าคนอื่นหลายเท่า ซึ่งถ้าวิเคราะห์บุคลิกของบีม ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ค่ะ ขี้โมโหมากกกก ใจร้อน ชอบควบคุมคนอื่นเวลาธาตุไฟแตกพล่าน 555 ชอบเอาชนะ ชอบแข่งขัน จะเป็นที่หนึ่งให้ได้ ไม่ยอมแพ้ ไม่กล้ารับคำวิจารณ์ ใช่หมด…

ครูเก๋บอกว่า … ถ้ามีปัญหาที่ตับ ก็จะมีผลเรื่อง “ความไม่รักตัวเอง” และถ้าปล่อยไว้นาน ๆ อาจส่งผลให้เกิดมะเร็งตับได้ บีมก็เร่ิมฉุกคิดว่า … หรือมันอาจจะจริง เพราะ ที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าลึก ๆ ไม่ชอบตัวเอง เกลียดและไม่ให้อภัยตัวเองอยู่เหมือนกัน จากประสบการณ์ในอดีตที่เราเคยทำไว้ มันจะออกมาหลอกหลอนตลอดถ้าจิตตก …

ดังนั้น ในหลาย ๆ คนที่ดูแลตัวเองดี มีการออกกำลังกาย กินอาหารดี นั่งสมาธิ ฯลฯ แต่ถ้ายังมีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับระบบย่อย มีปัญหาเรื่องตับ เรื่องสิว ผิวพรรณ ก็เป็นไปได้ว่า อาจจะมีปัญหาเรื่องของการไม่รัก ไม่ให้อภัย เกลียดตัวเองอยู่ลึก ๆ ซึ่งอารมณ์ตกค้างนี้ จะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการทำงานที่อยู่นอกเหนือสมองของกายนี้ (ระบบประสาท ฮอร์โมน ต่อมไร้ท่อ จะทำงานไปตามอารมณ์และพลังเหล่านี้โดยตรง ดังนั้น การคิดบวกไม่ได้ช่วยแก้ไขเรื่องนี้ค่ะ มันคนละระบบกัน หรือถ้าจะแก้ก็มีเหตุผลมาค้านเยอะ บางคนก็โปรแกรมสำเร็จ แต่บางคนก็ไม่ บีมเป็นคนหนึ่งที่การคิดบวกและพูดโปรแกรมบวกใส่จิตใต้สำนึกตัวเองไม่ช่วยอะไรมากค่ะ ช่วยแค่ชั่วคราว แล้วมันก็กลับหลูบเดิมอีกตลอดถ้าจิตตกหนัก ๆ)

สภาพจิตแบบที่ไม่รักตัวเองนี้ จะแสดงออกชัดเจนที่สุดว่า “รักใครไม่ได้เต็มหัวใจแม้กระทั่งคนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัวที่รักเราที่สุด”

อาการรักคนได้ไม่เต็มหัวใจ คือ การสร้างกำแพงขวางกั้น ไม่ให้ใครเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเรา ไม่อยากให้ใครมารู้จักตัวตนของเรา เพราะเราไม่ดี … รู้สึกว่า ไม่สมควรได้รับความรักจากใคร

แล้วจะแสดงออกเป็นความเฉยชา เย็นชา ปิดตัวเองจากโลกภายนอก หัวเราะและยิ้มไปกับใครไม่ได้ นอกจากไปดูแสดงตลก แต่คนธรรมดาที่อยู่รอบ ๆ ตัว เราแทบจะไม่อยากยิ้มหรือหัวเราะไปกับเขาเลย

เมื่อได้พบคนดี ๆ ก็รู้สึกว่า เราไม่เหมาะสมกับเขา เราไม่สมควรได้คบกับเขา และไปอยู่กับคนที่เรารู้สึกว่า ด้อยพอ ๆ กับเราอยู่เสมอ ๆ หรือไปหาคนที่จะมาทำลายตัวเราเองเพิ่ม โดยที่เราไม่รู้ตัวว่า เรากำลังส่งสัญญาณแบบนั้นออกไปอยู่ ซึ่งจะทำให้เราพบแต่คนกลุ่มนี้ค่ะ กลุ่มที่ทำร้ายเรา ฉวยประโยชน์จากเรา เอาเปรียบเรา ไม่รักเรา (เพราะเรายังไม่รักตัวเองเลย)

เมื่อได้พบโอกาสดี ๆ ก็มักจะไม่คว้าไว้ หรือ ถูกบังตาไม่ให้คว้าไว้ เพราะ รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับโอกาสอันยิ่งใหญ่นั้น

หรือในช่วงที่เกลียดตัวเองมาก ๆ เราจะมีพฤติกรรมทำลายตัวเองแบบไม่รู้ตัว เช่น กินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ นอนดึก ๆ ไม่สนใจดูแลตัวเอง ปล่อยให้ข้าวของรกรุงรัง ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย สิ้นเปลือง ไม่ดูแลเงินให้ดี ฯลฯ อยากให้ทุกอย่างมันพัง ๆ ไปเสีย สมกับชีวิตที่บัดซบ (ก็รู้สึกแบบนี้จริงตอนพังมากนะคะ 555) ซึ่งคนที่เขาดูแลตัวเอง รักตัวเอง จะไม่เข้าใจคนกลุ่มนี้ไปโดยธรรมชาติค่ะ ซึ่งคนที่เกลียดตัวเองจะส่งสัญญาณลบ ๆ ออกไปโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว ก็เลยจะไม่เคยเจอคนที่รักตัวเองอยู่ในรัศมีเลย ยกเว้นแต่ว่า มีคนที่รักเรามาก กล้าหาญเข้ามาบอกเรา ให้ความรักเรา เพื่อให้เราออกจากจุดนั้นค่ะ ซึ่งก็อยู่ที่เราว่า จะฟังหรือไม่ฟัง จะทิ้งจากจุดนั้นออกมาหรือเปล่า เท่านั้นเอง

ซึ่งในช่วงที่บีมมีปัญหานี้หนัก ๆ โชคดีมาก ๆ ที่ได้รับความรักและการให้อภัยจากคนในครอบครัว เขาก็ยังรักเราแบบที่เราเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรักที่บริสุทธิ์จากลูก ๆ การได้โอบกอดเขา การได้เห็นเขายิ้มและหัวเราะ มันช่วยให้บีมได้รับพลังความรักที่บริสุทธิ์เข้ามาเยียวยาบีมเต็ม ๆ บอกเลยว่า ความรัก รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจากลูกทำให้บีมผ่านจุดที่วิกฤติมาก ๆ ที่สุดมาได้ค่ะ …

และบีมได้มารู้จักความรักบริสุทธิ์จากอีกท่านหนึ่ง คือ ครูเก๋ วรารักษ์ ที่โอบกอดบีมด้วยความรักที่บีมไม่เคยรู้สึกจากที่ไหนมานานมากแล้ว … เป็นพลังความรักที่แปลกมาก ๆ เหมือนบีมได้รู้สึกว่า ได้รับการให้อภัย และได้โอกาสเริ่มต้นใหม่ … น้ำตาไหลพรากแบบไม่รู้ตัว ไหลหนักมากกก นั่นล่ะค่ะ คือ จุดที่ทำให้บีมเร่ิมหลุดออกจากความไม่รักตัวเองออกมาได้เบื้องต้น

เพราะในวันที่หมดพลัง เราก็เหมือนเทียนที่กำลังจะดับ เราจำเป็นต้องมีใครบางคน สิ่งบางสิ่ง ที่จะเข้ามาช่วยจุดพลังให้เราอีกครั้ง ซึ่งของครูเก๋ เป็นการจุดพลังจากภายใน ที่ให้ผลยั่งยืน แตกต่างจากการปลุกพลังในศาสตร์อื่น ๆ ค่ะ (บีมก็ไปเรียนรู้มาจากหลายที่ค่ะ แต่ไม่มีที่ไหนให้แบบนี้เลยสักครั้งเดียว … ในวันที่เราหมดพลัง เราแค่ต้องการความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขค่ะ และการให้อภัย … เพื่อการเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่วิธีจะแก้ปัญหา พลังต้องมาก่อน…ไม่งั้นก็รวนไปหมด)

หรืออีกวิธีก็คือ ออกไปให้ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขก่อน ซึ่งอันนี้บีมเห็นจากเคสเพื่อนร่วมรุ่นในคอร์สผู้นำโยคะหัวเราะ ซึ่งเคยนิยามว่าตัวเองป่วยเป็นไบโพลาร์​ (โรคจิตเวชชนิดหนึ่ง) กินยามากมาย แต่พอเรียนจบคอร์ส ก็สั่งตัวเองเลยว่า ฉันเป็นคนที่สุขภาพดี ไม่ได้เป็นผู้ป่วย ทำให้ลดยาลงได้ และ พอได้ออกไปจัดกิจกรรมโยคะหัวเราะให้ผู้สูงอายุบ่อย ๆ แววตาของเธอก็เปลี่ยนไปมาก ๆ จากคนที่กังวล หวาดกลัว ก็เต็มไปด้วยแววตาของความรัก ความสดใส เพราะเธอออกไปให้เสียงหัวเราะที่บริสุทธิ์นั่นเอง ก็ได้รับพลังความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขและการขอบคุณกลับมาจากคุณตาคุณยาย

หรืออย่างบีมเอง ก็ได้มีโอกาสไปจัด workshop โยคะหัวเราะให้กับแฟน ๆ กลุ่มหนึ่ง สิ่งที่ได้ก็คือ ความสุขในทันทีที่เห็นเขาสดใสหลังหัวเราะ (ตอนแรกมาบรรยากาศอึมครึมมาก) และ ช่วยให้พวกเขานำวิชาไปช่วยตัวเองต่อได้ หลาย ๆ คนกลายเป็นคนที่บวกโดยธรรมชาติ จากที่เคยสงสัยว่าตัวเองเป็นซึมเศร้าไหม ก็เลิกถาม เลิกสงสัย และน้องคนหนึ่ง ก็ตัดสินใจหยุดยาได้ทันทีหลังกลับไป (ทั้งนี้ การจะหยุดยาหรือไม่นั้น ให้เป็นวิจารณญาณของตัวเองนะคะ บีมเพียงแค่บอกผลดีผลเสียในเชิงประสบการณ์ที่ได้รับมา ไม่รับผิดชอบในการตัดสินใจของผู้ที่หยุดยาค่ะ ซึ่งควรเป็นการตัดสินใจที่ออกจากตัวเองเท่านั้น ว่าทำแล้วจะรับผิดด้วยตัวเองทั้งหมดจริงๆ ค่อยตัดสินใจค่ะ)

ดังนั้น วิธีแก้ข้อนี้จะมี 2 แบบ คือ ได้รับความรักบริสุทธิ์ หรือ ออกไปให้ความรักบริสุทธิ์ ซึ่งแบบที่สองจะสามารถสร้างได้ด้วยตัวเองเลยค่ะ ไม่ต้องรอเวลา ออกไปให้ความสุข ความรัก กับผู้คนโดยไม่หวังอะไรตอบแทนดู ความรักและคำขอบคุณจากพวกเขาจะเยียวยาคุณเอง…

เกลียดทุกสิ่งรอบตัว ไม่ชอบเห็นใครมีความสุข

พอเราไม่มีความสุขและไม่รักตัวเองแล้ว เราก็จะ “ไม่รักคนอื่น ไม่รักสิ่งอื่น ไม่เมตตาสิ่งอื่น” เราจะรู้สึก “เกลียด เกลียด เกลียด” ทั้งหมด ถ้าเห็นใครที่มีความสุข ความสำเร็จ จิตมันจะอิจฉาริษยา มันไม่ยินดีไปกับเขาอย่างบริสุทธิ์และเต็มหัวใจ

ตอนที่บีมเกลียดตัวเองมาก ๆ ตอนนั้น ก็พาลไม่ชอบที่สามีออกไปทำงานข้างนอก พบเจอผู้คนใหม่ ๆ และกลับมาด้วยอารมณ์ดี ๆ หรือเห็นทุกคนในครอบครัว happy เราก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย…ทิ้งเราให้เหนื่อยอยู่คนเดียว!!!

แล้วก็จะเริ่มเหวี่ยง ไม่พอใจ โดยที่พวกเขาก็ไม่รู้สาเหตุเลย และมักจะพูดจาหรือกระทำการใด ๆ ที่ทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ไปกับเราด้วยเสมอ ๆ ให้เขารู้สึกผิดที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ มันจะสื่อความหมายและส่งสัญญาณแบบนี้ออกไปในทุก ๆ สิ่งที่เราทำ คือ ถ้าฉันแย่ แกต้องแย่ด้วย อย่ามามีความสุขให้ฉันเห็น ประมาณนี้ค่ะ (เป็นจิตที่น่ากลัวมาก 555) ดังนั้น วันหลังถ้าไปเจอใครที่ส่งพลังมาแบบนี้ อย่าไปรับเอาพลังของเขามานะคะ ของใครของมัน … ถ้าเราพลังบวกและพลังรักมากพอ เราส่งให้เขาได้ด้วยค่ะ แต่อย่าไปตกอยู่ในสนามพลังของเขาเด็ดขาด

จนบีมมาฝึกโยคะหัวเราะและได้รับการบำบัดจากครูเก๋อยู่หลายครั้ง ก็ทำให้เริ่มรู้สึกตัวได้แล้วว่า เรากำลังแบกอะไรที่เราไม่มีความสุขอยู่หรือเปล่า กำลังทำอะไรที่สวนทางกับสิ่งที่ใจปรารถนาหรือเปล่า ก็เริ่มมีสติรู้ตัว ก็กลับมามองตัวเอง สำรวจตัวเองว่า มีอะไรที่เราไม่ชอบ เยอะไป หนักไป ก็เริ่มละ ลด วาง ทิ้ง โดยปรับเอาแนวทาง Minimalism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาก ๆ ในโลกตะวันตกที่กำลังหันเข้าหาความสมถะ น้อยและครบ มีเท่าที่ใช้ อยู่ตามเหมาะสม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลจากหนังสือขายดีที่ชื่อว่า ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านเพียงครั้งเดียว โดย คอนโด มาริเอะ http://www.saroopbook.com/book/life-changing-magic-tidying-summary/ ซึ่งเป็นกระแสให้คนหันมา “น้อยแต่ครบ” กันทั่วโลก และ น่าจะมาจากกระแส ZEN ที่โด่งดังเมื่อ Steve Jobs สร้าง Apple ด้วยคอนเซ็ปต์นี้และถ่ายทอดลงไปที่ผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน ถึงความเรียบง่ายแต่ครบความต้องการ และยิ่งดังขึ้นเมื่อเขาเสียชีวิตลง เพราะในหนังสือที่พูดถึงเขา ก็มักจะพูดถึง ZEN แนวคิดหลักของเขาไปด้วย

บีมเริ่มจากการกลับมาจัดบ้าน ทุกครั้งก็จะรู้สึกโล่ง โปร่ง สบายขึ้น เพราะการจัดบ้าน จะทำให้เราต้องสื่อสารกับตัวเอง ของชิ้นไหนที่เรารู้สึกมีความสุข ซึ่งเราจะได้พัฒนาทักษะการฟังเสียงภายใน ฟังความรู้สึกของเรา ไม่ใช่สมองคิดซึ่งเป็นสมองส่วนหน้า ส่วนความรู้สึกจะเป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่ง DR.Bruce Lipton เจ้าของผลงาน Biology of Believe ผู้ซึ่งได้ปฏิวัติความคิดของบุคลากรทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์มากมายเกี่ยวกับความเข้าใจในมนุษย์และเซลล์ ว่าเป็นคลื่นพลังงานเท่านั้น และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมา ความรู้สึกจะไม่หลอกเรา แต่ความคิดและภาษาคือสิ่งที่บิดเบือนความจริง … ดร.บรูซ สอนให้เรากลับมาเชื่อในความรู้สึก ฝึกรับและส่งความรู้สึก แล้วชีวิตจะง่ายขึ้นอีกมาก ๆ เพราะมันตรงไปตรงมา อย่าฟังคำพูด ให้ใช้หัวใจรับความรู้สึกโดยตรง ซึ่งก็ตรงกับหลักของคุณคอนโด ในเรื่องการจัดบ้าน ที่บีมค้นพบว่า เมื่อใช้หลักนี้กับชีวิตแล้ว กับการจัดบ้านแล้ว บีมสามารถตัดสิ่งที่แบกโดยไม่จำเป็นออกได้เยอะมาก และตัดสินใจได้ดีขึ้นมาก เพราะตอนที่เราเก็บของ เราต้องตัดสินใจเก็บเฉพาะของที่เรา “รู้สึกดีเท่านั้น” และเราจะได้อยู่ในบ้านหรือห้องคอนโดที่เรามีแต่สิ่งที่เสริมพลังเราอยู่รอบตัวไปหมด

และยังรวมไปถึงหลักการจัดการกระเป๋าสตางค์ที่บีมได้อ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งของสำนักพิมพ์วีเลิร์น หลังจากนั้นก็เก็บกระเป๋าที่ใส่ของและกระเป๋าเงินทุกวัน ซึ่งทำให้รู้สึกว่า จัดการเงินได้ดีขึ้น

ทำให้เก็ตว่า เมื่อเรามีน้อยแต่ครบที่เราจำเป็นต้องมีต้องใช้จริง ๆ เราจะเบาและมีความสุขขึ้น เราจะมีพื้นที่สำหรับความสุข ความสงบ เพิ่มขึ้น การตัดสินใจของเราจะเฉียบคมขึ้น เราจะฟังเสียงภายใน ฟังความรู้สึกได้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อเราทำแบบนี้บ่อย ๆ จะทำให้เราเริ่มมีชีวิตอย่างที่เราอยากให้เป็นได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือพลังที่ออกจากภายในของเราเองจริง ๆ จากการทิ้ง ตัด สิ่งที่ไม่ต้องการออก … ไม่ต้องไปหาปลุกพลังที่ไหนเลย แค่จัดการตัวเองและที่อยู่ของตัวเองเท่านั้น ง่ายแต่ได้ผลดีมาก

และ…มันจะช่วยแก้ปัญหาความเกลียดคนอื่นได้ด้วย เพราะ เราจะเริ่มมีความสุขกับชีวิตของเราอย่างที่เราอยากให้เป็น เราจะเลิกแบก และจะตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อมีงานใหม่ ๆ เข้ามา หรืออะไรใหม่ ๆ ที่อาจจะอยากซื้อหรือถูกกระตุ้นให้ซื้อ แต่ถ้าไม่ใช่สิ่งที่เรารู้สึกดีกับมัน แค่เชื่อตามนั้น แล้วปฏิเสธไปเสีย ชีวิตมันจะมีความสุขขึ้นอีกมากจริง ๆ ค่ะ

และยังรวมไปถึงคนที่เราคบอยู่ด้วย เราจะใช้ตรงนี้สแกนเลยว่า ใครที่เรารู้สึกแบบไหน เราจะสามารถเลือกคบและปฏิสัมพันธ์กับคนที่เรารู้สึกดีด้วยได้ ซึ่งความรู้สึกนี้ จะปรับไปตามพลังงานในตัวเราค่ะ เมื่อไหร่ที่เราเกลียดตัวเองอีก มันก็จะปรับคลื่นไปจูนกับคนที่จะมาทำร้ายเราอีก ดังนั้น … ต้องใช้ใจสัมผัส ฟังความรู้สึกว่า อะไรที่ไม่ใช่ ก็เอาออกไปจากชีวิตเสีย แค่นั้นเอง

ถ้าตัดสินใจถูกต้อง หรือ จินตนาการแล้วว่า เมื่อไม่มีสิ่งนั้นอยู่ ชีวิตจะเบาสบายขึ้น รู้สึกโล่งขึ้น ก็ทำไปเลยค่ะ อย่าให้พลังความกลัวครอบงำ ถ้าจะต้องตัดแล้วเสียบางอย่าง แต่แลกกับความเบา ก็จงทำ ลด ละ กำจัด ตัวตนออกไป ทุกศาสนาโดยแก่นแล้ว จะสอนแบบนี้…

และเราจะได้อยู่แต่กับสิ่งที่เรามีความสุขกับมันเท่านั้น ก็จะเลิกเกลียดตัวเองไปได้ค่ะ

โทษคนอื่นและสิ่งอื่น

ช่วงที่ใจพัง เราจะมองไม่เห็นตัวเอง และมักจะโทษคนอื่นและสิ่งอื่นว่าเป็นสาเหตุให้เราต้องเป็นแบบนี้ …

No ค่ะ จริง ๆ แล้วทุกอย่างเริ่มที่ความคิดและอารมณ์ความรู้สึกในตัวเราทั้งนั้น ทุกศาสนาจึงสอนให้หันมาขัดเกลาตัวเองก่อนเสมอ ถ้าใจเราไม่สะอาด เราจะเป็นพิษต่อสังคม จริงไหมคะ?

เปรียบเสมือนคนที่มีกลิ่นตัวแล้วไม่ดูแลตัวเอง แล้วออกไปที่สาธารณะ ก็สร้างความทุกข์ให้คนอื่น ๆ ฉันใด คนที่ไม่ขัดเกลาจิตใจตัวเองให้สะอาดและเมตตา ก็ไปสร้างความทุกข์ให้ผู้คนฉันนั้น

ตอนที่บีมพังมาก ๆ บีมจะโทษคนนั้น คนนี้ โกรธคนนั้น เกลียดคนนี้ เสมอ ๆ ทำไมเขาทำกับเราแบบนี้ ทำไมเราต้องโดนกระทำแบบนี้ด้วย คือ เราตั้งคำถามและไปมองสิ่งนอกตัวเราทั้งหมด

แต่ในวันที่สติมาปัญญาเกิด และเข้าใจเรื่องที่ว่า “เราคือพลังงานที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามความคิดและความรู้สึกของเราในทันที” ซึ่งการแกว่งกระดิ่งลมของครูเก๋ วรารักษ์ ทำให้บีมเข้าใจตรงนี้ได้มาก ๆ เลยค่ะ และพบว่า เมื่อจิตเราสะอาดใสขึ้นจากการฝึกโยคะหัวเราะเป็นประจำและได้รับ Flower Essence จากดอกสุพรรณิการ์จากครูเก๋ คิดอะไรจะได้สิ่งนั้นเร็วมาก ๆ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ต้องอาศัยปัจจัยเยอะแยะที่จะให้ดอกออกผลชัดเจน ก็จะได้รับทันทีเลยค่ะ ดังนั้น บีมจึงเข้าใจเรื่องนี้และมีสติตรวจสอบความคิด ความรู้สึกตัวเองสม่ำเสมอ ต้องรักษาฐานพลังงานบวกไว้ เพราะถ้าพลังเราบวก เราจะไม่มีทางคิดลบได้เลย ในทางตรงข้าม ถ้าเราเหนื่อย อดนอน ไม่ฝึกขอบคุณ ไม่ฝึกหัวเราะ ไม่ฝึก TRE ไม่กินอาหารดี ๆ ฟังเพลงลบ ๆ ฯลฯ ความคิดลบจะหลั่งไหลออกมาเป็นกระแสเลยค่ะ

ซึ่งคุณจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้เมื่อคุณเข้าใจเรื่อง การทดลองผลึกน้ำของ ดร.มาซารุ อิโมโตะ ที่ผลึกน้ำจะเปลี่ยนไปตามคำพูดหรือพลังงานที่ได้รับ และในตัวเรามีน้ำ 70% ดังนั้น เรารับพลังแบบไหนมา หรือ ใส่คำพูดแบบไหนให้ตัวเอง น้ำในร่างกายเราก็มีผลึกแบบนั้นล่ะค่ะ ก็จะส่งผลต่อทั้งสุขภาพและชีวิตในภาพรวมอย่างแน่นอน ใครยังไม่เคยดูเรื่องนี้ ดูคลิปนี้ของคุณฌอณ บูรณหิรัญ https://youtu.be/qQYJlHo3DHQ และ ของครูเก๋ วรารักษ์ https://www.facebook.com/KAYLannaBeauty/videos/2488728974784347/?t=30 ได้นะคะ

วิธีที่บีมใช้แก้ข้อนี้หลัก ๆ เลยก็คือ เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าตัวเองเร่ิมคิดลบกับสิ่งรอบตัว (มีสติรู้ตัว) บีมจะไปทำ TRE พูดภาษา Gibberish หัวเราะ ขอบคุณ grounding ซึ่งเป็นวิชาซ่อมตัวเองในการปรับพลังกระแสลบให้เป็นบวกและอยู่ในจุดสมดุลในตอนเช้าหลังตื่นนอน เป็นหลัก แล้วเสริมด้วยการมองพระอาทิตย์เวลาเช้าและเย็น การรับแสงอาทิตย์ 15-30 นาทีในช่วงก่อน 9 โมง (ความอุ่นและร้อนของดวงอาทิตย์จะทำให้เราอบอุ่น สบาย และมีพลังเพิ่มขึ้น) และการอยู่กับธรรมชาติ พอดีที่บ้านที่อยู่ตอนนี้ จะมีต้นไม้ สีเขียว นกเยอะมาก ๆ ด้านหน้าเป็นทุ่งนา มีลมพัดเย็นสบาย ก็จะอยู่เฉย ๆ อยู่กับปัจจุบัน เสพธรรมชาตินี่ล่ะค่ะ

การคิดบวก ไม่สามารถช่วยบีมได้มากนักค่ะ ทำแล้วก็ได้ผลชั่วคราว ซึ่งวิธีที่บีมทำอยู่ตอนนี้ได้ผลดีกว่าและยั่งยืนกว่ามาก เพราะ ทำแล้ว ของเก่าที่สะสมก็ทยอยออกไปทุกครั้ง ของใหม่ก็สะสมไม่ได้ ซึ่งพลังลบนี่ เราได้รับทุกวันล่ะค่ะ 555 มาจากสิ่งรอบตัวที่เราไม่รู้ตัว จิตใต้สำนึกเรารับทั้งหมดค่ะ ไม่ได้กรองอะไรเลย แม้ตาเราไม่ได้มองก็ตาม…เราเลยต้องรู้ตัวและหาวิธีเอาออกให้ได้ค่ะ

อีกวิธี ถ้าคนที่ฝึกสติ ฝึกภาวนา ฝึกสมาธิ ก็เพียงแค่รู้ตัว รู้ปัจจุบัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นเช่นนั้นเอง และเพิ่มการขอบคุณเข้าไปตบท้าย ก็น่าจะช่วยปรับพลังนี้ได้อยู่ค่ะ แต่สำหรับบีม การพูดภาษา Gibberish หัวเราะและ TRE ให้ผลเร็วกว่ามาก ๆ

และพอเราปรับพลังได้แล้ว เราจะมีกระแสสมดุลและบวกหล่อเลี้ยง ซึ่งในตอนนี้ เราเชื่อสิ่งที่ใจเราบอกได้ค่ะ อย่าไปฟังตัวเองตอนมีพลังงานลบหมุนเวียนเด็ดขาด นั่นเสียงซาตานแน่นอน!!!

และหันมาทบทวนตัวเอง ว่าเราคิดและรู้สึกอะไรที่ทำให้ชีวิตภายนอกมันเป็นแบบนี้ ก็แก้ที่ตัวเองก่อน

มันอาจต้องใช้เวลาที่จะรู้จักตัวเองให้มากขึ้น แต่มันเป็นทักษะ ที่เมื่อเราฝึกฝนแล้ว ย่อมทำได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถปรับสมดุลพลังและกลับเข้ามาในตัวเองได้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อเลือกทางบวกให้ตัวเองเดินต่อค่ะ เราจะไปต่อเองได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งใครเลย

สรุปส่งท้าย

หลัก ๆ แล้วอาการใจพัง จะมีประมาณ 3 ข้อ คือ

  1. เกลียดตัวเอง
  2. เกลียดคนอื่น
  3. โทษคนอื่นและสิ่งอื่นนอกตัว

ถ้าได้อ่านทั้งหมดแล้ว ลองหาเวลาเงียบ ๆ สำรวจตัวเองดูนะคะว่ามีอาการเหล่านี้ไหม ถ้ามีก็แก้เสียค่ะ พวกนี้คือ รากเหง้าของใจพัง ๆ และชีวิตพัง ๆ ยากลำบาก ไม่เป็นดังหวัง ที่เมื่อแก้ได้แล้ว มันจะเข้าสู่ความง่าย ความสุข ความเบิกบานในใจ ความรักและเคารพตัวเองและผู้อื่นจากหัวใจ การอยู่กับโลกได้อย่างไม่ทุกข์ ทุกข์แล้วเด้งกลับมาเป็นปกติได้เร็ว ไม่เวิ่นเว้อนาน ๆ ไม่ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังคาราคาซัง

บีมแบ่งปันจากประสบการณ์ซึมเศร้า 4 ปี และยังไม่รวมกับใจพัง ๆ ที่เป็นมาตั้งแต่เด็กและวัยรุ่นในเรื่องความรักยาวนานเป็นหลายสิบยี่สิบปี และปัญหาของเพื่อน ๆ ร่วมคอร์สที่มาซ่อมรากที่ครูเก๋ วรารักษ์ ค่ะ มันจะอยู่ในหลูบ ๆ ประมาณนี้ค่ะ ไม่หนีไปจากนี้

สำคัญที่สุดคือ กลับมารักและดูแลตัวเองให้ได้ก่อน เพราะ ความรู้สึก ความคิดของเรานั่นแหละ ที่เป็นตัวกำหนดชีวิตของเราค่ะ … และการที่เรามีความสุข ความเบิกบาน ก็จะทำให้โลกมีพลังสันติสุขเพิ่มขึ้นอีก 1 จุดด้วย รับผิดชอบตัวเองให้อยู่ในโซนบวกก็พอค่ะ คุณก็ช่วยโลกได้แล้ว … และยังจะส่งให้คนรอบข้างได้สัมผัสพลังดี ๆ รับพลังดี ๆ จากคุณได้ด้วยโดยไม่ต้องไปพูดสอนพวกเขาเลย เป็นให้เห็นเลยค่ะ … อันนี้ impact และช่วยโลกได้จริงแท้แน่นอน

และอย่าปล่อยให้มันดำเนินไปเรื้อรัง ถ้ามีสภาพจิตแบบนี้ ต้องงดการตัดสินใจเรื่องสำคัญไปก่อนทั้งหมด และบอกกับทุก ๆ คนว่ากำลังอยู่ในสภาวะที่ทำงานได้ไม่ปกติ ขอไปซ่อมตัวเองก่อน เมื่อกลับมาแล้วจะรีบจัดการให้ทั้งหมด เพราะ การทำอะไรลงไปในยามที่จิตพังแบบนี้ ทุกอย่างจะยิ่งแย่ไปทั้งหมดค่ะ

ถ้าป่วย ก็มาพักข้างสนามก่อน หายดีก็ค่อยเข้าไปเล่นใหม่ค่ะ … อย่าไปดันทุรัง เพราะตัวเองก็จะเจ็บมากขึ้น คนอื่นก็เป็นห่วง และถ่วงทีมโดยรวมด้วย …

ชีวิตก็แบบนี้ล่ะค่ะ เหนื่อยก็ออกมาพัก

หายเหนื่อยก็เข้าไปเดินต่อ …

ถ้าคุณรู้สึกว่าบทความนี้ดี แชร์ต่อได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเลยนะคะ เขียนจากใจค่ะ ไม่อยากให้ใครจบชีวิต ถ้าได้รู้ภาวะอาการใจพังและวิธีแก้แต่เนิ่น ๆ ค่ะ ยิ่งตอนนี้โลกก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ประเทศไทยก็หลายสิ่ง … ต้องดูแลรักษาใจให้ดีค่ะ แล้วเราจะผ่านมันไปได้เพื่อรอการเติบโตต่อไปในอนาคตได้แน่นอน 🙂

อย่าเลือกเส้นทางจบชีวิตเด็ดขาดค่ะ บีมผ่านจุดแบบนั้นมาแล้ว จะบอกว่า … ถ้าเรารักษาชีวิต รักษาพลังเอาไว้ได้ อดทด ฝึกฝนการละวาง ทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง พลังของคุณจะกลับมาเอง และหากคุณทำทุกอย่างถูกต้องตามที่ธรรมชาติเขาอยากให้คุณเป็น (คือมีความสุขและอิสระทางใจกลับมา) คุณจะได้รับการเสริมพลังเองค่ะ … อะไรยาก ๆ ก็ปล่อยมันไปเสีย อย่าไปแบกค่ะ … ก้าวข้ามความกลัว แล้วตัดสินใจตัดทีเดียว ผลลัพธ์คุ้มค่าค่ะ

รางวัลชีวิตจะเป็นของผู้กล้าทำสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น…

โยคะหัวเราะ และ TRE : แก้ปัญหาชีวิตและสุขภาพได้ถึง “ราก” ถึง “โคน” พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันได้แบบง่าย ๆ

ถ้าคุณได้พยายามเรียนรู้มาหลายอย่าง และทำมาหลายอย่างแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าชีวิตยังไม่เป็นไปตามที่หวัง ตั้งใจ ชีวิตยาก ลำบาก รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือ ชีวิตก็ดีอยู่ แต่รู้สึกว่ายังไม่ถึงที่สุดที่ตัวเองต้องการจะเป็นได้ บีมแนะนำให้เปิดใจศึกษา 2 ศาสตร์ใหม่นี้ดูค่ะ คือ โยคะหัวเราะและ TRE เป็นเหมือนทางด่วนสู่ชีวิตที่สุขและสำเร็จในแบบฉบับตัวเอง และได้มากกว่าสุขภาพ คือ ได้มีชีวิตที่ง่าย สนุก มีความสุข และเติบโตจากภายในอย่างมีทิศทางชัดเจนเป็นของตัวเองได้จริง ๆ แล้วเดี๋ยวสุขภาพดีแบบยั่งยืน ชีวิตดี ๆแบบยั่งยืนจะตามมาเอง โดยไม่ต้องพยายามคิดบวกเลย เพราะเราจะกลายเป็นความบวกโดยธรรมชาติ

หลังจากที่บีมได้เรียนรู้ศาสตร์โยคะหัวเราะแบบจริงจังในคอร์ส ประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะนานาชาติ โดยครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง เมื่อ 8-11 มีนาคม 2562 ได้ฝึกปฏิบัติเรื่อยมา และเรียนซ้ำอีกครั้งเมื่อประมาณเดือนกันยายนที่ผ่านมา และมาเรียนรู้ศาสตร์ TRE (Tension & Trauma Releasing Excercise) กับสถาบัน Freedom Within โดยโค้ช Lori Ann TRE Certified Coach และ คุณ Yahya Bey โดยเข้าคอร์ส Immersive TRE เมื่อวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา และได้นำมาฝึกปฏิบัติกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทำให้บีมเข้าใจทั้ง 2 ศาสตร์นี้มากขึ้น และบีมมั่นใจว่า ใครก็ตามที่ได้ฝึกทั้งสองอย่างนี้ไปควบคู่กันแล้ว จะทำให้รับมือและสลายความเครียดได้ดีมาก ๆ และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเด็ก ๆ ที่มีความสุข ความอิสระ สดใสร่าเริง และใช้ชีวิตได้ในแบบที่ตัวเองต้องการจริง ๆ ได้ในที่สุดค่ะ โดยไม่อยู่ภายใต้กรอบของสังคมและความคาดหวังที่น่าอึดอัดอีกต่อไป เราจะกลายเป็นคนที่รักและเคารพตัวเองมากขึ้น รักและเคารพผู้อื่นมากขึ้น สันติสุขจะเกิดขึ้นในตัวเรา และเราจะเป็นพลังงานดี ๆ ส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ โดยไม่ต้องพยายามไปเปลี่ยนแปลงโลก แต่ผู้คนรอบ ๆ ตัวเราจะเปลี่ยนไปตามเราเอง

บีมเคยเขียนเกี่ยวกับโยคะหัวเราะ และ TRE ไว้แบบละเอียดมากแล้วนะคะ สามารถคลิกที่ลิงค์ที่เชื่อมไว้ให้ในย่อหน้าแรกได้เลยค่ะ เพื่อเข้าไปอ่านว่า บีมได้เรียนรู้อะไรจากคอร์สมาแล้วบ้าง

ในบทความนี้ ขออนุญาตเขียนสิ่งที่ “ตกผลึก” เพิ่มเติมล่าสุด ว่า 2 ศาสตร์นี้ จะช่วยเหลือทุก ๆ คนที่ต้องเผชิญกับความเครียดและวิธีอื่น ๆ เช่น นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย นวดตัว ฯลฯ ซึ่งสามารถช่วยให้สบายใจได้เพียงชั่วคราว แต่สักพัก ก็จะรู้สึกว่า ยังคงมีความเครียดนั้น ๆ วนเวียนอยู่ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติหรือมีประสิทธิภาพสูง (สำหรับระดับของความเครียดในตัวเราเอง แนะนำให้อ่านบทความ TRE ค่ะ ความเครียดจะมี 5 รูปแบบ ไปทำความเข้าใจกับมัน จะได้รับมือได้ถูกต้องค่ะ)

ขอสรุปเกี่ยวกับความเครียดและกลไกกำจัดความเครียดของร่างกายอีกครั้ง

โดยปกติแล้ว เมื่อเราเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งสารเคมีออกมา ตัวหลัก ๆ ที่มักมีการพูดถึงกันก็คือ อะดรินาลีน และ คอร์ติซอล แต่จริง ๆ แล้วมีมากกว่านี้ รวม ๆ แล้วประมาณ 50 ชนิด (ตามคู่มือของคอร์ส Immersive TRE) เป็นสารที่จำเป็นต้องใช้เมื่อร่างกายกำลังเผชิญสถานการณ์เครียด เพื่อให้เอาตัวรอดได้ตามสัญชาตญาณธรรมชาติ

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ร่างกายจะมีกลไกการกำจัดออกตามธรรมชาติ คือ การสั่น เหมือนที่เด็ก ๆ จะร้องไห้แล้วดีดขาไปมา เพื่อสลายความเครียด (หิว ง่วง ไม่สบอารมณ์) แต่สังคมมนุษย์ไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น เพราะ มันดูไม่ดี ไม่เหมาะสม กลไกนี้จึงหยุดทำงานเรื่อยมาเมื่อเราเติบโตขึ้น

ทำให้มนุษย์มีสุขภาพอ่อนแอจากความเครียดสะสม เพราะร่างกายไม่สามารถใช้กลไกนี้กำจัดออกได้ เป็นร่างกายที่ “สะสมอารมณ์เครียด อารมณ์ลบที่ผูกกับสถานการณ์ และสารเครียด” แม้สถานการณ์นั้นจะผ่านไปนานแล้วเพียงใดก็ตาม

มีงานวิจัยชิ้นใหม่ ๆ ล่าสุด สนับสนุนข้อมูลนี้ว่า โรคภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นโรคที่สาเหตุไม่ได้ สัมพันธ์กับความเครียดในวัยเด็ก เด็กที่มีปัญหาพ่อแม่ไม่รักกัน ครอบครัวแตกแยก ใช้ความรุนแรง ถูกกระทำทางเพศ ฯลฯ มีโอกาสที่จะเป็นโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ เป็นรุนแรง เรื้อรัง และมีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้น สุขภาพจะอ่อนแอกว่าคนที่เติบโตมาในท่ามกลางสภาพแวดล้อมของความรักและความอบอุ่น (ปัญหาหลักของมนุษย์ยุคนี้ คือ เครียด และ ขาดความรักความเมตตา เท่านั้นเองค่ะ และไม่รู้วิธีจัดการหรือระบายออกที่ได้ผลจริง)

นวัตกรรมโยคะหัวเราะ จะทำงานโดยตรงกับ “ระบบสารเคมีในร่างกาย” และ “จิตใต้สำนึก” ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยการสะกดจิตเลย

การทำงานของโยคะหัวเราะต่อระบบสารเคมีในร่างกาย

เมื่อเราฝึกโยคะหัวเราะ สิ่งที่จะได้รับหลัก ๆ มีดังนี้

  1. การสร้างสารแห่งความสุขขึ้นมา และเป็นสารที่สลายความเครียดได้ในทันที เหมือนเป็นการเอาบวกมาหักล้างลบ ก็จะทำให้สารเคมีเข้าสู่สมดุล สารพิษหายไป สารสุขกลับมาหล่อเลี้ยงร่างกายแทนที่ ก็เหมือนทำให้ระบบเลือดของเรา เต็มไปด้วยสารแห่งความสุขนั่นเอง เซลล์จึงมีความสุขและสุขภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบต่อมไร้ท่อที่เกี่ยวกับการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ก็จะทำงานเป็นปกติ ทำให้สุขภาพดีขึ้น กินอาหารได้อร่อยขึ้น นอนหลับดีขึ้น มองโลกบวกโดยไม่ต้องพยายามคิดบวก เป็นคนบวกโดยธรรมชาติ เพราะ สารสุขมันหล่อเลี้ยงทุกอณูไปแล้ว เป็นกระแสธรรมชาติของเราไปแล้วนั่นเอง
  2. ดีท็อกซ์จิตใต้สำนึกและกำจัดอารมณ์ลบได้ทันที จากการทดลองของบีมพบว่า การหัวเราะในบางท่า เช่น Aloooo Haaa ท่านี้ สุดท้ายจะลงไปหัวเราะกับหมอน การหัวเราะขณะอยู่ในท่านี้จะทำให้สิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกถูกขับออกมาอย่างเด่นชัด เมื่อแรก ๆ ที่บีมฝึก บีมร้องไห้ออกมาด้วย โดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งภายหลังพบว่า เพื่อน ๆ ที่ได้ลองฝึกช่วงแรก ๆ เมื่อทำท่านี้ จะเป็นแบบนี้ทุกคน ซึ่งถ้าเราทำครบกระบวนการ จะมีวิธีปิดการฝึกด้วยการ Grounding ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกโล่งสบายได้ในทันที เป็นการดีท็อกซ์จิตที่ง่ายและได้ผลจริง เพียงฝึกวันละ 10-15 นาทีต่อวันในช่วงเช้าหลังตื่นนอนเท่าน้ันค่ะ แต่ควรทำทุกวัน จะเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดีมาก ๆ พลังบวกมาเต็ม เหมือนได้ชาร์ตพลังบวกให้ตัวเองไปใช้ได้ตลอดวัน มีภูมิต้านทานกับสิ่งต่าง ๆ ในระดับจิตได้ดีขึ้น บุคลิกภาพมั่นคงแข็งแรงขึ้น สดใสขึ้น ผู้คนอยากจะเข้าใกล้และมอบอะไรดี ๆ ให้มากขึ้น (ด้วยพลังบวกที่เราส่งออกไปตามธรรมชาติอย่างไม่รู้ตัว เพราะมันเป็นกระแสของเราไปแล้ว) ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดกับชีวิตบีมจริง ๆ แตกต่างอย่างมาก ระหว่างชีวิตก่อนฝึก ซึ่งทุกอย่างจะยาก แม้ว่าเราจะคิดดีกับคนอื่น แต่พลังในตัวเรา ทำให้ทุกอย่างมันยาก ก็ทำให้ชีวิตยากไปด้วยค่ะ แต่พอพลังเราดี ด้วยการดีท็อกซ์อารมณ์ตกค้างในจิตใต้สำนึกแบบนี้เป็นประจำ ก็จะทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้นจริงค่ะ
  3. สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง เพราะในสภาวะที่เราหัวเราะนั้น จิตเราจะโล่ง ไม่มีความคิดอยู่เลย เป็นสภาวะที่เปิดสู่จิตใต้สำนึกโดยตรง เราสามารถใช้โอกาสนี้ในการโปรแกรมสมองใหม่ได้ เป็นสิ่งที่ให้ผลเหมือนกับ NLP แต่วิธีเข้าถึงจิตใต้สำนึกนั้นง่ายกว่า เร็วกว่า และได้ผลยั่งยืนกว่า เพราะมันไปล้างสารพิษขณะหัวเราะด้วย ทำให้ความรู้สึกลบ ๆ หายไปเร็ว และไม่มาต่อต้านโปรแกรมที่ใส่เข้าไปใหม่ค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ NLP ทั่วไปไม่ได้ทำจุดนี้ การฝึกโยคะหัวเราะ จะมีท่าที่สอนให้เราโปรแกรมตัวเองใหม่ เช่น ท่าตลับเมตร ที่จะกางแขนออกกว้าง ๆ เงยหน้าขึ้น แล้วหัวเราะดัง ๆ ท่านี้ให้พลังดีมาก ในการกลับมาเป็นตัวของตัวเอง ยอมรับตัวเอง ยิ้มให้ตัวเอง หัวเราะให้ตัวเองได้ อย่างไม่หลงตัวเองค่ะ หรือท่าที่ทำท่าชี้หน้าคนตรงหน้า ในอารมณ์ที่เราโกรธเขา แต่ให้หัวเราะออกมาแทน ซึ่งบีมได้นำเทคนิคนี้มาใช้กับหลาย ๆ เรื่องที่ทำให้อารมณ์เสียง่าย ก็ได้ผลดีขึ้นจริง เราอาจจะยังโกรธได้ แต่เราจะปล่อยมันง่ายมาก บางครั้ง เรารู้ตัวเลยและปล่อยทันที เหมือนเราหัวเราะใส่มันทันทีนั่นล่ะค่ะ เป็นผลมาจากการฝึกตรงนี้ เราสามารถฝึกได้กับทุกเรื่องที่เราอยากจะปล่อยวางมัน ไม่อยากเครียดกับมัน เพราะอารมณ์ลบและความเครียด ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย ภูมิคุ้มกันชีวิตและการที่จะแก้ปัญหาและเดินต่อได้ เติบโตได้ เราต้องมีพลังบวกเท่านั้นค่ะ และพลังของเสียงหัวเราะ มันให้มากกว่าที่คุณคิดแน่นอน ต้องลองฝึกเองค่ะ คุณจะรู้…

นั่นคือ สิ่งที่บีมตกผลึกและได้รับจากการฝึกโยคะหัวเราะมาตลอดค่ะ ยังไม่นับส่วนที่ฝึกแล้วปิดท้ายการ “ฝึกขอบคุณ” นะคะ ไว้จะมาแบ่งปันกันอีกครั้งในอนาคตค่ะ ครั้งนี้ขอแบ่งปันในส่วนที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ก่อน 3 ข้อสำหรับโยคะหัวเราะค่ะ ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้วค่ะว่า แค่หัวเราะ ก็หายเครียดแล้ว

แต่ถ้าคนไม่เคยเรียนรู้และฝึกโยคะหัวเราะ จะยังคงหัวเราะแบบมีเงื่อนไข คือ ต้องรอบางสิ่งมาทำให้หัวเราะ แต่คนที่เรียนและฝึกโยคะหัวเราะ จะสามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรออะไรค่ะ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้มีพลังกลับมาได้เร็ว เพราะ เรารู้สึกว่า เราไม่ต้องรออะไรที่จะทำให้เรามีความสุข เราจะเป็นคนที่มีความสุขง่ายขึ้น แม้ชีวิตจะต้องเผชิญอะไรอยู่ก็ตาม เราจะหัวเราะให้มันและเดินต่อไปได้ค่ะ เราจะไม่เลือกจบชีวิตตัวเองแน่นอน อันนี้การันตี (เพราะถ้าใครอ่านบทความเรื่องหนี้ของบีม จะเข้าใจค่ะว่าไม่ Strong จริง ๆ อาจไม่รอด เพราะ ก็มีแว่บเรื่องจบชีวิตอยู่เป็นบางครั้งก่อนจะฝึกโยคะหัวเราะ แต่พอฝึกแล้ว เจอสถานการณ์ที่ยากที่สุดจริง ๆ มันก็ผ่านไปได้ค่ะ เพราะเราปล่อยวางเร็ว ก็ตามนั้น…มันเป็นแบบนั้นค่ะ)

นอกจากนี้ การหัวเราะ คือ การสั่นและเขย่าตามธรรมชาติ เป็นหนึ่งกลไกที่ร่างกายกำจัดความเครียดออกค่ะ ซึ่งในเด็ก ๆ จะหัวเราะวันละ 300-400 ครั้ง ทำให้พวกเขาไม่มีความเครียดสะสม แต่ถ้าเด็กที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เครียด ก็จะทำให้พวกเขาเติบโตไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองส่วนหนึ่ง และ ถ้าเด็กมีเพียงผู้ใหญ่ 1 คนที่รักและสนับสนุน แม้จะอยู่ท่ามกลางความโหดร้าย ความรักที่บริสุทธิ์จากผู้ใหญ่เพียง 1 คนก็เพียงพอให้เขาเติบโตอย่างเข้มแข็งไปได้ค่ะ

TRE นวัตกรรมการบริหารร่างกายที่ช่วย “ปลดปล่อยความเครียดฝังลึกและสะสมได้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ด้วยกระบวนการธรรมชาติ”

TRE จะทำงานกับระบบประสาทอัตโนมัติ และ สมองส่วนดึกดำบรรพ์ (ก้านสมอง) ซึ่งเป็นส่วนที่ร่างกายจะเก็บสะสมความเครียดเอาไว้ โดยตรง

TRE เป็นการบริหาร 7 ท่า ที่ทำง่าย กระบวนการง่าย แต่สามารถดีท็อกซ์ความเครียดได้ถึงรากเช่นกันค่ะ

บีมเองก็เป็นคนชอบออกกำลังกายมาแต่ไหนแต่ไร เป็นนักกีฬามาตั้งแต่สมัยเรียน เล่นทุกอย่าง และ เมื่อทำงานแล้ว ก็ยังชอบออกกำลังกายและไปซาวน่าหรือสตีมเป็นประจำถ้ามีโอกาสไปได้

ซึ่งการออกกำลังกาย ในตัวมันเอง ก็ช่วยให้มีพลังและความสุขได้จริง ๆ ค่ะ ยิ่งได้อบตัวแล้ว ก็ฟินและผ่อนคลาย

แต่…เมื่อฝึก TRE แล้ว บีมพบความแตกต่างจากการที่เราออกกำลังกายหรือใช้วิธีการผ่อนคลายความเครียดวิธีอื่น ๆ ทั่วไป คือ TRE มันถอนรากถอนโคนความเครียดสะสม โดยที่เราไม่ต้องพยายามไปคิดถึงมัน ไม่ต้องพยายามไปขุดคุ้ย ไม่ต้องพยายามไปแก้ปัญหามัน ซึ่งเวลาที่เราออกกำลังกาย เราจะได้สลายความเครียดที่พึ่งรับมาในปัจจุบันหรือไม่นานมานี้ได้ แต่พวกความรู้สึกผิด ความหลังฝังใจ มันไม่ออกไปไหน มันยังอยู่ และในเวลาที่เรารู้สึกดาวน์ หรือแย่ มันจะวนเวียนมาหาเราใหม่ และดึงให้เราจิตตกไปได้อยู่

นอกจากนี้ TRE จะทำให้เราเข้าสู่ความสงบและมีสติได้อย่างง่ายดายอีกด้วย โดยที่ไม่หลุดล่องลอยไปไหน เป็นสติที่ต้องรู้ตัวตลอดระยะเวลาการฝึก ซึ่งมันจะนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ดีด้วย ซึ่งต่างจากการฝึกสมาธิของบีมที่ผ่านมา ที่ 80% นั้น จะเป็นการฝึกที่เราหลุดไปจากปัจจุบัน แต่เราหลงว่า มันคือความสงบภายใน จริง ๆ แล้วไม่ใช่ … การฝึกที่ถูกต้อง เราจะต้องอยู่ตรงนี้ รับรู้ทุกสิ่ง และมีความเบา ไม่มีตัวตน ซึ่ง TRE สอนให้เรามีตรงนี้ได้ด้วย ทั้งที่เขาเป็นวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ ไม่มีเรื่องจิตวิญญาณมาเกี่ยวข้องเลยในกระบวนการและการสอนค่ะ แต่ได้ผลเรื่องสติ ความสงบ เป็นปัจจุบัน ดีมาก ๆ

นอกจากก็ทำได้ง่าย แค่ 15 นาที และ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอแล้วค่ะ และจะทำให้เรามีความสงบ สมดุล ภายในเพิ่มขึ้น ซึ่งบีมทดลองไม่นั่งสมาธิมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ใช้กระบวนการของ โยคะหัวเราะ การฝึกขอบคุณ และการทำ TRE มาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่าการฝึกนั่งสมาธิและสวดมนต์แต่เพียงอย่างเดียวในมุมที่เราใช้ชีวิตกับความจริงได้ดีขึ้น อยู่กับโลกได้ดีขึ้น บวกมากขึ้น ไม่ใช่สงบและสุขแต่เพียงในช่วงปฏิบัติค่ะ แต่อยู่กับโลกไม่ได้เลยหรืออยู่แล้วก็ยังทรมานเหมือนเดิม แต่ถ้าคุณทำแนวที่ทำอยู่ แล้วได้ผลดีอยู่แล้ว ก็ทำต่อไปได้เลยค่ะ และอาจศึกษาและทดลองทำในศาสตร์ใหม่นี้เสริมเข้าไปดู เผื่อว่าผลลัพธ์อาจจะดีเกินกว่าที่คุณเคยคาดเอาไว้ 🙂

บีมมองว่า การฝึก 3 สิ่งนี้ โยคะหัวเราะ การฝึกขอบคุณ และการทำ TRE น่าจะให้ผลดีสำหรับคนที่รู้สึกว่าการฝึกทางศาสนามันอาจจะยากเกินไป ปฏิบัติไม่ได้จนเลิกไป วิธีที่บีมแนะนำนี้ก็ช่วยได้และให้ผลลัพธ์ดีมาก ๆ เช่นกันค่ะ เพราะในที่สุดแล้ว เราทุกคนเพียงแค่อยากมีชีวิตที่เบา สบาย มีความสุข วิธีไหนที่ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ทำลายคนอื่น ไม่ทำลายตัวเอง บีมว่า มันก็ใช้ได้หมด เมื่อเราสงบสุข คนอื่นก็สงบสุขค่ะ สังคมก็จะสงบสุข วิธีอะไรก็ได้ อย่าไปยึดติดค่ะ ผลลัพธ์คือสุขไปด้วยกันทั้งหมด ก็โอเคแล้ว

ประโยชน์ของ TRE ที่บีมได้รับจากการฝึกต่อเนื่อง และ “ตกผลึก”

  1. TRE จะช่วยให้เราปลดปล่อยความเครียดที่สะสมอยู่อย่างตรงไปตรงมาโดยให้ร่างกายจัดการสั่นออกเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากงานที่เราทำทุกวัน การได้ไปพบเจอคนแย่ ๆ สิ่งแย่ ๆ หรืออะไรก็ตามที่ไปเจอมาในแต่ละวัน แล้วเรารับมา รู้สึกเครียดอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งก่อนหน้าที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ TRE โดยการลงคอร์ส บีมได้เคยฝึกมาบ้าง แต่ก็ยังใช้ไม่ค่อยเป็น แต่พอได้เข้าใจกระบวนการแล้ว และทดลองทำเองดูตามที่โค้ชแนะนำ บีมพบว่า ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตแต่ละวัน การทำงานสร้างความเครียดได้มากเลยค่ะ ถ้าเราต้องอยู่ในความเร่งรีบ ยิ่งไปกันใหญ่ ความคาดหวัง ความกดดัน … พอเรารับพวกนี้มา มันจะมาสะสมในระบบประสาทของเรา ทำให้ระบบประสาทตื่นตัว (ใครที่หลับยาก หลับไม่สนิท ก็คือมีปัญหานี้ล่ะค่ะ ความเครียดสะสมในระบบประสาท ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายทำงานไม่ได้ ต้องตื่นตัวพร้อมหนีหรือสู้ตลอดเวลา) เมื่อบีมรู้สึกว่า เริ่มคิดลบ เริ่มหัวไม่โปร่ง คิดงานไม่ออก บีมจะทำ TRE สั่นเอาความเครียดออกจากระบบประสาท ซึ่งได้ผลดีมากกก มันหายเครียดได้เลยเมื่อครบ 15 นาทีของการทำแต่ละ session ค่ะ มันดีที่เราจัดการความเครียดได้ง่าย ๆ ที่บ้านเลย ไม่ต้องรอเวลาไปออกกำลังกาย ซึ่งก็มีเงื่อนไขมากมายที่ไม่ได้ไปเสียที (ใครมีลูกก็จะเจอปัญหาประมาณนี้เช่นกันค่ะ ยกเว้นมีคนช่วยดูแลลูกและลูกโตแล้ว ดูแลตัวเองได้แล้ว ก็จะไปออกกำลังกายพร้อมลูกได้)
  2. หายเครียดโดยไม่ต้องขุดคุ้ย พูดคุยปัญหา เพราะ ความเครียดและปัญหาที่ผูกกับความเครียดนั้น มันอยู่ในสมองส่วนก้านสมองค่ะ แต่การคิดแก้ปัญหา มันอยู่ในสมองส่วนหน้า (neo-cortex) ดังนั้น ถ้าเราไม่กำจัดความเครียดจากก้านสมองโดยตรง หรือไม่กำจัดความเจ็บปวดที่ฝังลึก เช่น ถูกล้อตอนเด็ก ๆ ปัญหาหย่าร้างของพ่อแม่ที่ส่งผลต่อจิตใจ การใช้ความรุนแรง ถูกละเมิดทางเพศ ฯลฯ ถ้าเราไม่กำจัดออกจากก้านสมอง มันก็จะอยู่แบบนั้น … การพูดคุย การให้คำปรึกษา อาจได้ผล แต่ต้องใช้ยาและใช้เวลานาน แต่ TRE คือ การเชื่อในร่างกายของเราว่าเขาซ่อมตัวเองได้เอง พลังชีวิตเราซ่อมได้เอง และแค่วางใจให้เขาจัดการเองค่ะ บีมชอบมาก ๆ มันง่ายและได้ผลจริง ๆ อารมณ์ที่ผูกกับความเจ็บปวดฝังลึกก็หายไปด้วย ซึ่งจะต้องทำไปเรื่อย ๆ ค่ะ มันก็จะค่อย ๆ ถูกกำจัดออกไปเอง
  3. ความสงบและผ่อนคลายระดับลึกหลังจบการสั่น จะมีช่วงที่เรียกว่า Intregrated ค่ะ เมื่อเราหยุดกระบวนการสั่นแล้ว เราจะต้องนอนนิ่ง ๆ หงายหรือคว่ำก็ได้ สัก 2 นาที โดยจะต้องประคองสติอยู่กับปัจจุบันให้ได้ (ทั้งกระบวนการก็ต้องประคองสติค่ะ) ในช่วงระหว่างนี้ เราจะรู้สึกได้เลยว่า “ผ่อนคลายของจริง” รู้สึกมีแรง มีพลัง ขึ้นมาเต็ม พร้อมจะไปต่อได้เลยค่ะ เขาเรียกว่า เป็น State of Balance คือ จุดสมดุลของตัวเราเอง ที่เราจะมีบุคลิกภาพที่สงบ มั่นคงด้วยภายในที่มั่นคงจริง ๆ มันต่างจากการถูกปลุกพลังจากคนอื่น … อันนั้นไม่ใช่พลังของเรา แต่นี่คือ เราจะรู้สึกเลยว่า เรามีพลังจากภายในออกมาเลย ไม่ต้องให้ใครมาปลุกพลัง แต่เราสามารถสร้างมันได้ด้วยตัวเองจากกระบวนการ TRE นี้ค่ะ และการที่เราได้ทำให้ระบบประสาทสมดุลแล้ว ระบบผ่อนคลายและระบบกระตุ้นทำงานเป็นปกติ ร่างกายจะหลับพักผ่อนยามค่ำคืนดีขึ้น และจะมีพลังเต็มที่ในการทำงานช่วงกลางวันมากขึ้น ทำให้มีความสุขในการใช้ชีวิตและสำเร็จในการทำงานเพิ่มขึ้นจริง ๆ

ใช้ร่วมกันได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

บีมเรียนรู้และฝึกโยคะหัวเราะก่อน TRE ประมาณ 8 เดือน และ ก่อนหน้าเรียนคอร์ส TRE ก็มีฝึกมาบ้างแล้วประมาณ 3 ครั้ง

เมื่อได้เรียนรู้ทั้ง 2 ศาสตร์อย่างลึกซึ้ง และ ตกผลึกเกี่ยวกับ TRE มากขึ้นแล้วก็พบว่า มันเติมเต็มกันได้ดีมาก ๆ

ในส่วนที่ทั้งสองศาสตร์ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน ก็คือ ในส่วนของการ “กำจัดความเครียด” ให้ออกไปได้ในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องรอไปใช้สถานที่ที่ไหน ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมากเลย ตื่นเช้ามา ทำที่ห้องหรือบ้านได้เองเลย และใช้เวลาสั้นมาก ๆ และได้ผลดีเยี่ยมด้านการคลายเครียดและเพิ่มพลังให้จิตใจและร่างกาย และจะต้องใช้วิธีการ grounding พลังงาน คือ การทำพลังงานให้สงบลงในตอนท้ายเหมือนกัน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจกลับสู่จุดสมดุล พร้อมออกไปใช้ชีวิตอย่างมีพลัง มีสติ และภูมิคุ้มกันมากยิ่งขึ้น แก้ปัญหาต่าง ๆ ในทางบวกได้มากขึ้น

ส่วนที่เป็นจุดแข็งของแต่ละศาสตร์ (ที่เป็นสิ่งที่บีมสังเกตได้กับตัวเอง) คือ

  • โยคะหัวเราะ จะเด่นเรื่อง การดีท็อกซ์จิตใต้สำนึก การเปิดจิตใต้สำนึกเพื่อรีโปรแกรมตัวเองต่อเหตุการณ์ที่กระทบเชิงลบ การปล่อยวาง ถ้าได้หัวเราะเป็นกลุ่ม จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ มนุษย์ได้ดีมาก ซึ่งนี่เป็นอาหารทางใจอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ค่ะ เพราะ การทำโยคะหัวเราะ จะเน้นการสบตาด้วย จะยิ่งทำให้รู้สึกเป็นสุขและอิ่มใจ ปลอดภัยมากขึ้น และทำให้เราหายใจได้เต็มปอดมากขึ้น สูบออกซิเจนและคายแก๊สพิษจากปอดได้มากขึ้นมาก ๆ
  • TRE จะเด่นเรื่อง การกำจัดความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกหรือที่ถูกกระทบแรงมากจริง ๆ ที่โยคะหัวเราะอาจจะยังเอาไม่ออกในตอนนั้น หรือตอนที่เราหัวเราะไม่ออกจริง ๆ ใช้ TRE จัดการก่อนได้เพื่อให้เบาลง เพราะอารมณ์ที่ลึกและแรง มันฝังไปที่ก้านสมอง ต้องแก้ที่ระบบประสาทอัตโนมัติเท่านั้น โดยที่ให้ร่างกายจัดการเอง ไม่ต้องใช้ความคิด ไม่ต้องพูดคุยถึงมัน มันจะออกไปเองแบบอัตโนมัติได้เลยค่ะ และเข้าสู่จุดสมดุลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีพลังไปต่อได้เร็วขึ้น

ถ้าวันไหนทำร่วมกัน ทำ TRE ก่อนก็ได้ค่ะ แล้วค่อยมาทำโยคะหัวเราต่อ มันก็จะเบา ๆ ง่าย ๆ สบาย ๆ หัวเราะแบบเบา ๆ ได้มากขึ้น

ทั้ง 2 ศาสตร์ เป็นวิธีจัดการความเครียดที่ ทะลุทะลวง สั้น ง่าย เร็ว ทำได้เอง ประหยัดในระยะยาว สุขภาพดี ป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังและโรคจิตทั้งปวง

ซึ่งโยคะหัวเราะเต็มที่และครบกระบวนการประมาณ 10-15 นาที ได้ผลลัพธ์เท่ากับการวิ่งบนสายพานประมาณ 30 นาที (อ้างอิงจากคู่มือประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ จากมหาวิทยาลัยโยคะหัวเราะ ประเทศอินเดีย) และสามารถทำได้ทุกวันเพื่อเคลียร์อารมณ์ลบตกค้างในจิตใต้สำนึก ไม่ให้สะสมใหม่เพิ่มเติม

ส่วน TRE ก็ใช้เวลาเพียง session ละไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น (สำหรับช่วงของการสั่น) ซึ่งเมื่อฝึกร่างกายไปสักพักแล้ว ระบบการสั่นจะสามารถกลับมาทำงานได้เอง โดยไม่ต้องทำท่าบริหาร 7 ท่าก่อน (ซึ่งตอนนี้บีมมาถึงจุดนี้แล้วค่ะ เชื่อว่าที่มาถึงจุดนี้ได้เร็ว เพราะได้ฝึกโยคะหัวเราะมาก่อนด้วย มันเคลียร์ไปแล้วระดับหนึ่ง) ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ ทำช่วงไหนก็ได้ค่ะ ที่รู้สึกเครียด จะตอนเช้า ก่อนนอน ได้หมด อยู่ที่เราเลยว่าอยากจะสั่นออกตอนไหน

ดังนั้น รวมทั้งหมด ก็ไม่เกิน 30 นาทีถ้าทำร่วมกัน บางวัน ก็สั้นกว่านี้ อยู่ที่ว่าวันก่อนหน้าหรือช่วงนั้น มีความเครียดมากน้อยเพียงใด ซึ่งบีมพบว่า ช่วยให้รู้สึกเบาสบายมาก ๆ ใกล้เคียงกับการได้ไปออกกำลังกายแบบพอดี ๆ (ไม่ฝืนตัวเอง ไม่หนักเกินไป) ประมาณ 30 นาทีเลยค่ะ

ถ้าวันที่ไม่มีการทำ TRE ก็จะหัวเราะ + ขอบคุณเป็นหลักค่ะ ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 15 นาที

สรุปส่งท้าย

โยคะหัวเราะ TRE และ grounding เป็นศาสตร์ใหม่ที่ในเมืองไทยยังไม่มีคนรู้จักมากนักค่ะ แต่เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมานานแล้ว และมีการวางหลักสูตรและการเรียนการสอน การ Certified อย่างเป็นระบบ

เหมาะสำหรับทุกคนที่กำลังซึมเศร้า เครียด หาทางออกไม่เจอ มืดมน สับสน หลงทาง และที่สำคัญคือ ใช้มาทุกวิธีแล้ว … เรียนมาหลายศาสตร์ … เรียนมาหลายโค้ชแล้ว ยังไม่ดีขึ้น หรือ ดีขึ้นชั่วคราว แล้วกลับไปเป็นอย่างเดิมอีก … ชีวิตไม่ไปไหน ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เมื่อได้เรียนและฝึกแล้ว จะกลับมามีพลังชีวิต มีทิศทาง บวกโดยธรรมชาติ แบบไม่ต้องคิด ไม่ต้องไปสะกดจิต สร้างพลังได้ด้วยตัวเองทุกวัน ประหยัดเงินค่าเรียนคอร์สมากมายเลยค่ะ จบ…

หรือปกติชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่า ยังทำอะไรได้มากกว่านี้ อยากเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นดีที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บีมแนะนำเลยค่ะ รับรองว่า ทะลุตัวตนและออกแบบชีวิตได้ตามที่ตัวเองต้องการได้แน่นอน

หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับ โยคะหัวเราะ และ TRE สามารถสอบถามทาง inbox ของเพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ได้เลยนะคะ


ข้อมูลคอร์สของครูเก๋ วรารักษ์ และ TRE โดย คุณ Lori Ann สำหรับผู้สนใจ

26 – 28 ธ.ค. 62 คอร์สประกาศนีบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ (โบนัส : ศาสตร์ซ่อมร่างแบบองค์รวมสไตล์ครูเก๋) https://www.facebook.com/KayMiracles/posts/3146232032084717?__tn__=K-R

11 – 12 ม.ค. 62 2-Day TRE® Immersive Workshop (อยากรู้ลึก รู้จริงและเอาไปทำได้เองที่บ้านแบบเข้าใจและต่อเนื่อง ต้องลงคอร์สนี้ค่ะ เป็นคอร์สที่บีมไปลงเรียนมานี่เอง) https://www.facebook.com/events/2258103490925722/

18 ม.ค. 62 Intro to TRE® Workshop (แนะนำพื้นฐานที่ควรรู้เกี่ยวกับ TRE ทั้งหมดใน 1 วัน) https://www.facebook.com/events/269193897358173/

หนี้ และ กระบวนการแก้ปัญหาหนี้แนวองค์รวม (ตอนที่ 2)

สรุป 7 สาเหตุของการเป็นหนี้ 8* หลัก

(ตอนแรกเขียนไว้ 7 หลักค่ะ มานั่งนับอีกที จริง ๆ 8 หลัก มาแก้ไขวันที่ 18 พ.ย. 62 ช่วงค่ำนะคะ)

จากความเดิมตอนที่แล้ว บีมสรุปให้นะคะว่า สาเหตุของการเป็นหนี้ 7 หลักอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวคืออะไร และจะได้เป็นข้อมูลให้กับผู้อ่านว่า คุณกำลังจะดำเนินไปในทิศทางนี้หรือไม่ค่ะ จะได้ระวัง หยุดเดินเส้นทางนี้ และไปเดินทางที่ถูกต้องแทนค่ะ

การเป็นหนี้และปัญหาการเงิน เกี่ยวกับระดับพลังงานภายในของเรา
ขอบคุณภาพจาก http://omwisdomandwellness.blogspot.com/2015/01/how-to-know-your-vibration-level.html
  1. เมื่อทำธุรกิจไปสักพัก ระดับพลังงานลดระดับลงต่ำ ทำให้อยู่ในคลื่นความถี่ที่ต่ำลง เพราะเริ่มรู้สึกเกลียดตัวเอง รู้สึกผิดกับลูก กับคนที่เรารัก (แต่มันไม่รู้ตัวนะคะ เพราะห่างหายการฝึกสติไปเยอะ) จากภาพนี้ ตอนที่ดูแลคุณยายจนกระทั่งคุณยายเสียชีวิต ความถี่จะขยับขึ้นไปในโซนสูง ความรู้สึกผิดต่อคุณตาหายไปแล้วและมีความรักเต็มหัวใจมากขึ้น แต่ด้วยความที่เรายังมีความรู้สึกเก่า ๆ ที่ไม่ดีตกค้างจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาที่เรายังยึดมันไว้และไม่รู้จะปล่อยออกอย่างไร เช่น รู้สึกผิด รู้สึกกลัว รู้สึกโกรธ รู้สึกไม่ให้อภัย (แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันส่งผลค่ะ) ก็ทำให้เราได้พบสิ่งที่เกือบจะดี แต่ยังไม่ใช่สำหรับเรา 100% แต่ก็เป็นประตูไปสู่ดินแดนใหม่ของชีวิตที่เราฝันถึงมาตลอด คือทำงานอิสระที่บ้านผ่านออนไลน์ ได้มีชีวิตที่ต้องการจริง ๆ มีธุรกิจของตัวเองได้จริง ๆ ได้เขียนหนังสือจริง ๆ แต่มันก็จะขึ้น ๆ ลง ๆ ค่ะ พอมีเงินก็กลัวไม่มีเงิน กลัวเงินหาย และเริ่มยึดชีวิตกับวัตถุ เพราะมองเห็นว่าทำให้ครอบครัวสบาย ความกลัวนี่แหละ ที่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจไม่เคยมี แต่มามีตอนที่มีวัตถุและหลายสิ่งในครอบครองและยึดมาเป็นของเราแล้ว และกลัวเสียมันไป ซึ่งเป็นพลังงานที่ทำลายจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของเราที่ทำให้เรามีปัญหาทุกอย่างกับทุกสิ่งที่เรากลัวได้มากที่สุด ยิ่งเรากลัวเงินหาย แสดงว่าเราเป็นทาสของมัน ทั้งที่มันเป็นวัตถุ แต่เราให้มันอยู่เหนือจิตวิญญาณอิสระที่มั่งคั่งเหลือเฟือ ยิ่งกลัว ยิ่งเป็นทาส และมันจะบงการให้เรามีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานค่ะ
  2. เลือกพาร์ทเนอร์และคนทำงานที่ไม่ใช่ ในช่วงระหว่างนั้น พลังงานของบีมมีพลังความกลัว ความกังวล ความรู้สึกผิด เจือปนอยู่ โดยที่เราไม่ตระหนักรู้ว่ามันส่งผลถึงพาร์ทเนอร์หรือผู้คนที่เราจะได้พบทันที ทุกช่วงของการหาพาร์ทเนอร์ร่วมธุรกิจ ร่วมงาน หรือคนทำงาน และแม้กระทั่งช่วงที่ทำงานด้วยกันแล้ว เราก็จะอยู่บนพื้นฐานพลังงานที่กลัว กังวล อยู่เสมอ กลัวไม่มีเงิน กลัวเงินไม่พอ กลัวทำแล้วจะไม่ได้เงิน กลัวไม่มีเงินจ่ายภาระหนี้และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นแรงผลักดันหลัก พลังงานเช่นนี้ จะทำให้ความคิดของเราสับสนและหลงทาง เลือกเส้นทางและตัดสินใจผิดทุกอย่าง และพลังเช่นนี้ เมื่อส่งออกไป โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน จะทำให้พาร์ทเนอร์ของเราควบคุมเราโดยธรรมชาติ มีหลายอย่างที่เราไม่อยากทำ แต่เราก็เลือกทำ เพราะเรากลัว… เราจะกลายเป็นคนที่สูญเสียจิตวิญญาณของตัวเอง และจะทำให้เราไม่ชอบและเกลียดตัวเอง ซึ่งพลังเช่นนี้ มีแต่จะทำลายตัวเองและรอเวลาที่จะพังเท่านั้น ซึ่งทำให้บีมได้พบแต่พาร์ทเนอร์ที่คอยแต่จะควบคุมเรา หาประโยชน์จากเรา ไม่รักเราจริง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเกิดจากพลังที่ไม่รักและเคารพตัวเองเป็นพื้นฐานค่ะ … ซึ่งเราต้องกลับมารีเซ็ตตัวเองใหม่ รีเซ็ตพลังงานตัวเองใหม่ ปรับคลื่นให้อยู่ในระดับสูง แล้วเราจะอยู่ในระดับที่จะเจอเฉพาะสิ่งที่ดีงามและตรงกับคุณค่าที่เราแสวงหาจริง ๆ
  3. การไว้วางใจให้คนอื่นดูแลเรื่องเงินแทนเรา ด้วยความที่มีภาระงานมากในฐานะของผู้บริหาร จึงมอบหมายให้คนอื่นดูแลการเงินแทนเรา และไม่ได้ตรวจสอบในรายละเอียดเลย นั่นคือความผิดพลาดมหันต์เลยค่ะ! ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราเองนี่แหละ ที่ต้องดูแลเองทั้งหมดก่อน จนกว่าเราจะสามารถเซ็ตอัพระบบตรวจสอบที่เราสามารถดูด้วยตัวเองได้ได้สำเร็จ เราจึงจะมอบหมายให้คนอื่นทำได้
  4. ห่างหายจากการฝึกสติไปนานมาก เพราะ ต้องดูแลลูกด้วย ทำงานไปด้วย แม้เราจะทำงานที่บ้าน แต่ก็ทำเหมือนคนอยู่เมืองใหญ่เลย ยิ่งการทำออนไลน์ คือ การทำแบบ 24×7 ไม่มีวันหยุด การแบ่งเวลาในช่วงสร้างธุรกิจเป็นไปอย่างลำบากมาก ๆ นาน ๆ ครั้งถึงจะได้หยุดไปเที่ยวกับครอบครัว ซึ่งก็ยังจำเป็นต้องหอบงานไปทำ (มันไม่ได้สวยหรูเหมือนที่ถ่ายภาพลงเฟสนะคะ 555 เบื้องหลังคือ การจัดการอะไร ๆ ที่เยอะมาก ๆ) ชีวิตดำเนินไปเหมือนคนตาบอด ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หยุดทบทวนอะไรเลย
  5. มีมากกว่าที่ตัวเองดูแลไหว ด้วยความรู้สึกว่าเรารวยแล้วทำอะไรก็ได้ คิดแต่จะขยายออก และไม่มีโค้ชที่นำทางเราอย่างถูกต้อง และเราเองก็ไปรับความคิดจากพาร์ทเนอร์มาว่า ไม่ต้องเรียนอะไรเพิ่ม ทำเองไปนี่แหละ ก็สำเร็จได้ เราก็ทำ ทำ ทำ ขยาย ขยาย ขยาย จนมีหลายสิ่งมากเกินกว่าที่จะดูแลได้ ตรวจสอบได้ ทำให้เหนื่อยและเครียดเกินจำเป็น และไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย ยกเว้นเรื่องอาหารและการล้างพิษ ที่เราพอทำได้ โชคดีที่เป็นคนที่แทบไม่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ เพราะรู้วิธีทำให้ตัวเองหลับสนิทมาโดยตลอด (เป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิชาธรรมชาติบำบัดที่เอาไว้รักษาสิวนี่ล่ะค่ะ) ตื่นมาก็มีพลังเต็ม แต่ด้วยภาระมากกว่าที่จะดูแลไหว ทำให้หมดพลังเร็วมาก และเหวี่ยงวีนเร็วมาก ๆ กับคนรอบตัว เหมือนหมาบ้าที่พร้อมจะกัดคนที่เรารักตลอดเวลา (แต่กลับพูดดีกับคนอื่น) เป็นจิตที่เหมือนตกนรกทั้งเป็นเลยค่ะ
  6. ไม่รู้จักสังเกตและอ่านสัญญาณให้ดี มีสัญญาณหลาย ๆ อย่างที่บอกเราว่า อะไรที่ไม่โอเค ให้ตัดทิ้งไป เช่น ลูกน้องที่หวังดีกับเรา ตัดสินใจมาบอกเกี่ยวกับคนที่ทำบริษัทเสียหาย แต่เราก็ยังเลี้ยงคนที่ก่อปัญหาไว้ จนในที่สุด ทางพาร์ทเนอร์ก็พบว่า เขาฉ้อโกงเราไปเยอะมาก เงินหายไปเยอะมาก โดยไม่มีหลักฐานเอาผิดได้เลย ทำได้เพียงเชิญออกเท่านั้น และยังมีอีกหลายอย่างที่เข้ามาบอก แต่เรามองไม่เห็นเอง และยังไม่เชื่อสัญญาณภายในที่ส่งมา ทำให้ถลำลึกไปเรื่อย ๆ จนล้ำลงในที่สุดจริง ๆ
  7. แก้ปัญหาหนี้ผิดวิธี เพราะด้วยความกลัว ความกังวล ความเครียดสะสมมานานจนทำให้เป็นซึมเศร้าแบบไม่รู้ตัว ทำให้มองทุกอย่างบิดเบือนไปหมด เอาเงินเป็นที่ต้ัง ทำให้บีมต้องจมอยู่กับปัญหาอยู่หลายปีก่อนพบทางออก ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาเรื้อรังสะสม (เหมือนปัญหาสิวเลย) ซึ่งพบว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ จิตที่เป็นอิสระจากวัตถุและความกลัว ความกังวลต่างหากที่จะแก้ปัญหานี้ได้จริง ๆ ไม่ใช่หาเงินเอามาแก้ปัญหาเงิน แบบนั้นมันจะไม่หลุด และบีมก็ค้นพบว่า วิธีแก้ปัญหาหนี้เรื้อรัง ก็คือวิธีแก้ปัญหาสิวเรื้อรังนั่นแหละ เอามาใช้ด้วยกันได้เลย

สรุปส่งท้ายตอน

สำหรับการแบ่งปันในตอนนี้ เพื่อที่จะชี้ให้ทุกท่านเห็นประเด็นสำคัญต่อไปนี้ค่ะ

  • อ่านแล้วลองทบทวนชีวิตดูว่า เหตุแห่งการเป็นหนี้ของคุณนั้น แท้จริงแล้วคืออะไร ลองเอาไปเทียบเคียงกับสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญอยู่ ถ้าจุดไหนที่ตรงกับที่เขียน ให้ตระหนักรู้ว่า กำลังมีปัญหา แล้วเริ่มทบทวนดูว่าจะต้องทำอะไรต่อไปเพื่อออกจากจุดนั้นให้เร็วที่สุดค่ะ เพื่อไม่ให้มันดำเนินไปยังจุดที่ยากกว่านี้
  • การที่บีมขึ้นจุดพีคสุด ลงต่ำสุด รอด และกลับขึ้นมาใหม่ได้ในแง่ของสติ ปัญญา และพลังชีวิต บีมได้ตกผลึกเหตุของความร่ำรวยและเหตุแห่งความยากจนแล้วค่ะ มันอยู่ที่ ระดับพลังงานของเราตามภาพที่ลงไว้ให้เลย และอยู่ที่การเรียนรู้ธรรมชาติของเงิน วิธีบริหารจัดการเงิน การมีจิตอิสระเหนือวัตถุทั้งหลายรวมทั้งเงิน มีแค่นี้ … ซึ่งจะขยายความในบทต่อ ๆ ไปนะคะ รอติดตามกันค่ะ ว่าระดับพลังงานภายในนี้ส่งผลต่อการเงินที่เป็นชีวิตภายนอกของเราอย่างไร
  • สติ การตัด การละ การทบทวนชีวิต การมีจิตอิสระ คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้รอดพ้นจากเหวแห่งหนี้ค่ะ ไม่ใช่การหาเงินเพิ่ม … ซึ่งนั่นเป็นเพียงวิธีการที่จะต้องทำตามมา แต่ภายในเราต้องพ้นก่อน…

หนี้ และ หลักแก้ปัญหาหนี้แนวองค์รวม (ตอนที่ 1)

หลังจากที่ลังเลอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม แต่รู้สึกว่า “ต้องเขียน” เพราะจะมีประโยชน์หลายอย่างจากการแบ่งปันนี้ กับทั้งผู้ที่กำลังมีปัญหาสิวและไม่มี

ในยุคนี้ ปัญหาทุกมิติของผู้คน หลัก ๆ แล้วเกิดจากความเครียด (และอีกส่วนหลักคือการใช้ชีวิตตามแนววัตถุนิยมและกิเลสนิยม) สำหรับความเครียดหลัก ๆ ของคนก็คือ เรื่องเงินไม่พอใช้และหนี้สิน

สำหรับตัวบีมเองแล้ว มันคือสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นสิวระลอกที่สองหลังจากที่รักษาหายไปแล้วด้วยแนวธรรมชาติ และยังทำให้เป็นซึมเศร้าอีกด้วย (แบบไม่รู้ตัว)

ดังนั้น การเขียนแบ่งปันประสบการณ์เรื่องนี้ในฐานะของคนที่เคยผ่านจุดยากลำบากที่สุดของปัญหานี้ และสามารถกลับมามีพลังเดินต่อได้แล้ว บีมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านที่กำลังเผชิญปัญหานี้ค่ะ อย่างน้อย อาจจะช่วยลดความเครียดลง อย่างมาก ก็อาจจะได้แนวคิดและแนวทางไปประยุกต์ใช้เพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธีได้ด้วย

ในบทความนี้ ขอเล่าย้อนไปถึงสภาพการณ์และสาเหตุของการเป็นหนี้ก่อนนะคะ

จริง ๆ แล้ว โดยธรรมชาติของบีม เป็นคนที่ชอบพึ่งตัวเอง ไม่ค่อยหยิบยืมอะไรจากใคร และจากการที่มีตัวอย่างที่ดีคือ คุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเป็นข้าราชการครูมาตลอดชีวิต ท่านมีความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง แม้ครอบครัวจะมีฐานะปานกลางและมีหนี้สินของข้าราชการ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เคยทำอะไรที่ทุจริตนอกศีลธรรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่น้ำใจที่แบ่งปันและช่วยเหลือผู้คนตลอดเวลา ช่วยเท่าที่เรามีและไม่เดือดร้อน

หลังจากที่เรียนจบ บีมก็หางานทำ เป็นพนักงานประจำเหมือนคนทั่วไปในช่วงอายุ 22 – 24 ปี ก็ทำงานรับเงินเดือน ช่วงระหว่างที่ทำงาน ก็ไม่เคยทำบัตรเครดิตเลย คือ จะใช้เงินสดอย่างเดียว และคงเป็นโชคดีว่า บีมไม่เคยอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำบัตรเครดิตได้ด้วยค่ะ 555 รอดพ้นมาได้ และพอมีเงินเดือนมาก ก็ไม่ได้คิดจะทำเหมือนกัน เพราะอยากเก็บเงินสดมากกว่า

แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ก็ไม่เคยเรียนรู้เรื่องการเงิน การบริหารจัดการเงิน ทำรายรับรายจ่ายบ้าง แต่ไม่ตลอดรอดฝั่ง แต่ก็จัดสรรปันส่วนได้ดี ไม่เคยมีปัญหาที่จะต้องไปหยิบยืมใคร แต่ถ้าช่วงไหนเดือดร้อนจริง ๆ ก็จะขอความช่วยเหลือจากที่บ้านค่ะ

แต่จะมีปัญหาเยอะ ๆ ตอนที่ทำธุรกิจขายตรงช่วงตอนเรียนมหาวิทยาลัย 1 ช่วง และ ช่วงที่ทำงานประจำอีกหนึ่งช่วง เขาสอนให้เรามีทักษะทางธุรกิจที่ดีมาก ๆ แต่เราเองนี่แหละที่ไม่มีความฉลาดทางการเงิน และด้วยความอยากรวยเร็ว ความโลภที่เป็นพลังอยู่กับเราในตอนนั้น ก็ทำให้หมดเงินไปมากมายกับการซื้อของรักษาตำแหน่ง ซึ่งในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ คุณตาเสียชีวิต เราก็พบความจริงว่า มิตรภาพในธุรกิจเครือข่ายนั้น … มันไม่มีอยู่จริง ทุกคนหวังแต่จะเอาผลประโยชน์จากเราอย่างเดียว … ก็เลยออกมาโดยไม่หันกลับไปอีกค่ะ และตั้งใจว่า จะไม่เอาธุรกิจเครือข่ายอีกตลอดชีวิต (แต่โอเคกับสินค้านะคะ เป็นสมาชิกได้ แต่ไม่ทำธุรกิจแน่ ๆ)

ช่วงอายุ 25 ปี เป็นช่วงที่ต้องถอยชีวิตกลับมาที่ อ.พาน จ.เชียงราย ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง เพราะงานประจำก็ไปไม่รุ่ง มีปัญหาหลายอย่าง และก็รู้สึกอย่างแรงกล้ามากว่า ต้องกลับมาบ้านเพื่อมาช่วยคุณแม่ดูแลโรงสีเล็ก ๆ ที่คุณตาสร้างไว้ (คุณตาเสียไปแล้ว) และคุณยายที่เป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์กำลังนอนติดเตียง ด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลคุณตาที่รักเรามาก ๆ ในช่วงที่ท่านป่วย ไม่สบายหนัก ๆ และช่วงที่ท่านอยู่ในวาระสุดท้ายก่อนเสียชีวิต (เพราะมัวแต่เข้าข้างตัวเองว่า คุณตาจะต้องรอให้เราสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย แล้วเราถึงจะกลับบ้านค่ะ)

ตอนนั้น โชคดีมาก ที่ไม่เคยก่อหนี้เอาไว้เลย กลับบ้านมาพร้อมเงินเก็บ 1 ก้อน คิดว่าจะเพียงพอจนกว่าจะหาลู่ทางทำมาหากินใหม่ ๆ ได้ แต่เปล่าเลย เพราะที่นี่เป็นอำเภอเล็ก ๆ และด้วยตัวเองก็สัญญากับตัวเองแล้วว่า จะไม่ไปไหน จะอยู่ดูแลคุณยาย แม้จะต้องเผชิญกับการต่อสู้ภายในระหว่างการออกไปหางานทำข้างนอกแบบงานประจำ การไปสอบข้าราชการ กับการอยู่บ้านเพื่อดูแลที่บ้านตามที่ตั้งใจ และร้องไห้อยู่หลายครั้ง แต่ในที่สุดแล้ว ความรักที่มีให้คุณยายก็มากกว่า

เลยเป็นที่มาของ “สิวซีเคร็ต” นี่ล่ะค่ะ คือ มันหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว ไม่เหลือความภูมิใจอะไรในตัวเองอีก เลยพยายามจะทำสักอย่างที่กอบกู้ตัวเองกลับคืนมา โดยต้องเป็น “ผู้เชี่ยวชาญอะไรสักอย่างที่แตกต่างและคนจะเข้ามาหาเอง” เพราะตอนที่ทำงานประจำในแผนกสรรหาและว่าจ้างของบริษัทข้ามชาติบริษัทหนึ่ง เราเห็นเลยว่า ขณะที่เราเลือกอะไรไม่ได้เลยในชีวิต และทำงานหนักมาก แต่วิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง บริษัทก็แย่งกันซื้อตัวเป็นว่าเล่นแสดงว่าเราต้องเชี่ยวชาญอะไรสักอย่างที่พิเศษและแตกต่างให้ได้ ก็จะมีคนมาหาเราเองให้ช่วยเขา

และเราก็มีอินเตอร์เน็ต มีแล็ปท็อป (แม้มันจะเก่ามาก ๆ ก็ตาม) มีกล้องฟูจิรุ่นใส่ถ่าน AA และ มีมือถือ Blackberry 1 เครื่อง ก็คิดว่า ก็น่าจะพอใช้ทำอะไรสักอย่างได้ และในที่สุดก็ได้ไอเดียว่าจะทำเรื่องแก้ปัญหาสิวตัวเอง เพราะเป็นมานานมาก ๆ ใช้อะไรก็ไม่เคยหาย และตอนนั้นก็ขับรถไม่เป็น ถ้าจะหาหมอ ต้องขับรถไปตัวเมือง ใช้เวลา 45 นาที ซึ่งไม่อยากรบกวนใครเลย ก็พยายามหาทางที่พึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด ก็ตั้งใจเลยว่า เรื่องอื่นมันแย่หมด แต่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิวนี่ล่ะ!

แล้วก็ได้เป็นสมใจจากความพยายามและตั้งใจที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลในตอนนั้นค่ะ…และชีวิตมันก็เป็นอย่างที่คาดการณ์จริง ๆ คือ ความสำเร็จทุกทางมันก็เร่ิมมา จากตอนแรกคุณแม่ก็เป็นห่วง อยากให้สอบราชการ แต่บีมก็ทำตรงนี้ให้คุณแม่เห็นผลลัพธ์ว่าเราทำแล้วมันโต มันมีรายได้ มันอยู่บ้านได้ มันมีอิสระในการกำหนดชีวิต ทำแล้วมีคนรักเรา คุณแม่ก็เลยยอมให้ทำและไม่พูดเรื่องสอบราชการอีก

ตอนนั้น ก็มีรายได้จากการขายสินค้าเข้ามาเกินเงินเดือนที่เคยได้รับ และทางโรงงานซึ่งตอนนั้นสนิทกันมาก ๆ เขามีความปรารถนาดี อยากให้เราเติบโต ก็แนะนำการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง นั่นก็เป็นครั้งแรกที่บีมได้จับเงินจำนวนมากในเวลาต่อมา ชนิดที่ว่า ใช้ชีวิตได้สบายมาก ๆ เลยค่ะ เป็นลูกค้าเกรด A+++ ของธนาคารทุกที่ statement สวยงาม และบีมไม่เคยจ่ายขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิต รูดเท่าไหร่ จ่ายเต็มตลอด ไม่เคยติดหนี้สินอะไรกับใครเลย

ก็เข้าใจว่าตัวเองน่าจะรวยไม่มีตกแล้ว … แต่มันไม่ใช่แบบนั้น

และจุดนั้นเอง ก็เป็นจุดพลิกผันที่ก่อหนี้เกินตัวไปเยอะมาก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็เตือนแล้ว แต่ไม่ฟัง มันเป็นช่วงที่เหลิงค่ะ อีโก้ใหญ่คับซอย 555 เราถือว่าเราทำสำเร็จ ทำเองได้ เราไม่ฟังใครทั้งนั้น ยกเว้นโค้ชที่เราเคารพรัก ซึ่งมุมมองความคิดของเขา จริง ๆ แล้วแตกต่างจากของเราไปมากพอสมควร แต่ด้วยความที่เราหลงระเริงอยู่ เราเลยมองไม่เห็นความจริงข้อนี้ แม้จะมีสัญญาณเตือนหลายอย่างจากหลายคนแล้ว แต่ก็ไม่กลับมาทบทวน จนกระทั่งมันไปถึงจุดล่มสลายของทุกสิ่งที่สร้างมา (เหลือไว้ให้เราเดินต่อได้ประมาณ 20%)

สรุปเหตุการณ์ในชีวิต

2009 กลับมาอยู่เชียงราย ดูแลคุณยายจนท่านเสียชีวิตในเดือนตุลาคม เขียนบล็อกสิวและมีคนรู้จักติดตามไปแล้ว 3 เดือน และเริ่มหาสินค้ามาใช้เพื่อแนะนำแฟน ๆ ต่อ จนเกิดเป็นกิจการเล็ก ๆ มีรายได้เลี้ยงตัวเองหลักหมื่นต้น ๆ (ยังไม่แซงเงินเดือนสุดท้าย)

2010 มีลูกคนแรก เริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเองชื่อ MarryBeam และจดทะเบียนการค้า เริ่มมีฐานะดีขึ้น พึ่งตัวเองได้หมดทุกอย่าง

2011 – 2013 ช่วงพีคสุด ๆ ของการงาน การเงิน แต่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยโอเคค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เราเริ่มปรับตัวในฐานะพ่อแม่ ความเครียดที่บีมได้รับจากภาระงานที่หนักเกินไป ทำให้มีปัญหากับสามีเกือบตลอด แต่เขาก็ใจเย็นและรักลูกมาก ๆ เลยอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้ 555 และซื้อบ้านที่เชียงรายเป็นหลังแรกด้วยเครดิตตัวเอง 100%

2014 – ย้ายจากบ้าน อ.พาน มาอยู่เชียงราย มีออฟฟิตและหน้าร้านอยู่ห้าแยกพ่อขุน มีตัวแทนอยู่กรุงเทพและปริมณฑล และทุกภาค จึงตัดสินใจเปิดออฟฟิตและหน้าร้านที่วัชรพล กรุงเทพ ที่ตลาดถนอมมิตร ที่อาคารพาณิชย์ใกล้ตลาด รีแบรนด์เป็น MACLEAR และเปลี่ยนแนวทางการทำตลาดตามคำแนะนำของพาร์ทเนอร์ ซื้อบ้านศุภาลัยที่กรุงเทพ เป็นปีที่จ่ายเยอะมาก และไม่ได้อะไรกลับมาเลย เป็นปีที่เครียดมากและเริ่มเกลียดตัวเองและธุรกิจที่ตัวเองสร้างมา และลูกค้าก็หายไปประมาณ 80-90% มีปัญหากับตัวแทนจำหน่าย จนถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งเป็นเรื่องราวใหญ่โต

2015 – บีมกับครอบครัวย้ายไปอยู่กรุงเทพ อยู่ที่ตึกแถวนั้นเลยค่ะ นอนด้านบน ด้วยหวังว่าจะช่วยกู้ให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ แต่ด้วยพลังชีวิตที่เหือดหาย มันก็แย่ลงเรื่อย ๆ และพาให้เราไปเจอธุรกิจเครือข่ายอีกตัวหนึ่งคือ Jeunesse ซึ่งบีมปฏิเสธอย่างแรงตั้งแต่แรก แต่สินค้าดีมาก และสามีที่เกลียดธุรกิจนี้ ศึกษาข้อมูลดูแล้วน่าสนใจในระบบของเขา (ศึกษาจากเว็บบริษัทที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดค่ะ) เลยลองเข้าไปทำดู และก็ลุย ๆ ๆ ทำ แต่ก็พบว่ายิ่งทำให้แย่ลงเรื่อย ๆ ในทุกอย่าง และลูกเริ่มมีปัญหาก้าวร้าวขึ้น และเรารู้สึกผิดมากขึ้น เงินสดก็ไม่เหลือ แทบไม่มีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายเลย บีมเลยตัดสินใจก้าวออกมาก่อน และให้สามีลองทำต่อดูตามที่เขาตั้งใจ เป็นปีที่เจ้าหนี้เริ่มทวงกระหน่ำเพราะขาดส่งหลายอย่าง ความเครียดคูณ 100 ค่ะ และตัวเลขหนี้รวมแล้วก็คือ 8 หลัก คนที่ทำให้เราผ่านทุกความลำบากมาได้ คือ ครอบครัวค่ะ ความรักและความช่วยเหลือที่ครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ที่ช่วยมาตลอดอยู่เบื้องหลัง ทำให้เราผ่านมาได้จริง ๆ …

2016 – กลับมาอยู่เชียงรายจนถึงปัจจุบัน พร้อมภาวะซึมเศร้า (ที่ไม่รู้ตัว ซึ่งไว้จะเล่าถึงสภาวะนี้ให้ในครั้งต่อไปด้วยค่ะ) และเริ่มมีหมายศาลเข้ามาในชีวิต ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

2016 – 2019 เป็นช่วงปีที่พยายามจะฟื้นฟูธุรกิจและรายได้ให้กลับมา โดยพื้นฐานคือพลังซึมเศร้า หมดพลังชีวิต และเอาเงินเป็นที่ตั้ง จึงทำให้วิธีการแก้ปัญหาบิดเบือนไปหมด ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เหมือนจะได้ แต่ก็ไม่ได้เสียที สร้างแล้วหาย สร้างแล้วหาย ยิ่งเพิ่มดีกรีความเครียดและซึมเศร้าจนอยู่ในขีดอันตรายแบบไม่รู้ตัวค่ะ แต่โชคดีที่ไม่แสวงหานิยามของสิ่งที่กำลังเป็น รู้แต่ว่า เครียด แต่มันก็มีโมเม้นต์ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับลูก ทำสมาธิ โชคดีที่อยู่เชียงราย มันยังมีพลังความช้า slow life ที่ช่วยให้เราช้าลงได้ มีสติกลับมาได้ และด้วยการฝึกนั่งสมาธิทุกเช้า ไม่ต่ำกว่า 10 นาทีต่อครั้ง สูงสุดก็เป็นชั่วโมง สวดมนต์บ้าง ก็สร้างพลังสมาธิได้มาก การเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การล้างพิษ ความรักและการช่วยเหลือจากครอบครัว กำลังใจจากลูกค้าและแฟน ๆ ที่รู้จักกันมานาน ก็ทำให้ยังคงไปต่อได้ แม้จะทุกข์ทรมานมากก็ตามค่ะ

2019 – ช่วงเดือน ก.ย. เป็นต้นมา บีมได้ค้นพบความจริงแล้วว่า อะไรคือทางรอดจริงๆ ของปัญหาหนี้ค่ะ พึ่งจะมีพลังชีวิต สติ ปัญญา กลับมาก็ช่วงนี้เองค่ะ ถ้าดูผลงานบีมในช่วงที่บีมลิสต์ให้ในช่วงเป็นหนี้และเจอมรสุมหนัก ๆ กับช่วงตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นมา จะรู้สึกได้ว่า พลังแตกต่างกันมาก สังเกตที่ “ดวงตา” เป็นหลักค่ะ เพราะ แววตาเป็นสิ่งเดียวที่หลอกไม่ได้ และเป็นสิ่งสะท้อนจิตวิญญาณและระดับพลังงานชีวิตของมนุษย์ทุกคนโดยตรง

จากประสบการณ์ที่มีเงินมาก (เรียกว่ารวยได้เลยค่ะ) มาถึงจุดต่ำสุดที่เคยมีรายได้เข้ามาแค่หลักร้อย และต้องไปขึ้นศาล จนกระทั่งถึงได้รับคำสั่งยึดทรัพย์ (อันนี้ไม่เคยเล่าทางสาธารณะ แต่ตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าค่ะ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจครบถ้วน ว่าความเครียดของบีมมันไปถึงระดับไหน ถ้าไปศาลและถูกยึดทรัพย์แล้ว ไม่ต้องพูดถึงค่า เครียดระดับเกิน 100) ให้ชีวิตเป็นวิทยาทานค่ะ ไม่เขียนวันนี้ ไม่รู้จะได้เขียนวันไหนอีก มองแบบนี้ก็สบายใจที่จะเขียนค่ะ 🙂

ติดตามต่อได้ในตอนต่อ ๆ ไป ว่าสิ่งที่บีมตกผลึกเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้แบบองค์รวม ที่แม้ตอนนี้บีมจะยังคงมีหนี้ที่ต้องจัดการอยู่ แต่เมื่อมีพลังชีวิต สติ ปัญญา จิตอิสระ กลับคืนมาแล้ว ก็รู้ได้เลยว่า อยู่บนหนทางที่ถูกต้อง เพราะ หลายสิ่งที่เข้ามาหลังจากที่จิตเราอิสระจากเงินแล้ว มันเป็นหลักฐานยืนยันว่า เราได้เดินเข้ามาในเส้นทางที่ถูกต้องแล้วค่ะ แตกต่างอย่างมากจากวันที่เรายังหลงทางและเป็นทาสของวัตถุและเงินค่ะ ซึ่งอยากแบ่งปันมาก ๆ 🙂

ติดตามกันต่อนะคะ และสามารถแนะนำ แบ่งปันให้เพื่อน ๆ ของคุณมาอ่านไปพร้อม ๆ กันได้ค่ะ บีมเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่าน ได้รับประโยชน์อย่างแน่นอนค่ะ

ถ้าบีมเอาจิตและชีวิตรอดผ่านมาได้ คุณก็ต้องผ่านได้ค่า 🙂

สรุปคอร์ส TRE ศาสตร์เพื่อการขจัดความเครียดชนิดฝังลึก

บีมรับใบประกาศนียบัตร “การเข้าร่วมอบรมคอร์ส TRE” จัดขึ้นโดย https://www.yourfreedomwithin.com โดยคุณ Lori Ann Arsenault และ คุณ​ Yahya Bey ที่โรงแรม Holiday Garden Hotel & Resort จ.เชียงใหม่ วันที่ 2-3 พ.ย. 2562

เกี่ยวกับ TRE

TRE ย่อมาจากคำว่า Tension & Trauma Releasing Exercise เป็นการออกกำลังกายที่จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่เป็นกลไกการ “สั่นออก” ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในมนุษย์ทุกคน เพื่อช่วยระบายความเครียดและพลังงานที่ก่อตัวในขณะที่เครียดออกไปจนร่างกายเข้าสู่สภาวะสมดุลตามปกติที่เรียกว่าภาวะ State of Balance หรือ Homeostasis เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงหรือความเครียดระลอกใหม่ที่จะเข้ามากระทบชีวิตต่อไป คิดค้นโดย ดร.เดวิด เบเซลลี่ (Dr.David Berceli) ที่เผยแพร่ไปแล้วกว่า 67 ประเทศทั่วโลก และมีคนมากกว่า 5 ล้านคนทั่วโลกที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ TRE

ความสำคัญของ TRE ต่อสุขภาพ

จริง ๆ แล้วมนุษย์เราใช้กลไกนี้ต้ังแต่เกิด ซึ่งเราจะเห็นทารกมักจะสั่นขาไปมา ประกอบกับการร้องไห้เมื่อรู้สึกเครียดหรือไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ และกลไกนี้จะยังคงทำงานอยู่จนกระทั่งเราเริ่มโตพอที่จะฟังภาษาและคำสั่งรู้เรื่อง และเราก็ถูกสั่งให้ “หยุดการสั่น” “การร้องไห้” เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นกลไกธรรมชาติในการระบายความเครียดทั้งปวงออกไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการ “สะสมความเครียด” ซึ่งกล้ามเนื้อที่ทำงานตรงต่อระบบการจัดการความเครียดนี้มีชื่อเรียกว่า “PSOAS” (อ่านว่า โซแอส) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ยึดกระดูกสันหลังส่วนเอวถึงโคนขา ตามภาพนี้ค่ะ

ภาพจาก https://naturalhealthcourses.com/2016/06/psoas-the-muscle-of-the-soul/

ซึ่งการฝึก TRE คือ การกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนนี้ให้กลับมาทำงานอีกครั้ง โดยจะมีท่าบริหารทั้งหมด 7 ท่าง่าย ๆ ด้วยกัน และการบริหารกล้ามเนื้อส่วนนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนล่างหรือก้านสมอง (Brain Stem) ซึ่งเป็นสมองส่วนดึกดำบรรพ์ที่สุดที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดและระบบประสาททั้งหมด โดยที่ไม่ต้องผ่านการคิด และ ความเจ็บปวดทั้งหลาย (trauma) ที่ประทับฝังอยู่ในจิตใจของเรา ก็ประทับอยู่ในสมองส่วนนี้นั่นเอง

กระบวนการที่เกี่ยวกับความอยู่รอดโดยที่ไม่ต้องผ่านการคิดได้แก่ การหายใจ การย่อยอาหาร การบีบเต้นของหัวใจ เป็นต้น

TRE จึงเป็นกระบวนการ “ปลดปล่อย” ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก ที่ต้องจัดการในระบบประสาทและที่ก้านสมองเท่านั้น

ซึ่งการไปแก้ที่สมองส่วนหน้า Neo-Cortex หรือสมองส่วนมนุษย์ที่เกี่ยวกับการคิด เหตุผล จินตนาการ และ สมองส่วนกลาง Limbic System ซึ่งเป็นสมองส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึก ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้

ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพ

เราได้เรียนรู้มาจากข้อมูลจำนวนมากแล้วว่า ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร ซึ่งจากข้อมูลระดับสากล แพทย์ทุกศาสตร์ที่แม้จะมีแนวทางที่แตกต่างกันไป ต่างลงความเห็นไปทางเดียวกันว่า “ความเครียดคือเพชรฆาตอันดับหนึ่งสำหรับผู้คนในยุคนี้” ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคเรื้อรังชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง มะเร็ง อัมพาตย์ ฯลฯ จนกระทั่งส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้าที่เป็นมากขึ้น การตัดขาดจากสังคม การเกิดอาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่รุนแรงและแปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ เป็นต้น

แต่ในบทความนี้ บีมจะกล่าวเฉพาะเจาะจงถึงความเครียดที่ส่งผลให้เกิดสิวชนิดเรื้อรัง เพราะเมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับ TRE แล้ว บีมจึงตกผลึกว่าความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกที่บีมมีส่งผลต่อสิวและผิวได้อย่างไร โดยบีมจะขอยกเคสของตัวเองเลยนะคะ ทุกคนจะได้เห็นภาพเข้าใจง่าย ทั้งความเครียดและความเจ็บปวดที่สะสมตลอดมา และ ระหว่างขั้นตอนการทำ TRE มันออกมาเป็นอย่างไร และเราจะต้องไปต่ออย่างไร

ความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกของบีม

บีมเริ่มรักษาสิวด้วยแนวธรรมชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 และสิวหายไปแล้วรอบนึง แต่ประมาณปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา การมีลูก 2 คน กับภาระงานและเงินที่มากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายสะสมสารเคมีจากความเครียดจำนวนมาก และ มาพบกับวิกฤติทางการเงินของครอบครัวอีกซ้ำเข้าไปอีกประมาณปี พ.ศ. 2557 และ พอหาทางออกยังไม่ได้ ก็เกิดความเครียดสะสมเข้าไปอีก โดยไม่ได้ระบายออกเลย และถูกซ้ำไปด้วยบาดแผลทางจิตใจอีกหลายอย่างที่เป็นผลมาจากกระทำจากฝ่ายเจ้าหนี้บางราย และรวมไปถึงการถูกปฏิเสธจากผู้คนมากมายหลังจากที่เราประสบปัญหาภาวะทางการเงิน ก็วนหลูบอยู่แบบนั้นเรื่อยมา จนกลายเป็นซึมเศร้าแบบไม่รู้ตัว (พึ่งมารู้ตอนหายแล้วนี่ล่ะค่ะ 555 เพราะไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับภาวะนี้ตอนที่มีข่าวดาราจบชีวิตตัวเองเพราะภาวะนี้ เลยกลายเป็นโชคดีเพราะเราไม่เคยกินยารักษาเลย และได้รับความรักเยียวยามาตลอด)

และยังมีร่วมกับภาวะความเครียดแบบหมดแรงสงสาร ซึ่งด้านล่างจะมีรายละเอียดค่ะ

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีตเก่า ๆ อีกมากมาย ซึ่งบีมได้เรียนรู้จากในคอร์ส TRE ว่า ความเครียดมีหลายระดับดังนี้ค่ะ

  1. ความเครียดฉับพลัน (acute stress) คือ เกิดจากความกดดัน ความคาดหวัง พบการเปลี่ยนแปลง จะเกิดแป๊บเดียว เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็หายไปได้
  2. บาดแผลทางใจ (trauma) มักจะเป็นเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุที่เคยเกิดกับเรา ของบีมจะเป็นแขนขวาหักจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้ม หรือ การที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรง คำหยาบคาย การด่าทอ การถูกล้อเลียน การถูกปฏิเสธอย่างรุนแรง การถูกกระทำทารุณทางเพศ การถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ การประสบภัยพิบัติ ฯลฯ
  3. บาดแผลทางใจที่เกิดจากการฟังหรือรับรู้เรื่องขมขื่นของคนอื่น (Vicarious Trauma) เช่น เวลาที่เราได้ยินข่าวร้าย ข่าวลบ ข่าวฆาตกรรม ข่าวภัยพิบัติ ยิ่งตอนที่เมืองไทยมีสึนามิ บีมดูข่าวซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ จนเก็บมาฝันอยู่หลายปี แบบนี้เป็นต้นค่ะ มันไม่ใช่เรื่องของเรา แต่เราเก็บมาเครียด
  4. อาการหมดแรงสงสาร (Compassion Fatigue) ซึ่งมักจะเกิดกับบุคคลที่มีอาชีพต้องช่วยเหลือดูแลผู้อื่น เช่น หมอ พยาบาล ที่ปรึกษา ที่โดยธรรมชาติแล้ว กลุ่มนี้จะมีธรรมชาติที่อยากช่วยเหลือคนอยู่แล้ว และมีความสุขในการได้ช่วยเหลือ แต่เมื่อทำไปนาน ๆ และไม่ได้ระบายออก จะทำให้เกิดความเครียดสะสม และทำให้รู้สึกอยากแยกตัวเองออกมา ไม่อยากทำงานที่เคยทำ รู้สึกอยากช่วยคนน้อยลง ซึ่งถ้าใครที่ติดตามบีมมาตั้งแต่ต้นคือ 10 ปีที่แล้ว จะเห็นช่วงที่มีภาวะนี้ชัดเจนในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2562 (ต้นปี ก่อนเจอโยคะหัวเราะ TRE และศาสตร์บูรณาการของครูเก๋ วรารักษ์) เพราะบีมจะเขียนและอัดคลิปสื่อออกแบบนี้มาโดยไม่รู้ตัว (ก็พึ่งรู้นี่ล่ะค่ะว่าเป็นความเครียดรูปแบบหนึ่ง :))
  5. ความเจ็บปวดหลังจากเหตุการ์ที่เจ็บปวด (Post Traumatic Stress) ก็จะต่อเนื่องมาจากข้อ 2. แต่มันจะเล่นเหมือนเทปซ้ำ ๆ อยู่ในใจเรา จะพยายามนั่งสมาธิ ให้อภัย คิดบวก มันก็ยากมากที่จะทำให้หายไป อย่างน้อยก็ได้รู้ตัว มีสติ ไม่เอามันมาเป็นของเรา แต่มันไม่ไปไหน มันยังอยู่ตรงนั้น เพราะมันฝังไปในระบบประสาทเรียบร้อยแล้วนั่นเอง (ที่ก้านสมอง)

พอได้เรียนรู้แบบนี้แล้ว จึงได้เข้าใจเลยว่า ทำไม “บีมยังคงเป็นสิวขับพิษเยอะทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนว กราม และ ขมับ เมื่อเวลาที่มีการล้างพิษ” เพราะ สารพิษจากความเครียดมากมายสะสมอยู่ในตัวและเมื่อมันไม่ได้ถูกระบายออกไปเลย ก็ย่อมต้องผลิตสารพิษออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราอยู่ในภาวะ “สู้/หนี” (flight / fight) ที่อะดรีนาลีน คอร์ติซอล และ โอปิออยด์ หลั่งตลอดเวลา และบางครั้งเมื่อเครียดมาก ๆ ร่างกายก็จะ freeze ระบบตัวเองไปเลย คือ อยากแยกจากสังคม กลายเป็นคนนอนเยอะ พลังหมดเร็ว ซึ่งเป็นกลไกการรับมือกับความเครียดโดยระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายเพื่อให้เรายังคงอยู่รอดค่ะ

และเมื่อได้ทำโยคะหัวเราะร่วมกับ TRE แล้วก็พบว่า สิวโซนที่เป็นปัญหาที่ยังไม่หายและจะมาทุกครั้งเมื่อเครียด คือ แนวกราม คาง ก็ลดลงไปมาก ๆ ด้วยค่ะ ซึ่งมันยังไม่หายขาด เพราะมันต้องจัดการที่หลอดเลือดร่วมด้วย คือ ต้องล้างหลอดเลือดและน้ำเหลืองให้สะอาด ก็ใช้สมุนไพรช่วยด้วยค่ะ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ชัดเจนมาก ๆ แก้ได้ตรงจุดเป๊ะเลยจริง ๆ (เพราะปกติก็ดีท็อกซ์และดูแลอาหารอยู่แล้ว แต่มันไม่หายขาดนะคะ ซึ่งถ้ากินอาหารบางอย่างหรือเครียดปุ๊บ มันมาทันที ซึ่งพอทดลองทำแบบนี้ คือ ทุกอย่างดูแลตามปกติ แต่เพิ่ม โยคะหัวเราะวันละ 10-15 นาที ทำ TRE และสมุนไพรล้างหลอดเลือดและน้ำเหลือง ผลที่ได้คือคุณภาพผิวที่ดีกว่าทุก ๆ วิธีที่เคยทำมาค่ะ และเห็นโอกาสหายขาดแบบ 100% ได้เลย โดยที่ไม่ต้องพยายามไปคิดบวกหรือสั่งมัน ทำแค่นี้ ร่างกายจิตใจเราจะสะอาด แข็งแรง ผิวก็ใสไปโดยธรรมชาติเอง

ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อผิวและสิวโดยตรงเพราะ

  1. มันจะทำให้สมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) ถูกกระตุ้นและทำงานตลอดเวลา ซึ่งสมองส่วนนี้จะทำงานเกี่ยวกับการส่งสัญญาณเตือนภัยให้ร่างกายโดยตรง เมื่อรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย ซึ่งเมื่อความเครียดยังฝังอยู่ในร่างกาย มันก็จะถูกกระตุ้นอยู่แบบนั้น ทำให้ส่งสัญญาณให้ร่างกายต้องสู้หรือหนีตลอดเวลา (ไม่สามารถสงบได้เลย)
  2. ส่งผลให้ร่างกายผลิตอะดรินาลีน คอร์ติซอล และโอปิออยด์ ในระดับต่ำตลอดเวลา ซึ่งอะดรินาลีน จะไปขยายหลอดเลือด ทางเดินหายใจ เพิ่มสมาธิจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า คอร์ติซอลจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูงขึ้น ดูเหมือนคนที่คอยระแวดระวังภัยตลอดเวลา สายตาที่หวาดระแวง ไม่ไว้ใจ และทำให้ร่างกายกักเก็บของเหลว น้ำตาลในเลือดสูง ส่วนโอปิออยด์ จะกดทับการรับรู้ถึงความเจ็บปวด ทำให้ทนทานต่อความเจ็บปวดได้นานขึ้น
  3. เมื่อสารเคมีเหล่านี้วนอยู่ในร่างกายตลอดเวลา จึงส่งผลให้ระบบฮอร์โมนแปรปรวน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเบาหวาน น้ำตาลในเลือดแกว่ง โรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันสูง และแน่นอนว่า สิวก็คือหนึ่งในภาวะของโรคเรื้อรังกลุ่มนี้นี่เอง ซึ่งมีคนเคยกล่าวได้ว่า “สิวก็คือเบาหวานที่ขึ้นบนใบหน้า” ภูมิคุ้มกันที่ลดต่ำลง ส่งผลให้ผิวติดเชื้อง่าย สิวและรอยสิวจึงหายยาก หายช้า ถ้าปล่อยไว้ ก็จะมีแต่ทำให้ผิวอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เป็นสิวเรื้อรังเพราะไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคได้และขยายวงอักเสบไปเรื่อย ๆ

การฝึก TRE จะช่วยแก้ปัญหาสิวได้อย่างไร

การฝึก TRE จะช่วยกำจัดความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกที่สะสมอยู่ในระบบประสาทให้หมดไป และป้องกันไม่ให้ความเครียดใหม่สะสมเข้ามา ส่งผลให้ระบบประสาทของเราผ่อนคลายกลับมาอยู่ในสมดุลหรือที่เรียกว่า State of Balance

เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ ระบบการสั่นความเครียดออก จะกลับมาทำงานอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องบริหารให้ครบ 7 ท่า อาจจะนอนแล้วสั่นออกเองได้เลย

ในภาวะที่ว่างจากความเครียดนี้ จะช่วยให้ระบบผ่อนคลายกลับมา ในระบบผ่อนคลายหรือพาราซิมพาเธติกที่กลับมาสมดุลนี้ จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ระบบขับถ่ายดีขึ้น การนอนหลับดีขึ้น ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น มั่นคงภายใน สมองโล่ง เห็นทางออกของปัญหาได้มากขึ้น และสารเครียด คือ อะดรีนาลีน คอร์ติซอล และ โอปิออยด์ ที่สลายไป จะทำให้น้ำตาลในเลือดกลับมาสู่ภาวะปกติ การหมุนเวียนของของเหลวในร่างกายเป็นปกติ (เป็นเหตุของน้ำเหลืองเสียคั่ง และกลุ่มสิวซีสต์ที่ไม่มีหัว – ความเห็นส่วนตัวของบีม) ทำให้สิวหาย หน้ามันน้อยลง ทุกอย่างกลับสู่โหมดปกติ สิวที่แนวกรามที่เกิดจากความเครียดและฮอร์โมนทำงานผิดปกติ จะค่อย ๆ ลดลงและหายไป (เมื่อความเครียดและความเจ็บปวดที่ฝังลึกถูกสลายไปหมดแล้ว)

การนั่งสมาธิจะสามารถทำให้เข้าสู่ภาวะนี้ได้หรือไม่?

ขออธิบายด้วยทฤษฎีโพลีเวกัลที่ว่าด้วยระบบการตอบสนองต่อสิ่งกระทบ 3 ระดับ จากระบบประสาทอัตโนมัติ ดังนี้ คือ (ระบบประสาทเวกัสเป็นระบบหลักของระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกาย ที่เกี่ยวกับการอยู่รอดของเรา ประกอบด้วย 80-90% ของเส้นประสาทรับความรู้สึก)

  1. ระบบประสาทเวกัสส่วนล่าง (Ventral Vagal Complex)
  2. ระบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System)
  3. ระบบประสาทเวกัสส่วนบน (Dorsal Vagal Complex)

อธิบายให้เข้าใจแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ คือ เมื่อเรารู้สึกปลอดภัย เราจะอยู่ในโซนการทำงานของระบบประสาทเวกัสส่วนล่าง ทำให้เราเป็นคนที่เป็นมิตร มีความเห็นอกเห็นใจ มีความเบิกบาน มีความรักในหัวใจ พร้อมแบ่งปัน และอยากเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนมนุษย์

เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกกังวล เครียด กลัว โกรธ ระบบประสาทซิมพาเธติกจะทำงาน เป็นปฏิกิริยาของการสู้หรือถอยหนี ซึ่งจะเกิดการถอยหนีก่อน แต่เมื่อจำเป็น หนีไม่ได้แล้ว ก็จะต้องสู้

แต่เมื่อไม่สามารถสู้ได้แล้ว … ก็จะปิดระบบเหมือนกับตาย (เคยเห็นสัตว์แกล้งตายไหมคะ) หรือตอนที่ใครกลัวอะไรมาก ๆ ก็เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ หรือตอนที่เราเจ็บปวดมาก ๆ เราอยากปิดประตูอยู่แต่ในห้องมืด ๆ อยากนอนเฉย ๆ ไม่อยากรับรู้อะไร ซึ่งจุดนี้จะเป็นระบบที่ช่วยเซฟพลังงานให้เหลือไปหล่อเลี้ยงเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น เช่น การหายใจ เป็นต้นค่ะ ระบบประสาทส่วน เวกัสส่วนบนจะทำงาน

ภาพจาก https://vivifychangecatalyst.wordpress.com/2016/10/06/polyvagal-theory-fight-freeze-or-engage/

จากการเรียนในคอร์ส workshop และเทียบเคียงกับประสบการณ์ที่เคยนั่งสมาธิมานานหลายปีทุกวัน บีมเข้าใจแล้วว่า การนั่งสมาธิหากไม่มี “สติรู้ตัว” หรือ mindfulness อยู่ในนั้น จะทำให้เราอยู่ในภาวะ freeze เป็นภาวะที่เราจะหลุดลอย ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมไปโดยสิ้นเชิง คือ ส่วนของระบบประสาทเวกัสส่วนบน ซึ่งจะพบว่า เมื่อเรากลับมาใช้ชีวิตประจำวัน เราก็ยังคงจะหลุด เราจะไม่สามารถมีสติ ไม่สามารถแสดงความรัก ความเห็นใจ ความอดทน ความเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์และโลกใบนี้ได้ คือ มันสงบในสมาธินั้น แต่มันอยู่กับโลกไม่ได้ ….

ดังนั้น ใครที่ต้องการฝึกสมาธิ หรือ โยคะ ก็ต้องระวังการหลุดโลกหรือภาวะ freeze นี้ ต้องมีสติรู้ตัว เรียกว่า ให้ฝึก mindfulness จะดีกว่าค่ะ ระบบประสาทเวกัสส่วนล่างที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลกได้ อยู่กับโลกได้ มีความเห็นอกเห็นใจ กล้าสบตาเพื่อนมนุษย์ ก็จะทำงาน เป็นจุดที่เราจะรู้สึกว่า เป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ของตัวเอง ในขณะที่ก็รับรู้ความเป็นไปของโลกนี้โดยไม่ถูกกระทบให้กระเทือนได้ด้วย

แต่คุณลอรี่ แอน ผู้ฝึกสอน TRE ก็บอกว่าเรา เราไม่ได้ฝึก TRE เพื่อให้เราอยู่ในภาวะนี้ตลอดเวลา แต่การฝึก TRE ทำให้เราตระหนักรู้ตัวเองมากกว่าเคย … เราจะเข้าถึงความสงบที่ยังคงเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ได้อยู่ เราจะรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และมีความรักจากภายในออกมา เป็นอิสรภาพภายในที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการจริง ๆ ตามชื่อบริษัทเลยค่ะ Freedom Within 🙂

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน บีมจะฝากคลิปไว้ 3 คลิปนะคะ ว่า TRE คืออะไร และ วิธีฝึก ฝึกอย่างไร และ ความประทับใจของคุณจอห์นนี่ อันวา ต่อการฝึก TRE ค่ะ

TRE คืออะไร?
ตัวอย่างการฝึก TRE

สำหรับความประทับใจของคุณจอห์นนี่ อันวา คลิกดูที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/YourFreedomWithin/videos/654634035063506/?t=25

ข้อควรระวังในการฝึก TRE

TRE แม้จะเป็นการออกกำลังที่ง่าย มีเพียงไม่กี่ท่า แต่ในกระบวนการสั่นความเครียดและความเจ็บปวดออกนั้น จะมีภาวะต่าง ๆ เช่น ภาวะการท่วมท้น บางคนอาจหัวเราะ ร้องไห้ กรีดร้อง หรือภาวะการหยุด คือ freeze หรือการหลุดลอยออกไป ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องก่อนที่จะนำไปฝึกด้วยตัวเอง

มีข้อจำกัดในการใช้ TRE ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ใช้ยาบางประเภท ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกกับ Certified Trainer หรือ Provider ก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถไปฝึกเองต่อได้จนกว่าจะเข้าใจกระบวนการทั้งหมดและดูแลสิ่งที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

และการฝึกมากเกินไป อาจส่งผลตรงกันข้ามคือ แทนที่จะสงบ ปลอดภัย และเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์ ก็รู้สึกแกว่ง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ถูกกระทบกระเทือนง่าย เป็นต้น

ดังนั้น การเรียนรู้วิธีทำอย่างถูกต้องก่อน เป็นสิ่งที่แนะนำมากที่สุดค่ะ

สำหรับในประเทศไทย มีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจาก TRE คือที่นี่ค่ะ https://www.yourfreedomwithin.com/

https://www.facebook.com/YourFreedomWithin/

ภาพบรรยากาศในคอร์สที่บีมไปเรียนค่ะ

เป็นคอร์สที่น่าประทับใจมาก ๆ ค่ะ เพื่อนร่วมคลาสประมาณ 25 คน เป็นชาวต่างชาติที่บินตรงมาเลย อีกส่วนคือชาวต่างชาติที่อยู่ในเชียงใหม่อยู่แล้ว และมีชาวไทยที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ระดับกลางขึ้นไป มีหลายคนที่เคยฝึก TRE กับที่นี่มาอยู่แล้ว แต่ต้องการยกระดับความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น ซึ่งคุณ Lori Ann และ คุณ Yahya ผู้บริหารต้องการเผยแพร่ศาสตร์นี้สู่คนไทยให้มากที่สุด เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์มาก ๆ จากผลลัพธ์ที่ท่านเองได้รับจาก TRE มาโดยเสมอและจากที่ผู้เรียนได้รับในทุกคอร์สและ workshop และกำลังจะเปิดคอร์สที่มีล่ามภาษาไทยเป็นระบบมากขึ้นด้วยค่ะ ติดตามในเพจได้เลยนะคะ :))

ค่าใช้จ่ายในการเรียน

คอร์สนี้ บีมสมัครช่วงลด 50% ค่ะ ชำระเพียง 7,500 บาท เป็นคอร์ส 2 วัน 1 คืน รวมอาหารกลางวัน 1 มื้อ

บีมเลือกพักที่โรงแรมที่เขาจัดคอร์สเลย คือ Holiday Garden Hotel & Resort http://www.holidaygardenhotel.com เขาจะมี 2 เรทราคา คือ 900 และ 1,100 บาท บีมเลือกห้อง 900 บาทค่ะ ราคารวมอาหารเช้า

ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติมระหว่างคอร์สค่ะ

สรุปสิ่งที่บีมได้รับจากคอร์สนี้

  1. ได้เรียนรู้ TRE แบบเจาะลึกจริง ๆ และเข้าใจจริง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ บีมได้เคยทำมาบ้างแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งบีมรู้สึกประทับใจในวิธีการและผลลัพธ์หลังทำที่ชัดเจนในเรื่องความผ่อนคลาย เบา เข้าสู่สมดุลได้เร็ว และยังได้เคยเห็นผลลัพธ์ที่เกิดกับเพื่อนอย่างอัศจรรย์ที่ร่างกายซ่อมตัวเองได้จริงจากวิธีนี้ แต่ไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไร พอมาเรียนก็เข้าใจแบบเต็มที่เลย เพราะมีทั้งภาคทฤษฎีที่จัดเรียงให้พอเหมาะ ไม่มากไป ไม่น้อยไป และมี workshop ให้เราทำในรูปแบบแตกต่างกันถึง 4 ครั้ง ทำให้ได้รับประสบการณ์เพิ่มมากมาย
  2. เราสามารถนำเอาวิชานี้มาใช้ได้เองอย่างปลอดภัยจริง ๆ ทำได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเมื่อมาทำเองแล้ว ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีจริง ๆ ซึ่งทำให้บีมรู้สึกดีมาก ๆ ที่มีวิชากำจัดความเครียดฝังลึกและความเครียดที่พึ่งเกิดขึ้นใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการสะสมความเครียดใด ๆ ในร่างกาย เป็นอีกวิธีที่ป้องกันโรคให้เราได้มาก ๆ
  3. มีเพื่อนใหม่ที่มีแนวทางพัฒนาชีวิตไปทิศทางเดียวกัน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งหลังจากจบคอร์ส เราก็ยังสามารถสานต่องานได้กับบางท่านอีกด้วย หรือ อาจเป็นเพื่อนที่มีอะไรที่เราสนใจที่จะแลกเปลี่ยนกันได้ด้วย เช่นในคอร์ส จะมีนักเขียนท่านหนึ่ง เขียนหนังสือที่น่าสนใจขายใน Amazon เป็นต้น และแต่ละคนก็จะมีการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมีหลายสิ่งที่น่าสนใจ ก็มาติดตามกันต่อในเฟสบุ๊ค
  4. มีครูและโค้ชที่ช่วยชี้แนะเราได้ถูกทาง (คุณ Lori Ann และ คุณ Yahya) ซึ่งคอยซัพพอร์ตเราเสมอ เมื่อเราต้องการ
  5. ได้ฝึกฝนวิชาภาษาอังกฤษ เพราะในคอร์สต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมดเลย ทั้งการฟัง การพูด ได้ทะลุกรอบความไม่กล้าพูด ในที่สุด เราก็รู้ว่าเราสื่อสารได้ดีพอสมควร เกินกว่าที่เราคิดไว้

เป็นคอร์สที่ดีมาก ๆ คอร์สหนึ่งเลยค่ะ ที่ทางผู้สอนได้ตั้งใจจัดเตรียมไว้ให้เราได้เข้าใจ TRE และนำมันไปใช้ได้จริง ๆ และบรรยากาศในการเรียนการสอนก็ดีมาก ๆ แนะนำค่ะ ถ้ามีโอกาส ควรไปเรียนให้ได้สักครั้งนะคะ 🙂