หนี้ และ กระบวนการแก้ปัญหาหนี้แนวองค์รวม (ตอนที่ 2)

สรุป 7 สาเหตุของการเป็นหนี้ 8* หลัก

(ตอนแรกเขียนไว้ 7 หลักค่ะ มานั่งนับอีกที จริง ๆ 8 หลัก มาแก้ไขวันที่ 18 พ.ย. 62 ช่วงค่ำนะคะ)

จากความเดิมตอนที่แล้ว บีมสรุปให้นะคะว่า สาเหตุของการเป็นหนี้ 7 หลักอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวคืออะไร และจะได้เป็นข้อมูลให้กับผู้อ่านว่า คุณกำลังจะดำเนินไปในทิศทางนี้หรือไม่ค่ะ จะได้ระวัง หยุดเดินเส้นทางนี้ และไปเดินทางที่ถูกต้องแทนค่ะ

การเป็นหนี้และปัญหาการเงิน เกี่ยวกับระดับพลังงานภายในของเรา
ขอบคุณภาพจาก http://omwisdomandwellness.blogspot.com/2015/01/how-to-know-your-vibration-level.html
  1. เมื่อทำธุรกิจไปสักพัก ระดับพลังงานลดระดับลงต่ำ ทำให้อยู่ในคลื่นความถี่ที่ต่ำลง เพราะเริ่มรู้สึกเกลียดตัวเอง รู้สึกผิดกับลูก กับคนที่เรารัก (แต่มันไม่รู้ตัวนะคะ เพราะห่างหายการฝึกสติไปเยอะ) จากภาพนี้ ตอนที่ดูแลคุณยายจนกระทั่งคุณยายเสียชีวิต ความถี่จะขยับขึ้นไปในโซนสูง ความรู้สึกผิดต่อคุณตาหายไปแล้วและมีความรักเต็มหัวใจมากขึ้น แต่ด้วยความที่เรายังมีความรู้สึกเก่า ๆ ที่ไม่ดีตกค้างจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาที่เรายังยึดมันไว้และไม่รู้จะปล่อยออกอย่างไร เช่น รู้สึกผิด รู้สึกกลัว รู้สึกโกรธ รู้สึกไม่ให้อภัย (แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันส่งผลค่ะ) ก็ทำให้เราได้พบสิ่งที่เกือบจะดี แต่ยังไม่ใช่สำหรับเรา 100% แต่ก็เป็นประตูไปสู่ดินแดนใหม่ของชีวิตที่เราฝันถึงมาตลอด คือทำงานอิสระที่บ้านผ่านออนไลน์ ได้มีชีวิตที่ต้องการจริง ๆ มีธุรกิจของตัวเองได้จริง ๆ ได้เขียนหนังสือจริง ๆ แต่มันก็จะขึ้น ๆ ลง ๆ ค่ะ พอมีเงินก็กลัวไม่มีเงิน กลัวเงินหาย และเริ่มยึดชีวิตกับวัตถุ เพราะมองเห็นว่าทำให้ครอบครัวสบาย ความกลัวนี่แหละ ที่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจไม่เคยมี แต่มามีตอนที่มีวัตถุและหลายสิ่งในครอบครองและยึดมาเป็นของเราแล้ว และกลัวเสียมันไป ซึ่งเป็นพลังงานที่ทำลายจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของเราที่ทำให้เรามีปัญหาทุกอย่างกับทุกสิ่งที่เรากลัวได้มากที่สุด ยิ่งเรากลัวเงินหาย แสดงว่าเราเป็นทาสของมัน ทั้งที่มันเป็นวัตถุ แต่เราให้มันอยู่เหนือจิตวิญญาณอิสระที่มั่งคั่งเหลือเฟือ ยิ่งกลัว ยิ่งเป็นทาส และมันจะบงการให้เรามีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานค่ะ
  2. เลือกพาร์ทเนอร์และคนทำงานที่ไม่ใช่ ในช่วงระหว่างนั้น พลังงานของบีมมีพลังความกลัว ความกังวล ความรู้สึกผิด เจือปนอยู่ โดยที่เราไม่ตระหนักรู้ว่ามันส่งผลถึงพาร์ทเนอร์หรือผู้คนที่เราจะได้พบทันที ทุกช่วงของการหาพาร์ทเนอร์ร่วมธุรกิจ ร่วมงาน หรือคนทำงาน และแม้กระทั่งช่วงที่ทำงานด้วยกันแล้ว เราก็จะอยู่บนพื้นฐานพลังงานที่กลัว กังวล อยู่เสมอ กลัวไม่มีเงิน กลัวเงินไม่พอ กลัวทำแล้วจะไม่ได้เงิน กลัวไม่มีเงินจ่ายภาระหนี้และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นแรงผลักดันหลัก พลังงานเช่นนี้ จะทำให้ความคิดของเราสับสนและหลงทาง เลือกเส้นทางและตัดสินใจผิดทุกอย่าง และพลังเช่นนี้ เมื่อส่งออกไป โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน จะทำให้พาร์ทเนอร์ของเราควบคุมเราโดยธรรมชาติ มีหลายอย่างที่เราไม่อยากทำ แต่เราก็เลือกทำ เพราะเรากลัว… เราจะกลายเป็นคนที่สูญเสียจิตวิญญาณของตัวเอง และจะทำให้เราไม่ชอบและเกลียดตัวเอง ซึ่งพลังเช่นนี้ มีแต่จะทำลายตัวเองและรอเวลาที่จะพังเท่านั้น ซึ่งทำให้บีมได้พบแต่พาร์ทเนอร์ที่คอยแต่จะควบคุมเรา หาประโยชน์จากเรา ไม่รักเราจริง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเกิดจากพลังที่ไม่รักและเคารพตัวเองเป็นพื้นฐานค่ะ … ซึ่งเราต้องกลับมารีเซ็ตตัวเองใหม่ รีเซ็ตพลังงานตัวเองใหม่ ปรับคลื่นให้อยู่ในระดับสูง แล้วเราจะอยู่ในระดับที่จะเจอเฉพาะสิ่งที่ดีงามและตรงกับคุณค่าที่เราแสวงหาจริง ๆ
  3. การไว้วางใจให้คนอื่นดูแลเรื่องเงินแทนเรา ด้วยความที่มีภาระงานมากในฐานะของผู้บริหาร จึงมอบหมายให้คนอื่นดูแลการเงินแทนเรา และไม่ได้ตรวจสอบในรายละเอียดเลย นั่นคือความผิดพลาดมหันต์เลยค่ะ! ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราเองนี่แหละ ที่ต้องดูแลเองทั้งหมดก่อน จนกว่าเราจะสามารถเซ็ตอัพระบบตรวจสอบที่เราสามารถดูด้วยตัวเองได้ได้สำเร็จ เราจึงจะมอบหมายให้คนอื่นทำได้
  4. ห่างหายจากการฝึกสติไปนานมาก เพราะ ต้องดูแลลูกด้วย ทำงานไปด้วย แม้เราจะทำงานที่บ้าน แต่ก็ทำเหมือนคนอยู่เมืองใหญ่เลย ยิ่งการทำออนไลน์ คือ การทำแบบ 24×7 ไม่มีวันหยุด การแบ่งเวลาในช่วงสร้างธุรกิจเป็นไปอย่างลำบากมาก ๆ นาน ๆ ครั้งถึงจะได้หยุดไปเที่ยวกับครอบครัว ซึ่งก็ยังจำเป็นต้องหอบงานไปทำ (มันไม่ได้สวยหรูเหมือนที่ถ่ายภาพลงเฟสนะคะ 555 เบื้องหลังคือ การจัดการอะไร ๆ ที่เยอะมาก ๆ) ชีวิตดำเนินไปเหมือนคนตาบอด ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หยุดทบทวนอะไรเลย
  5. มีมากกว่าที่ตัวเองดูแลไหว ด้วยความรู้สึกว่าเรารวยแล้วทำอะไรก็ได้ คิดแต่จะขยายออก และไม่มีโค้ชที่นำทางเราอย่างถูกต้อง และเราเองก็ไปรับความคิดจากพาร์ทเนอร์มาว่า ไม่ต้องเรียนอะไรเพิ่ม ทำเองไปนี่แหละ ก็สำเร็จได้ เราก็ทำ ทำ ทำ ขยาย ขยาย ขยาย จนมีหลายสิ่งมากเกินกว่าที่จะดูแลได้ ตรวจสอบได้ ทำให้เหนื่อยและเครียดเกินจำเป็น และไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย ยกเว้นเรื่องอาหารและการล้างพิษ ที่เราพอทำได้ โชคดีที่เป็นคนที่แทบไม่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ เพราะรู้วิธีทำให้ตัวเองหลับสนิทมาโดยตลอด (เป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิชาธรรมชาติบำบัดที่เอาไว้รักษาสิวนี่ล่ะค่ะ) ตื่นมาก็มีพลังเต็ม แต่ด้วยภาระมากกว่าที่จะดูแลไหว ทำให้หมดพลังเร็วมาก และเหวี่ยงวีนเร็วมาก ๆ กับคนรอบตัว เหมือนหมาบ้าที่พร้อมจะกัดคนที่เรารักตลอดเวลา (แต่กลับพูดดีกับคนอื่น) เป็นจิตที่เหมือนตกนรกทั้งเป็นเลยค่ะ
  6. ไม่รู้จักสังเกตและอ่านสัญญาณให้ดี มีสัญญาณหลาย ๆ อย่างที่บอกเราว่า อะไรที่ไม่โอเค ให้ตัดทิ้งไป เช่น ลูกน้องที่หวังดีกับเรา ตัดสินใจมาบอกเกี่ยวกับคนที่ทำบริษัทเสียหาย แต่เราก็ยังเลี้ยงคนที่ก่อปัญหาไว้ จนในที่สุด ทางพาร์ทเนอร์ก็พบว่า เขาฉ้อโกงเราไปเยอะมาก เงินหายไปเยอะมาก โดยไม่มีหลักฐานเอาผิดได้เลย ทำได้เพียงเชิญออกเท่านั้น และยังมีอีกหลายอย่างที่เข้ามาบอก แต่เรามองไม่เห็นเอง และยังไม่เชื่อสัญญาณภายในที่ส่งมา ทำให้ถลำลึกไปเรื่อย ๆ จนล้ำลงในที่สุดจริง ๆ
  7. แก้ปัญหาหนี้ผิดวิธี เพราะด้วยความกลัว ความกังวล ความเครียดสะสมมานานจนทำให้เป็นซึมเศร้าแบบไม่รู้ตัว ทำให้มองทุกอย่างบิดเบือนไปหมด เอาเงินเป็นที่ต้ัง ทำให้บีมต้องจมอยู่กับปัญหาอยู่หลายปีก่อนพบทางออก ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาเรื้อรังสะสม (เหมือนปัญหาสิวเลย) ซึ่งพบว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ จิตที่เป็นอิสระจากวัตถุและความกลัว ความกังวลต่างหากที่จะแก้ปัญหานี้ได้จริง ๆ ไม่ใช่หาเงินเอามาแก้ปัญหาเงิน แบบนั้นมันจะไม่หลุด และบีมก็ค้นพบว่า วิธีแก้ปัญหาหนี้เรื้อรัง ก็คือวิธีแก้ปัญหาสิวเรื้อรังนั่นแหละ เอามาใช้ด้วยกันได้เลย

สรุปส่งท้ายตอน

สำหรับการแบ่งปันในตอนนี้ เพื่อที่จะชี้ให้ทุกท่านเห็นประเด็นสำคัญต่อไปนี้ค่ะ

  • อ่านแล้วลองทบทวนชีวิตดูว่า เหตุแห่งการเป็นหนี้ของคุณนั้น แท้จริงแล้วคืออะไร ลองเอาไปเทียบเคียงกับสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญอยู่ ถ้าจุดไหนที่ตรงกับที่เขียน ให้ตระหนักรู้ว่า กำลังมีปัญหา แล้วเริ่มทบทวนดูว่าจะต้องทำอะไรต่อไปเพื่อออกจากจุดนั้นให้เร็วที่สุดค่ะ เพื่อไม่ให้มันดำเนินไปยังจุดที่ยากกว่านี้
  • การที่บีมขึ้นจุดพีคสุด ลงต่ำสุด รอด และกลับขึ้นมาใหม่ได้ในแง่ของสติ ปัญญา และพลังชีวิต บีมได้ตกผลึกเหตุของความร่ำรวยและเหตุแห่งความยากจนแล้วค่ะ มันอยู่ที่ ระดับพลังงานของเราตามภาพที่ลงไว้ให้เลย และอยู่ที่การเรียนรู้ธรรมชาติของเงิน วิธีบริหารจัดการเงิน การมีจิตอิสระเหนือวัตถุทั้งหลายรวมทั้งเงิน มีแค่นี้ … ซึ่งจะขยายความในบทต่อ ๆ ไปนะคะ รอติดตามกันค่ะ ว่าระดับพลังงานภายในนี้ส่งผลต่อการเงินที่เป็นชีวิตภายนอกของเราอย่างไร
  • สติ การตัด การละ การทบทวนชีวิต การมีจิตอิสระ คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้รอดพ้นจากเหวแห่งหนี้ค่ะ ไม่ใช่การหาเงินเพิ่ม … ซึ่งนั่นเป็นเพียงวิธีการที่จะต้องทำตามมา แต่ภายในเราต้องพ้นก่อน…
โฆษณา

หนี้ และ กระบวนการแก้ปัญหาหนี้แนวองค์รวม (ตอนที่ 1)

หลังจากที่ลังเลอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม แต่รู้สึกว่า “ต้องเขียน” เพราะจะมีประโยชน์หลายอย่างจากการแบ่งปันนี้ กับทั้งผู้ที่กำลังมีปัญหาสิวและไม่มี

ในยุคนี้ ปัญหาทุกมิติของผู้คน หลัก ๆ แล้วเกิดจากความเครียด (และอีกส่วนหลักคือการใช้ชีวิตตามแนววัตถุนิยมและกิเลสนิยม) สำหรับความเครียดหลัก ๆ ของคนก็คือ เรื่องเงินไม่พอใช้และหนี้สิน

สำหรับตัวบีมเองแล้ว มันคือสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นสิวระลอกที่สองหลังจากที่รักษาหายไปแล้วด้วยแนวธรรมชาติ และยังทำให้เป็นซึมเศร้าอีกด้วย (แบบไม่รู้ตัว)

ดังนั้น การเขียนแบ่งปันประสบการณ์เรื่องนี้ในฐานะของคนที่เคยผ่านจุดยากลำบากที่สุดของปัญหานี้ และสามารถกลับมามีพลังเดินต่อได้แล้ว บีมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านที่กำลังเผชิญปัญหานี้ค่ะ อย่างน้อย อาจจะช่วยลดความเครียดลง อย่างมาก ก็อาจจะได้แนวคิดและแนวทางไปประยุกต์ใช้เพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธีได้ด้วย

ในบทความนี้ ขอเล่าย้อนไปถึงสภาพการณ์และสาเหตุของการเป็นหนี้ก่อนนะคะ

จริง ๆ แล้ว โดยธรรมชาติของบีม เป็นคนที่ชอบพึ่งตัวเอง ไม่ค่อยหยิบยืมอะไรจากใคร และจากการที่มีตัวอย่างที่ดีคือ คุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเป็นข้าราชการครูมาตลอดชีวิต ท่านมีความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง แม้ครอบครัวจะมีฐานะปานกลางและมีหนี้สินของข้าราชการ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เคยทำอะไรที่ทุจริตนอกศีลธรรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่น้ำใจที่แบ่งปันและช่วยเหลือผู้คนตลอดเวลา ช่วยเท่าที่เรามีและไม่เดือดร้อน

หลังจากที่เรียนจบ บีมก็หางานทำ เป็นพนักงานประจำเหมือนคนทั่วไปในช่วงอายุ 22 – 24 ปี ก็ทำงานรับเงินเดือน ช่วงระหว่างที่ทำงาน ก็ไม่เคยทำบัตรเครดิตเลย คือ จะใช้เงินสดอย่างเดียว และคงเป็นโชคดีว่า บีมไม่เคยอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำบัตรเครดิตได้ด้วยค่ะ 555 รอดพ้นมาได้ และพอมีเงินเดือนมาก ก็ไม่ได้คิดจะทำเหมือนกัน เพราะอยากเก็บเงินสดมากกว่า

แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ก็ไม่เคยเรียนรู้เรื่องการเงิน การบริหารจัดการเงิน ทำรายรับรายจ่ายบ้าง แต่ไม่ตลอดรอดฝั่ง แต่ก็จัดสรรปันส่วนได้ดี ไม่เคยมีปัญหาที่จะต้องไปหยิบยืมใคร แต่ถ้าช่วงไหนเดือดร้อนจริง ๆ ก็จะขอความช่วยเหลือจากที่บ้านค่ะ

แต่จะมีปัญหาเยอะ ๆ ตอนที่ทำธุรกิจขายตรงช่วงตอนเรียนมหาวิทยาลัย 1 ช่วง และ ช่วงที่ทำงานประจำอีกหนึ่งช่วง เขาสอนให้เรามีทักษะทางธุรกิจที่ดีมาก ๆ แต่เราเองนี่แหละที่ไม่มีความฉลาดทางการเงิน และด้วยความอยากรวยเร็ว ความโลภที่เป็นพลังอยู่กับเราในตอนนั้น ก็ทำให้หมดเงินไปมากมายกับการซื้อของรักษาตำแหน่ง ซึ่งในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ คุณตาเสียชีวิต เราก็พบความจริงว่า มิตรภาพในธุรกิจเครือข่ายนั้น … มันไม่มีอยู่จริง ทุกคนหวังแต่จะเอาผลประโยชน์จากเราอย่างเดียว … ก็เลยออกมาโดยไม่หันกลับไปอีกค่ะ และตั้งใจว่า จะไม่เอาธุรกิจเครือข่ายอีกตลอดชีวิต (แต่โอเคกับสินค้านะคะ เป็นสมาชิกได้ แต่ไม่ทำธุรกิจแน่ ๆ)

ช่วงอายุ 25 ปี เป็นช่วงที่ต้องถอยชีวิตกลับมาที่ อ.พาน จ.เชียงราย ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง เพราะงานประจำก็ไปไม่รุ่ง มีปัญหาหลายอย่าง และก็รู้สึกอย่างแรงกล้ามากว่า ต้องกลับมาบ้านเพื่อมาช่วยคุณแม่ดูแลโรงสีเล็ก ๆ ที่คุณตาสร้างไว้ (คุณตาเสียไปแล้ว) และคุณยายที่เป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์กำลังนอนติดเตียง ด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลคุณตาที่รักเรามาก ๆ ในช่วงที่ท่านป่วย ไม่สบายหนัก ๆ และช่วงที่ท่านอยู่ในวาระสุดท้ายก่อนเสียชีวิต (เพราะมัวแต่เข้าข้างตัวเองว่า คุณตาจะต้องรอให้เราสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย แล้วเราถึงจะกลับบ้านค่ะ)

ตอนนั้น โชคดีมาก ที่ไม่เคยก่อหนี้เอาไว้เลย กลับบ้านมาพร้อมเงินเก็บ 1 ก้อน คิดว่าจะเพียงพอจนกว่าจะหาลู่ทางทำมาหากินใหม่ ๆ ได้ แต่เปล่าเลย เพราะที่นี่เป็นอำเภอเล็ก ๆ และด้วยตัวเองก็สัญญากับตัวเองแล้วว่า จะไม่ไปไหน จะอยู่ดูแลคุณยาย แม้จะต้องเผชิญกับการต่อสู้ภายในระหว่างการออกไปหางานทำข้างนอกแบบงานประจำ การไปสอบข้าราชการ กับการอยู่บ้านเพื่อดูแลที่บ้านตามที่ตั้งใจ และร้องไห้อยู่หลายครั้ง แต่ในที่สุดแล้ว ความรักที่มีให้คุณยายก็มากกว่า

เลยเป็นที่มาของ “สิวซีเคร็ต” นี่ล่ะค่ะ คือ มันหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว ไม่เหลือความภูมิใจอะไรในตัวเองอีก เลยพยายามจะทำสักอย่างที่กอบกู้ตัวเองกลับคืนมา โดยต้องเป็น “ผู้เชี่ยวชาญอะไรสักอย่างที่แตกต่างและคนจะเข้ามาหาเอง” เพราะตอนที่ทำงานประจำในแผนกสรรหาและว่าจ้างของบริษัทข้ามชาติบริษัทหนึ่ง เราเห็นเลยว่า ขณะที่เราเลือกอะไรไม่ได้เลยในชีวิต และทำงานหนักมาก แต่วิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง บริษัทก็แย่งกันซื้อตัวเป็นว่าเล่นแสดงว่าเราต้องเชี่ยวชาญอะไรสักอย่างที่พิเศษและแตกต่างให้ได้ ก็จะมีคนมาหาเราเองให้ช่วยเขา

และเราก็มีอินเตอร์เน็ต มีแล็ปท็อป (แม้มันจะเก่ามาก ๆ ก็ตาม) มีกล้องฟูจิรุ่นใส่ถ่าน AA และ มีมือถือ Blackberry 1 เครื่อง ก็คิดว่า ก็น่าจะพอใช้ทำอะไรสักอย่างได้ และในที่สุดก็ได้ไอเดียว่าจะทำเรื่องแก้ปัญหาสิวตัวเอง เพราะเป็นมานานมาก ๆ ใช้อะไรก็ไม่เคยหาย และตอนนั้นก็ขับรถไม่เป็น ถ้าจะหาหมอ ต้องขับรถไปตัวเมือง ใช้เวลา 45 นาที ซึ่งไม่อยากรบกวนใครเลย ก็พยายามหาทางที่พึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด ก็ตั้งใจเลยว่า เรื่องอื่นมันแย่หมด แต่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิวนี่ล่ะ!

แล้วก็ได้เป็นสมใจจากความพยายามและตั้งใจที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลในตอนนั้นค่ะ…และชีวิตมันก็เป็นอย่างที่คาดการณ์จริง ๆ คือ ความสำเร็จทุกทางมันก็เร่ิมมา จากตอนแรกคุณแม่ก็เป็นห่วง อยากให้สอบราชการ แต่บีมก็ทำตรงนี้ให้คุณแม่เห็นผลลัพธ์ว่าเราทำแล้วมันโต มันมีรายได้ มันอยู่บ้านได้ มันมีอิสระในการกำหนดชีวิต ทำแล้วมีคนรักเรา คุณแม่ก็เลยยอมให้ทำและไม่พูดเรื่องสอบราชการอีก

ตอนนั้น ก็มีรายได้จากการขายสินค้าเข้ามาเกินเงินเดือนที่เคยได้รับ และทางโรงงานซึ่งตอนนั้นสนิทกันมาก ๆ เขามีความปรารถนาดี อยากให้เราเติบโต ก็แนะนำการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง นั่นก็เป็นครั้งแรกที่บีมได้จับเงินจำนวนมากในเวลาต่อมา ชนิดที่ว่า ใช้ชีวิตได้สบายมาก ๆ เลยค่ะ เป็นลูกค้าเกรด A+++ ของธนาคารทุกที่ statement สวยงาม และบีมไม่เคยจ่ายขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิต รูดเท่าไหร่ จ่ายเต็มตลอด ไม่เคยติดหนี้สินอะไรกับใครเลย

ก็เข้าใจว่าตัวเองน่าจะรวยไม่มีตกแล้ว … แต่มันไม่ใช่แบบนั้น

และจุดนั้นเอง ก็เป็นจุดพลิกผันที่ก่อหนี้เกินตัวไปเยอะมาก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็เตือนแล้ว แต่ไม่ฟัง มันเป็นช่วงที่เหลิงค่ะ อีโก้ใหญ่คับซอย 555 เราถือว่าเราทำสำเร็จ ทำเองได้ เราไม่ฟังใครทั้งนั้น ยกเว้นโค้ชที่เราเคารพรัก ซึ่งมุมมองความคิดของเขา จริง ๆ แล้วแตกต่างจากของเราไปมากพอสมควร แต่ด้วยความที่เราหลงระเริงอยู่ เราเลยมองไม่เห็นความจริงข้อนี้ แม้จะมีสัญญาณเตือนหลายอย่างจากหลายคนแล้ว แต่ก็ไม่กลับมาทบทวน จนกระทั่งมันไปถึงจุดล่มสลายของทุกสิ่งที่สร้างมา (เหลือไว้ให้เราเดินต่อได้ประมาณ 20%)

สรุปเหตุการณ์ในชีวิต

2009 กลับมาอยู่เชียงราย ดูแลคุณยายจนท่านเสียชีวิตในเดือนตุลาคม เขียนบล็อกสิวและมีคนรู้จักติดตามไปแล้ว 3 เดือน และเริ่มหาสินค้ามาใช้เพื่อแนะนำแฟน ๆ ต่อ จนเกิดเป็นกิจการเล็ก ๆ มีรายได้เลี้ยงตัวเองหลักหมื่นต้น ๆ (ยังไม่แซงเงินเดือนสุดท้าย)

2010 มีลูกคนแรก เริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเองชื่อ MarryBeam และจดทะเบียนการค้า เริ่มมีฐานะดีขึ้น พึ่งตัวเองได้หมดทุกอย่าง

2011 – 2013 ช่วงพีคสุด ๆ ของการงาน การเงิน แต่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยโอเคค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เราเริ่มปรับตัวในฐานะพ่อแม่ ความเครียดที่บีมได้รับจากภาระงานที่หนักเกินไป ทำให้มีปัญหากับสามีเกือบตลอด แต่เขาก็ใจเย็นและรักลูกมาก ๆ เลยอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้ 555 และซื้อบ้านที่เชียงรายเป็นหลังแรกด้วยเครดิตตัวเอง 100%

2014 – ย้ายจากบ้าน อ.พาน มาอยู่เชียงราย มีออฟฟิตและหน้าร้านอยู่ห้าแยกพ่อขุน มีตัวแทนอยู่กรุงเทพและปริมณฑล และทุกภาค จึงตัดสินใจเปิดออฟฟิตและหน้าร้านที่วัชรพล กรุงเทพ ที่ตลาดถนอมมิตร ที่อาคารพาณิชย์ใกล้ตลาด รีแบรนด์เป็น MACLEAR และเปลี่ยนแนวทางการทำตลาดตามคำแนะนำของพาร์ทเนอร์ ซื้อบ้านศุภาลัยที่กรุงเทพ เป็นปีที่จ่ายเยอะมาก และไม่ได้อะไรกลับมาเลย เป็นปีที่เครียดมากและเริ่มเกลียดตัวเองและธุรกิจที่ตัวเองสร้างมา และลูกค้าก็หายไปประมาณ 80-90% มีปัญหากับตัวแทนจำหน่าย จนถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งเป็นเรื่องราวใหญ่โต

2015 – บีมกับครอบครัวย้ายไปอยู่กรุงเทพ อยู่ที่ตึกแถวนั้นเลยค่ะ นอนด้านบน ด้วยหวังว่าจะช่วยกู้ให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ แต่ด้วยพลังชีวิตที่เหือดหาย มันก็แย่ลงเรื่อย ๆ และพาให้เราไปเจอธุรกิจเครือข่ายอีกตัวหนึ่งคือ Jeunesse ซึ่งบีมปฏิเสธอย่างแรงตั้งแต่แรก แต่สินค้าดีมาก และสามีที่เกลียดธุรกิจนี้ ศึกษาข้อมูลดูแล้วน่าสนใจในระบบของเขา (ศึกษาจากเว็บบริษัทที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดค่ะ) เลยลองเข้าไปทำดู และก็ลุย ๆ ๆ ทำ แต่ก็พบว่ายิ่งทำให้แย่ลงเรื่อย ๆ ในทุกอย่าง และลูกเริ่มมีปัญหาก้าวร้าวขึ้น และเรารู้สึกผิดมากขึ้น เงินสดก็ไม่เหลือ แทบไม่มีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายเลย บีมเลยตัดสินใจก้าวออกมาก่อน และให้สามีลองทำต่อดูตามที่เขาตั้งใจ เป็นปีที่เจ้าหนี้เริ่มทวงกระหน่ำเพราะขาดส่งหลายอย่าง ความเครียดคูณ 100 ค่ะ และตัวเลขหนี้รวมแล้วก็คือ 8 หลัก คนที่ทำให้เราผ่านทุกความลำบากมาได้ คือ ครอบครัวค่ะ ความรักและความช่วยเหลือที่ครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ที่ช่วยมาตลอดอยู่เบื้องหลัง ทำให้เราผ่านมาได้จริง ๆ …

2016 – กลับมาอยู่เชียงรายจนถึงปัจจุบัน พร้อมภาวะซึมเศร้า (ที่ไม่รู้ตัว ซึ่งไว้จะเล่าถึงสภาวะนี้ให้ในครั้งต่อไปด้วยค่ะ) และเริ่มมีหมายศาลเข้ามาในชีวิต ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

2016 – 2019 เป็นช่วงปีที่พยายามจะฟื้นฟูธุรกิจและรายได้ให้กลับมา โดยพื้นฐานคือพลังซึมเศร้า หมดพลังชีวิต และเอาเงินเป็นที่ตั้ง จึงทำให้วิธีการแก้ปัญหาบิดเบือนไปหมด ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เหมือนจะได้ แต่ก็ไม่ได้เสียที สร้างแล้วหาย สร้างแล้วหาย ยิ่งเพิ่มดีกรีความเครียดและซึมเศร้าจนอยู่ในขีดอันตรายแบบไม่รู้ตัวค่ะ แต่โชคดีที่ไม่แสวงหานิยามของสิ่งที่กำลังเป็น รู้แต่ว่า เครียด แต่มันก็มีโมเม้นต์ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับลูก ทำสมาธิ โชคดีที่อยู่เชียงราย มันยังมีพลังความช้า slow life ที่ช่วยให้เราช้าลงได้ มีสติกลับมาได้ และด้วยการฝึกนั่งสมาธิทุกเช้า ไม่ต่ำกว่า 10 นาทีต่อครั้ง สูงสุดก็เป็นชั่วโมง สวดมนต์บ้าง ก็สร้างพลังสมาธิได้มาก การเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การล้างพิษ ความรักและการช่วยเหลือจากครอบครัว กำลังใจจากลูกค้าและแฟน ๆ ที่รู้จักกันมานาน ก็ทำให้ยังคงไปต่อได้ แม้จะทุกข์ทรมานมากก็ตามค่ะ

2019 – ช่วงเดือน ก.ย. เป็นต้นมา บีมได้ค้นพบความจริงแล้วว่า อะไรคือทางรอดจริงๆ ของปัญหาหนี้ค่ะ พึ่งจะมีพลังชีวิต สติ ปัญญา กลับมาก็ช่วงนี้เองค่ะ ถ้าดูผลงานบีมในช่วงที่บีมลิสต์ให้ในช่วงเป็นหนี้และเจอมรสุมหนัก ๆ กับช่วงตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นมา จะรู้สึกได้ว่า พลังแตกต่างกันมาก สังเกตที่ “ดวงตา” เป็นหลักค่ะ เพราะ แววตาเป็นสิ่งเดียวที่หลอกไม่ได้ และเป็นสิ่งสะท้อนจิตวิญญาณและระดับพลังงานชีวิตของมนุษย์ทุกคนโดยตรง

จากประสบการณ์ที่มีเงินมาก (เรียกว่ารวยได้เลยค่ะ) มาถึงจุดต่ำสุดที่เคยมีรายได้เข้ามาแค่หลักร้อย และต้องไปขึ้นศาล จนกระทั่งถึงได้รับคำสั่งยึดทรัพย์ (อันนี้ไม่เคยเล่าทางสาธารณะ แต่ตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าค่ะ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจครบถ้วน ว่าความเครียดของบีมมันไปถึงระดับไหน ถ้าไปศาลและถูกยึดทรัพย์แล้ว ไม่ต้องพูดถึงค่า เครียดระดับเกิน 100) ให้ชีวิตเป็นวิทยาทานค่ะ ไม่เขียนวันนี้ ไม่รู้จะได้เขียนวันไหนอีก มองแบบนี้ก็สบายใจที่จะเขียนค่ะ 🙂

ติดตามต่อได้ในตอนต่อ ๆ ไป ว่าสิ่งที่บีมตกผลึกเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้แบบองค์รวม ที่แม้ตอนนี้บีมจะยังคงมีหนี้ที่ต้องจัดการอยู่ แต่เมื่อมีพลังชีวิต สติ ปัญญา จิตอิสระ กลับคืนมาแล้ว ก็รู้ได้เลยว่า อยู่บนหนทางที่ถูกต้อง เพราะ หลายสิ่งที่เข้ามาหลังจากที่จิตเราอิสระจากเงินแล้ว มันเป็นหลักฐานยืนยันว่า เราได้เดินเข้ามาในเส้นทางที่ถูกต้องแล้วค่ะ แตกต่างอย่างมากจากวันที่เรายังหลงทางและเป็นทาสของวัตถุและเงินค่ะ ซึ่งอยากแบ่งปันมาก ๆ 🙂

ติดตามกันต่อนะคะ และสามารถแนะนำ แบ่งปันให้เพื่อน ๆ ของคุณมาอ่านไปพร้อม ๆ กันได้ค่ะ บีมเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่าน ได้รับประโยชน์อย่างแน่นอนค่ะ

ถ้าบีมเอาจิตและชีวิตรอดผ่านมาได้ คุณก็ต้องผ่านได้ค่า 🙂

สรุปคอร์ส TRE ศาสตร์เพื่อการขจัดความเครียดชนิดฝังลึก

บีมรับใบประกาศนียบัตร “การเข้าร่วมอบรมคอร์ส TRE” จัดขึ้นโดย https://www.yourfreedomwithin.com โดยคุณ Lori Ann Arsenault และ คุณ​ Yahya Bey ที่โรงแรม Holiday Garden Hotel & Resort จ.เชียงใหม่ วันที่ 2-3 พ.ย. 2562

เกี่ยวกับ TRE

TRE ย่อมาจากคำว่า Tension & Trauma Releasing Exercise เป็นการออกกำลังกายที่จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่เป็นกลไกการ “สั่นออก” ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในมนุษย์ทุกคน เพื่อช่วยระบายความเครียดและพลังงานที่ก่อตัวในขณะที่เครียดออกไปจนร่างกายเข้าสู่สภาวะสมดุลตามปกติที่เรียกว่าภาวะ State of Balance หรือ Homeostasis เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงหรือความเครียดระลอกใหม่ที่จะเข้ามากระทบชีวิตต่อไป คิดค้นโดย ดร.เดวิด เบเซลลี่ (Dr.David Berceli) ที่เผยแพร่ไปแล้วกว่า 67 ประเทศทั่วโลก และมีคนมากกว่า 5 ล้านคนทั่วโลกที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ TRE

ความสำคัญของ TRE ต่อสุขภาพ

จริง ๆ แล้วมนุษย์เราใช้กลไกนี้ต้ังแต่เกิด ซึ่งเราจะเห็นทารกมักจะสั่นขาไปมา ประกอบกับการร้องไห้เมื่อรู้สึกเครียดหรือไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ และกลไกนี้จะยังคงทำงานอยู่จนกระทั่งเราเริ่มโตพอที่จะฟังภาษาและคำสั่งรู้เรื่อง และเราก็ถูกสั่งให้ “หยุดการสั่น” “การร้องไห้” เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นกลไกธรรมชาติในการระบายความเครียดทั้งปวงออกไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการ “สะสมความเครียด” ซึ่งกล้ามเนื้อที่ทำงานตรงต่อระบบการจัดการความเครียดนี้มีชื่อเรียกว่า “PSOAS” (อ่านว่า โซแอส) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ยึดกระดูกสันหลังส่วนเอวถึงโคนขา ตามภาพนี้ค่ะ

ภาพจาก https://naturalhealthcourses.com/2016/06/psoas-the-muscle-of-the-soul/

ซึ่งการฝึก TRE คือ การกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนนี้ให้กลับมาทำงานอีกครั้ง โดยจะมีท่าบริหารทั้งหมด 7 ท่าง่าย ๆ ด้วยกัน และการบริหารกล้ามเนื้อส่วนนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนล่างหรือก้านสมอง (Brain Stem) ซึ่งเป็นสมองส่วนดึกดำบรรพ์ที่สุดที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดและระบบประสาททั้งหมด โดยที่ไม่ต้องผ่านการคิด และ ความเจ็บปวดทั้งหลาย (trauma) ที่ประทับฝังอยู่ในจิตใจของเรา ก็ประทับอยู่ในสมองส่วนนี้นั่นเอง

กระบวนการที่เกี่ยวกับความอยู่รอดโดยที่ไม่ต้องผ่านการคิดได้แก่ การหายใจ การย่อยอาหาร การบีบเต้นของหัวใจ เป็นต้น

TRE จึงเป็นกระบวนการ “ปลดปล่อย” ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก ที่ต้องจัดการในระบบประสาทและที่ก้านสมองเท่านั้น

ซึ่งการไปแก้ที่สมองส่วนหน้า Neo-Cortex หรือสมองส่วนมนุษย์ที่เกี่ยวกับการคิด เหตุผล จินตนาการ และ สมองส่วนกลาง Limbic System ซึ่งเป็นสมองส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึก ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้

ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพ

เราได้เรียนรู้มาจากข้อมูลจำนวนมากแล้วว่า ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร ซึ่งจากข้อมูลระดับสากล แพทย์ทุกศาสตร์ที่แม้จะมีแนวทางที่แตกต่างกันไป ต่างลงความเห็นไปทางเดียวกันว่า “ความเครียดคือเพชรฆาตอันดับหนึ่งสำหรับผู้คนในยุคนี้” ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคเรื้อรังชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง มะเร็ง อัมพาตย์ ฯลฯ จนกระทั่งส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้าที่เป็นมากขึ้น การตัดขาดจากสังคม การเกิดอาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่รุนแรงและแปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ เป็นต้น

แต่ในบทความนี้ บีมจะกล่าวเฉพาะเจาะจงถึงความเครียดที่ส่งผลให้เกิดสิวชนิดเรื้อรัง เพราะเมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับ TRE แล้ว บีมจึงตกผลึกว่าความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกที่บีมมีส่งผลต่อสิวและผิวได้อย่างไร โดยบีมจะขอยกเคสของตัวเองเลยนะคะ ทุกคนจะได้เห็นภาพเข้าใจง่าย ทั้งความเครียดและความเจ็บปวดที่สะสมตลอดมา และ ระหว่างขั้นตอนการทำ TRE มันออกมาเป็นอย่างไร และเราจะต้องไปต่ออย่างไร

ความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกของบีม

บีมเริ่มรักษาสิวด้วยแนวธรรมชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 และสิวหายไปแล้วรอบนึง แต่ประมาณปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา การมีลูก 2 คน กับภาระงานและเงินที่มากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายสะสมสารเคมีจากความเครียดจำนวนมาก และ มาพบกับวิกฤติทางการเงินของครอบครัวอีกซ้ำเข้าไปอีกประมาณปี พ.ศ. 2557 และ พอหาทางออกยังไม่ได้ ก็เกิดความเครียดสะสมเข้าไปอีก โดยไม่ได้ระบายออกเลย และถูกซ้ำไปด้วยบาดแผลทางจิตใจอีกหลายอย่างที่เป็นผลมาจากกระทำจากฝ่ายเจ้าหนี้บางราย และรวมไปถึงการถูกปฏิเสธจากผู้คนมากมายหลังจากที่เราประสบปัญหาภาวะทางการเงิน ก็วนหลูบอยู่แบบนั้นเรื่อยมา จนกลายเป็นซึมเศร้าแบบไม่รู้ตัว (พึ่งมารู้ตอนหายแล้วนี่ล่ะค่ะ 555 เพราะไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับภาวะนี้ตอนที่มีข่าวดาราจบชีวิตตัวเองเพราะภาวะนี้ เลยกลายเป็นโชคดีเพราะเราไม่เคยกินยารักษาเลย และได้รับความรักเยียวยามาตลอด)

และยังมีร่วมกับภาวะความเครียดแบบหมดแรงสงสาร ซึ่งด้านล่างจะมีรายละเอียดค่ะ

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีตเก่า ๆ อีกมากมาย ซึ่งบีมได้เรียนรู้จากในคอร์ส TRE ว่า ความเครียดมีหลายระดับดังนี้ค่ะ

  1. ความเครียดฉับพลัน (acute stress) คือ เกิดจากความกดดัน ความคาดหวัง พบการเปลี่ยนแปลง จะเกิดแป๊บเดียว เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็หายไปได้
  2. บาดแผลทางใจ (trauma) มักจะเป็นเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุที่เคยเกิดกับเรา ของบีมจะเป็นแขนขวาหักจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้ม หรือ การที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรง คำหยาบคาย การด่าทอ การถูกล้อเลียน การถูกปฏิเสธอย่างรุนแรง การถูกกระทำทารุณทางเพศ การถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ การประสบภัยพิบัติ ฯลฯ
  3. บาดแผลทางใจที่เกิดจากการฟังหรือรับรู้เรื่องขมขื่นของคนอื่น (Vicarious Trauma) เช่น เวลาที่เราได้ยินข่าวร้าย ข่าวลบ ข่าวฆาตกรรม ข่าวภัยพิบัติ ยิ่งตอนที่เมืองไทยมีสึนามิ บีมดูข่าวซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ จนเก็บมาฝันอยู่หลายปี แบบนี้เป็นต้นค่ะ มันไม่ใช่เรื่องของเรา แต่เราเก็บมาเครียด
  4. อาการหมดแรงสงสาร (Compassion Fatigue) ซึ่งมักจะเกิดกับบุคคลที่มีอาชีพต้องช่วยเหลือดูแลผู้อื่น เช่น หมอ พยาบาล ที่ปรึกษา ที่โดยธรรมชาติแล้ว กลุ่มนี้จะมีธรรมชาติที่อยากช่วยเหลือคนอยู่แล้ว และมีความสุขในการได้ช่วยเหลือ แต่เมื่อทำไปนาน ๆ และไม่ได้ระบายออก จะทำให้เกิดความเครียดสะสม และทำให้รู้สึกอยากแยกตัวเองออกมา ไม่อยากทำงานที่เคยทำ รู้สึกอยากช่วยคนน้อยลง ซึ่งถ้าใครที่ติดตามบีมมาตั้งแต่ต้นคือ 10 ปีที่แล้ว จะเห็นช่วงที่มีภาวะนี้ชัดเจนในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2562 (ต้นปี ก่อนเจอโยคะหัวเราะ TRE และศาสตร์บูรณาการของครูเก๋ วรารักษ์) เพราะบีมจะเขียนและอัดคลิปสื่อออกแบบนี้มาโดยไม่รู้ตัว (ก็พึ่งรู้นี่ล่ะค่ะว่าเป็นความเครียดรูปแบบหนึ่ง :))
  5. ความเจ็บปวดหลังจากเหตุการ์ที่เจ็บปวด (Post Traumatic Stress) ก็จะต่อเนื่องมาจากข้อ 2. แต่มันจะเล่นเหมือนเทปซ้ำ ๆ อยู่ในใจเรา จะพยายามนั่งสมาธิ ให้อภัย คิดบวก มันก็ยากมากที่จะทำให้หายไป อย่างน้อยก็ได้รู้ตัว มีสติ ไม่เอามันมาเป็นของเรา แต่มันไม่ไปไหน มันยังอยู่ตรงนั้น เพราะมันฝังไปในระบบประสาทเรียบร้อยแล้วนั่นเอง (ที่ก้านสมอง)

พอได้เรียนรู้แบบนี้แล้ว จึงได้เข้าใจเลยว่า ทำไม “บีมยังคงเป็นสิวขับพิษเยอะทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนว กราม และ ขมับ เมื่อเวลาที่มีการล้างพิษ” เพราะ สารพิษจากความเครียดมากมายสะสมอยู่ในตัวและเมื่อมันไม่ได้ถูกระบายออกไปเลย ก็ย่อมต้องผลิตสารพิษออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราอยู่ในภาวะ “สู้/หนี” (flight / fight) ที่อะดรีนาลีน คอร์ติซอล และ โอปิออยด์ หลั่งตลอดเวลา และบางครั้งเมื่อเครียดมาก ๆ ร่างกายก็จะ freeze ระบบตัวเองไปเลย คือ อยากแยกจากสังคม กลายเป็นคนนอนเยอะ พลังหมดเร็ว ซึ่งเป็นกลไกการรับมือกับความเครียดโดยระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายเพื่อให้เรายังคงอยู่รอดค่ะ

และเมื่อได้ทำโยคะหัวเราะร่วมกับ TRE แล้วก็พบว่า สิวโซนที่เป็นปัญหาที่ยังไม่หายและจะมาทุกครั้งเมื่อเครียด คือ แนวกราม คาง ก็ลดลงไปมาก ๆ ด้วยค่ะ ซึ่งมันยังไม่หายขาด เพราะมันต้องจัดการที่หลอดเลือดร่วมด้วย คือ ต้องล้างหลอดเลือดและน้ำเหลืองให้สะอาด ก็ใช้สมุนไพรช่วยด้วยค่ะ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ชัดเจนมาก ๆ แก้ได้ตรงจุดเป๊ะเลยจริง ๆ (เพราะปกติก็ดีท็อกซ์และดูแลอาหารอยู่แล้ว แต่มันไม่หายขาดนะคะ ซึ่งถ้ากินอาหารบางอย่างหรือเครียดปุ๊บ มันมาทันที ซึ่งพอทดลองทำแบบนี้ คือ ทุกอย่างดูแลตามปกติ แต่เพิ่ม โยคะหัวเราะวันละ 10-15 นาที ทำ TRE และสมุนไพรล้างหลอดเลือดและน้ำเหลือง ผลที่ได้คือคุณภาพผิวที่ดีกว่าทุก ๆ วิธีที่เคยทำมาค่ะ และเห็นโอกาสหายขาดแบบ 100% ได้เลย โดยที่ไม่ต้องพยายามไปคิดบวกหรือสั่งมัน ทำแค่นี้ ร่างกายจิตใจเราจะสะอาด แข็งแรง ผิวก็ใสไปโดยธรรมชาติเอง

ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อผิวและสิวโดยตรงเพราะ

  1. มันจะทำให้สมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) ถูกกระตุ้นและทำงานตลอดเวลา ซึ่งสมองส่วนนี้จะทำงานเกี่ยวกับการส่งสัญญาณเตือนภัยให้ร่างกายโดยตรง เมื่อรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย ซึ่งเมื่อความเครียดยังฝังอยู่ในร่างกาย มันก็จะถูกกระตุ้นอยู่แบบนั้น ทำให้ส่งสัญญาณให้ร่างกายต้องสู้หรือหนีตลอดเวลา (ไม่สามารถสงบได้เลย)
  2. ส่งผลให้ร่างกายผลิตอะดรินาลีน คอร์ติซอล และโอปิออยด์ ในระดับต่ำตลอดเวลา ซึ่งอะดรินาลีน จะไปขยายหลอดเลือด ทางเดินหายใจ เพิ่มสมาธิจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า คอร์ติซอลจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูงขึ้น ดูเหมือนคนที่คอยระแวดระวังภัยตลอดเวลา สายตาที่หวาดระแวง ไม่ไว้ใจ และทำให้ร่างกายกักเก็บของเหลว น้ำตาลในเลือดสูง ส่วนโอปิออยด์ จะกดทับการรับรู้ถึงความเจ็บปวด ทำให้ทนทานต่อความเจ็บปวดได้นานขึ้น
  3. เมื่อสารเคมีเหล่านี้วนอยู่ในร่างกายตลอดเวลา จึงส่งผลให้ระบบฮอร์โมนแปรปรวน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเบาหวาน น้ำตาลในเลือดแกว่ง โรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันสูง และแน่นอนว่า สิวก็คือหนึ่งในภาวะของโรคเรื้อรังกลุ่มนี้นี่เอง ซึ่งมีคนเคยกล่าวได้ว่า “สิวก็คือเบาหวานที่ขึ้นบนใบหน้า” ภูมิคุ้มกันที่ลดต่ำลง ส่งผลให้ผิวติดเชื้อง่าย สิวและรอยสิวจึงหายยาก หายช้า ถ้าปล่อยไว้ ก็จะมีแต่ทำให้ผิวอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เป็นสิวเรื้อรังเพราะไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคได้และขยายวงอักเสบไปเรื่อย ๆ

การฝึก TRE จะช่วยแก้ปัญหาสิวได้อย่างไร

การฝึก TRE จะช่วยกำจัดความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกที่สะสมอยู่ในระบบประสาทให้หมดไป และป้องกันไม่ให้ความเครียดใหม่สะสมเข้ามา ส่งผลให้ระบบประสาทของเราผ่อนคลายกลับมาอยู่ในสมดุลหรือที่เรียกว่า State of Balance

เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ ระบบการสั่นความเครียดออก จะกลับมาทำงานอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องบริหารให้ครบ 7 ท่า อาจจะนอนแล้วสั่นออกเองได้เลย

ในภาวะที่ว่างจากความเครียดนี้ จะช่วยให้ระบบผ่อนคลายกลับมา ในระบบผ่อนคลายหรือพาราซิมพาเธติกที่กลับมาสมดุลนี้ จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ระบบขับถ่ายดีขึ้น การนอนหลับดีขึ้น ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น มั่นคงภายใน สมองโล่ง เห็นทางออกของปัญหาได้มากขึ้น และสารเครียด คือ อะดรีนาลีน คอร์ติซอล และ โอปิออยด์ ที่สลายไป จะทำให้น้ำตาลในเลือดกลับมาสู่ภาวะปกติ การหมุนเวียนของของเหลวในร่างกายเป็นปกติ (เป็นเหตุของน้ำเหลืองเสียคั่ง และกลุ่มสิวซีสต์ที่ไม่มีหัว – ความเห็นส่วนตัวของบีม) ทำให้สิวหาย หน้ามันน้อยลง ทุกอย่างกลับสู่โหมดปกติ สิวที่แนวกรามที่เกิดจากความเครียดและฮอร์โมนทำงานผิดปกติ จะค่อย ๆ ลดลงและหายไป (เมื่อความเครียดและความเจ็บปวดที่ฝังลึกถูกสลายไปหมดแล้ว)

การนั่งสมาธิจะสามารถทำให้เข้าสู่ภาวะนี้ได้หรือไม่?

ขออธิบายด้วยทฤษฎีโพลีเวกัลที่ว่าด้วยระบบการตอบสนองต่อสิ่งกระทบ 3 ระดับ จากระบบประสาทอัตโนมัติ ดังนี้ คือ (ระบบประสาทเวกัสเป็นระบบหลักของระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกาย ที่เกี่ยวกับการอยู่รอดของเรา ประกอบด้วย 80-90% ของเส้นประสาทรับความรู้สึก)

  1. ระบบประสาทเวกัสส่วนล่าง (Ventral Vagal Complex)
  2. ระบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System)
  3. ระบบประสาทเวกัสส่วนบน (Dorsal Vagal Complex)

อธิบายให้เข้าใจแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ คือ เมื่อเรารู้สึกปลอดภัย เราจะอยู่ในโซนการทำงานของระบบประสาทเวกัสส่วนล่าง ทำให้เราเป็นคนที่เป็นมิตร มีความเห็นอกเห็นใจ มีความเบิกบาน มีความรักในหัวใจ พร้อมแบ่งปัน และอยากเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนมนุษย์

เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกกังวล เครียด กลัว โกรธ ระบบประสาทซิมพาเธติกจะทำงาน เป็นปฏิกิริยาของการสู้หรือถอยหนี ซึ่งจะเกิดการถอยหนีก่อน แต่เมื่อจำเป็น หนีไม่ได้แล้ว ก็จะต้องสู้

แต่เมื่อไม่สามารถสู้ได้แล้ว … ก็จะปิดระบบเหมือนกับตาย (เคยเห็นสัตว์แกล้งตายไหมคะ) หรือตอนที่ใครกลัวอะไรมาก ๆ ก็เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ หรือตอนที่เราเจ็บปวดมาก ๆ เราอยากปิดประตูอยู่แต่ในห้องมืด ๆ อยากนอนเฉย ๆ ไม่อยากรับรู้อะไร ซึ่งจุดนี้จะเป็นระบบที่ช่วยเซฟพลังงานให้เหลือไปหล่อเลี้ยงเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น เช่น การหายใจ เป็นต้นค่ะ ระบบประสาทส่วน เวกัสส่วนบนจะทำงาน

ภาพจาก https://vivifychangecatalyst.wordpress.com/2016/10/06/polyvagal-theory-fight-freeze-or-engage/

จากการเรียนในคอร์ส workshop และเทียบเคียงกับประสบการณ์ที่เคยนั่งสมาธิมานานหลายปีทุกวัน บีมเข้าใจแล้วว่า การนั่งสมาธิหากไม่มี “สติรู้ตัว” หรือ mindfulness อยู่ในนั้น จะทำให้เราอยู่ในภาวะ freeze เป็นภาวะที่เราจะหลุดลอย ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมไปโดยสิ้นเชิง คือ ส่วนของระบบประสาทเวกัสส่วนบน ซึ่งจะพบว่า เมื่อเรากลับมาใช้ชีวิตประจำวัน เราก็ยังคงจะหลุด เราจะไม่สามารถมีสติ ไม่สามารถแสดงความรัก ความเห็นใจ ความอดทน ความเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์และโลกใบนี้ได้ คือ มันสงบในสมาธินั้น แต่มันอยู่กับโลกไม่ได้ ….

ดังนั้น ใครที่ต้องการฝึกสมาธิ หรือ โยคะ ก็ต้องระวังการหลุดโลกหรือภาวะ freeze นี้ ต้องมีสติรู้ตัว เรียกว่า ให้ฝึก mindfulness จะดีกว่าค่ะ ระบบประสาทเวกัสส่วนล่างที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลกได้ อยู่กับโลกได้ มีความเห็นอกเห็นใจ กล้าสบตาเพื่อนมนุษย์ ก็จะทำงาน เป็นจุดที่เราจะรู้สึกว่า เป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ของตัวเอง ในขณะที่ก็รับรู้ความเป็นไปของโลกนี้โดยไม่ถูกกระทบให้กระเทือนได้ด้วย

แต่คุณลอรี่ แอน ผู้ฝึกสอน TRE ก็บอกว่าเรา เราไม่ได้ฝึก TRE เพื่อให้เราอยู่ในภาวะนี้ตลอดเวลา แต่การฝึก TRE ทำให้เราตระหนักรู้ตัวเองมากกว่าเคย … เราจะเข้าถึงความสงบที่ยังคงเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ได้อยู่ เราจะรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และมีความรักจากภายในออกมา เป็นอิสรภาพภายในที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการจริง ๆ ตามชื่อบริษัทเลยค่ะ Freedom Within 🙂

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน บีมจะฝากคลิปไว้ 3 คลิปนะคะ ว่า TRE คืออะไร และ วิธีฝึก ฝึกอย่างไร และ ความประทับใจของคุณจอห์นนี่ อันวา ต่อการฝึก TRE ค่ะ

TRE คืออะไร?
ตัวอย่างการฝึก TRE

สำหรับความประทับใจของคุณจอห์นนี่ อันวา คลิกดูที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/YourFreedomWithin/videos/654634035063506/?t=25

ข้อควรระวังในการฝึก TRE

TRE แม้จะเป็นการออกกำลังที่ง่าย มีเพียงไม่กี่ท่า แต่ในกระบวนการสั่นความเครียดและความเจ็บปวดออกนั้น จะมีภาวะต่าง ๆ เช่น ภาวะการท่วมท้น บางคนอาจหัวเราะ ร้องไห้ กรีดร้อง หรือภาวะการหยุด คือ freeze หรือการหลุดลอยออกไป ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องก่อนที่จะนำไปฝึกด้วยตัวเอง

มีข้อจำกัดในการใช้ TRE ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ใช้ยาบางประเภท ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกกับ Certified Trainer หรือ Provider ก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถไปฝึกเองต่อได้จนกว่าจะเข้าใจกระบวนการทั้งหมดและดูแลสิ่งที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

และการฝึกมากเกินไป อาจส่งผลตรงกันข้ามคือ แทนที่จะสงบ ปลอดภัย และเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์ ก็รู้สึกแกว่ง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ถูกกระทบกระเทือนง่าย เป็นต้น

ดังนั้น การเรียนรู้วิธีทำอย่างถูกต้องก่อน เป็นสิ่งที่แนะนำมากที่สุดค่ะ

สำหรับในประเทศไทย มีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจาก TRE คือที่นี่ค่ะ https://www.yourfreedomwithin.com/

https://www.facebook.com/YourFreedomWithin/

ภาพบรรยากาศในคอร์สที่บีมไปเรียนค่ะ

เป็นคอร์สที่น่าประทับใจมาก ๆ ค่ะ เพื่อนร่วมคลาสประมาณ 25 คน เป็นชาวต่างชาติที่บินตรงมาเลย อีกส่วนคือชาวต่างชาติที่อยู่ในเชียงใหม่อยู่แล้ว และมีชาวไทยที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ระดับกลางขึ้นไป มีหลายคนที่เคยฝึก TRE กับที่นี่มาอยู่แล้ว แต่ต้องการยกระดับความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น ซึ่งคุณ Lori Ann และ คุณ Yahya ผู้บริหารต้องการเผยแพร่ศาสตร์นี้สู่คนไทยให้มากที่สุด เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์มาก ๆ จากผลลัพธ์ที่ท่านเองได้รับจาก TRE มาโดยเสมอและจากที่ผู้เรียนได้รับในทุกคอร์สและ workshop และกำลังจะเปิดคอร์สที่มีล่ามภาษาไทยเป็นระบบมากขึ้นด้วยค่ะ ติดตามในเพจได้เลยนะคะ :))

ค่าใช้จ่ายในการเรียน

คอร์สนี้ บีมสมัครช่วงลด 50% ค่ะ ชำระเพียง 7,500 บาท เป็นคอร์ส 2 วัน 1 คืน รวมอาหารกลางวัน 1 มื้อ

บีมเลือกพักที่โรงแรมที่เขาจัดคอร์สเลย คือ Holiday Garden Hotel & Resort http://www.holidaygardenhotel.com เขาจะมี 2 เรทราคา คือ 900 และ 1,100 บาท บีมเลือกห้อง 900 บาทค่ะ ราคารวมอาหารเช้า

ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติมระหว่างคอร์สค่ะ

สรุปสิ่งที่บีมได้รับจากคอร์สนี้

  1. ได้เรียนรู้ TRE แบบเจาะลึกจริง ๆ และเข้าใจจริง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ บีมได้เคยทำมาบ้างแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งบีมรู้สึกประทับใจในวิธีการและผลลัพธ์หลังทำที่ชัดเจนในเรื่องความผ่อนคลาย เบา เข้าสู่สมดุลได้เร็ว และยังได้เคยเห็นผลลัพธ์ที่เกิดกับเพื่อนอย่างอัศจรรย์ที่ร่างกายซ่อมตัวเองได้จริงจากวิธีนี้ แต่ไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไร พอมาเรียนก็เข้าใจแบบเต็มที่เลย เพราะมีทั้งภาคทฤษฎีที่จัดเรียงให้พอเหมาะ ไม่มากไป ไม่น้อยไป และมี workshop ให้เราทำในรูปแบบแตกต่างกันถึง 4 ครั้ง ทำให้ได้รับประสบการณ์เพิ่มมากมาย
  2. เราสามารถนำเอาวิชานี้มาใช้ได้เองอย่างปลอดภัยจริง ๆ ทำได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเมื่อมาทำเองแล้ว ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีจริง ๆ ซึ่งทำให้บีมรู้สึกดีมาก ๆ ที่มีวิชากำจัดความเครียดฝังลึกและความเครียดที่พึ่งเกิดขึ้นใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการสะสมความเครียดใด ๆ ในร่างกาย เป็นอีกวิธีที่ป้องกันโรคให้เราได้มาก ๆ
  3. มีเพื่อนใหม่ที่มีแนวทางพัฒนาชีวิตไปทิศทางเดียวกัน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งหลังจากจบคอร์ส เราก็ยังสามารถสานต่องานได้กับบางท่านอีกด้วย หรือ อาจเป็นเพื่อนที่มีอะไรที่เราสนใจที่จะแลกเปลี่ยนกันได้ด้วย เช่นในคอร์ส จะมีนักเขียนท่านหนึ่ง เขียนหนังสือที่น่าสนใจขายใน Amazon เป็นต้น และแต่ละคนก็จะมีการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมีหลายสิ่งที่น่าสนใจ ก็มาติดตามกันต่อในเฟสบุ๊ค
  4. มีครูและโค้ชที่ช่วยชี้แนะเราได้ถูกทาง (คุณ Lori Ann และ คุณ Yahya) ซึ่งคอยซัพพอร์ตเราเสมอ เมื่อเราต้องการ
  5. ได้ฝึกฝนวิชาภาษาอังกฤษ เพราะในคอร์สต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมดเลย ทั้งการฟัง การพูด ได้ทะลุกรอบความไม่กล้าพูด ในที่สุด เราก็รู้ว่าเราสื่อสารได้ดีพอสมควร เกินกว่าที่เราคิดไว้

เป็นคอร์สที่ดีมาก ๆ คอร์สหนึ่งเลยค่ะ ที่ทางผู้สอนได้ตั้งใจจัดเตรียมไว้ให้เราได้เข้าใจ TRE และนำมันไปใช้ได้จริง ๆ และบรรยากาศในการเรียนการสอนก็ดีมาก ๆ แนะนำค่ะ ถ้ามีโอกาส ควรไปเรียนให้ได้สักครั้งนะคะ 🙂

แจก 4 สูตรดีท็อกซ์ แก้สิว ผิวใส ลดพุง ทำได้เองที่บ้าน ในงบเบาๆ

4 สูตรล้างพิษ แก้สิว ผิวใส ลดพุง ทำได้เองที่บ้าน ในงบเบา ๆ

#แจกสูตรดีท็อกซ์4สูตร ที่บีมทดลองใช้แล้ว ช่วยให้สิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หายขาดได้จริง ๆ (พิษไม่เยอะมาก ร่างกายไม่พังมากนะคะ) #สายต้องการทำด้วยตัวเองในงบเบาๆ อ่านและทำตามนี้ได้เลยค่ะ
.
สูตรที่ 1 น้ำอุ่น

บีมได้ค้นพบวิธีล้างพิษที่ง่ายที่สุดในโลก คือ การใช้น้ำอุ่นจากหนังสือ น้ำอุ่นธรรมดา 1 แก้วในตอนเช้า ที่ดื่มแล้วไม่ธรรมดา มีสรุปเนื้อหาสั้น ๆ นาทีกว่าๆ ที่คลิปนี้ของ SE-ED เลยนะคะ https://youtu.be/8OWbehTwDkg

มีช่วงที่บีมทดลอง ใช้เวลาอยู่ประมาณเกือบเดือน ซึ่งเวลาทดลองสูตรการทานสูตรใดสูตรหนึ่ง บีมจะไม่ทานตัวอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการล้างพิษร่วมด้วยเลยค่ะ และจะทดสอบด้วยการทานอาหารที่มีไขมันเลว อาหารผัดทอดนอกบ้าน หรือพวกแป้งร่วมด้วย เพื่อดูว่ามันจะช่วยล้างพิษได้ระดับไหนค่ะ

สรุปว่า … น้ำอุ่นธรรมดา ๆ นี่ล่ะค่ะ ร่างกายล้างพิษตัวเองได้ดีเลย ระบบย่อยก็ดีขึ้น ทำให้บีมปรับวิธีทานอาหารโดยดื่มน้ำอุ่น ๆ ค่อนร้อนก่อนหรือหลังอาหารประมาณครึ่งแก้วกาแฟ เพื่อช่วยเพิ่มไฟย่อยค่ะ พบว่าสิวแนวกรามคางลดลงจริง (สิวแนวนี้คือ ระบบย่อยย่อยอาหารไม่ได้หมดค่ะ จะตกค้างเป็นพิษในลำไส้)

จะดื่มแบบจิบ ๆ หรือดื่มรวดเดียว ก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ได้อารมณ์กับผลต่อจิตใจคนละแบบค่ะ ยังไม่ลงลึกตรงนี้นะคะ (ใครมีหนังสืออาหารเปลี่ยนผิว จะมีเขียนรีวิวไว้ละเอียดเลยค่ะ กลับไปอ่านทบทวนได้เลย)

#วิธีการดื่ม
– ต้มน้ำหรือใช้กระติกไฟฟ้าก็ได้ ต้มน้ำให้เดือด แล้วกดมาประมาณ 300 cc ปล่อยให้อุ่นพอดื่มได้ (ถ้าอุ่นจนค่อนเย็น จะไม่ได้ผลนะคะ)

– แล้วค่อย ๆ จิบดื่มแบบละเอียด จนกว่าจะหมด ในเวลา 3-5 นาทีค่ะ หรืออีกวิธีคือ ดื่มรวดเดียวให้หมด เป็นการกระตุ้นลำไส้ค่ะ แต่จะไม่ได้อารมณ์ผ่อนคลาย ร่างกายจะไม่ทันได้ซึมซับความอุ่นร้อนให้กระจายตัวมากนัก แต่ให้ผลทางกระตุ้นการขับถ่ายได้ดีค่ะ

– ทดลองแบบไหนก็ได้ เอาที่รู้สึกดีและได้ผลดีกับตัวเองค่ะ

– ดื่มเวลาเดียว คือ ตอนเช้าหลังตื่นนอน

สูตรที่ 2 น้ำอุ่น ผสมเกลือหิมาลัย มะนาว และทานข้าวหมากตาม

เกลือหิมาลัย (เกลือสีชมพู) จะช่วยเพิ่มการสื่อสารในระดับเซลล์ ช่วยให้ประจุไฟฟ้าไหลลื่นในร่างกายได้ดีขึ้น ผลคือ การไหลเวียนของของเหลวในร่างกายจะเพิ่มขึ้น ของเสียออกจากเซลล์ได้ดีขึ้น สารอาหารเข้าสู่เซลล์ได้มากขึ้น ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ได้มากขึ้น

ถ้าดื่มเฉพาะน้ำอุ่นผสมเกลือหิมาลัยอย่างเดียว ก็ช่วยให้มีของเหลวคั่งค้าง เช่น ในมดลูก ช่องคลอด สามารถกำจัดออกมาได้ระดับหนึ่งเลยค่ะ ใครที่มีปัญหากับระบบประจำเดือนหรือมดลูก อาจพบว่า มีตกขาวหรือปวดท้องน้อยได้ในช่วงเริ่มดื่ม หรือไม่ได้ดื่มนานแล้วกลับมาดื่ม ซึ่งถ้าออกมาหมดแล้ว ก็จะกลับไปเป็นปกติค่ะ (หาย) บีมจึงรู้ว่า ตัวนี้ช่วยให้ร่างกายดีท็อกซ์ได้จริง

ส่วนมะนาว ถ้าเราลองบีบลงบนจานที่มีไขมัน ไขมันจะแตกตัว เวลาเข้าสู่ร่างกายของเรา ก็ทำงานแบบนั้นค่ะ และทุกครั้งที่บีมดื่ม จะหายใจคล่องด้วย เพราะมะนาวจะช่วยให้ไขมันที่เกาะบนหลอดเลือดหรือที่ต่างๆ แตกตัว และถูกกำจัดออกได้มากขึ้น และช่วยปรับเลือดให้เป็นด่างด้วย จึงช่วยปรับสมดุล pH ของเลือด ซึ่งหลังตื่นนอน หลาย ๆ คนที่กินเนื้อสัตว์ หรือกินผักผลไม้น้อย เครียดมาก ร่างกายจะเป็นกรดค่ะ เป็นสภาวะที่มะเร็งและโรคสิวชอบมาก ๆ

บีมจึงเอามารวมกัน ดื่มน้ำอร่อยดี ถ้ามีน้ำผึ้งก็ใส่ไปค่ะ แต่บางคนอาจจะมีเรื่องของภาวะความเร็วต่อน้ำตาล กินแล้วมีผลต่อน้ำตาลแกว่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อผิว ทำให้สิวอักเสบ แต่โดยส่วนตัว บีมไม่มีปัญหากับน้ำผึ้งเลยค่ะ คิดว่ามีประโยชน์ในการซ่อมลำไส้ด้วยซ้ำไป ช่วยให้มะนาวไม่ระคายเคืองทางเดินอาหารตอนทานสูตรนี้มากไปด้วยค่ะ

พอดื่มเสร็จรวดเดียว เน้นกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่าย ก็จะทานข้าวหมากตามไปเลย เพราะ เป็นการเติมเชื้อแบคทีเรียที่ดีให้ลำไส้ตั้งแต่เช้า สูตรนี้ทำทุกเช้า จะช่วยทั้งเรื่องผิวและการลดหน้าท้องและน้ำหนักค่ะ

#วิธีทำ

– กดน้ำร้อน 1/3 ของแก้วที่บีมถ่ายภาพให้ดู แล้วเติมน้ำอุณหภูมิห้องอีก 2/3 ให้ปรับสัดส่วนให้อุ่นค่อนร้อน

– บีบมะนาว 1/2 ลูกลงไป

– ใส่เกลือหิมาลัย 1/2 ช้อนโต๊ะ (ถ้ามากไป จะเค็มเกิน อะไรที่มากไป ร่งกายไม่ชอบค่ะ แต่เกลือนี้ไม่ทำให้ตัวบวม ไม่อันตรายเหมือนเกลือแกงสีขาว) ทานแล้วตัวไม่บวม แต่อย่าเค็มไปเท่านั้นค่ะ กลับช่วยขับน้ำส่วนเกินออกด้วย

– คนให้เข้ากันทั้งหมด จะใช้หลอดดูดเพื่อป้องกันเคลือบฟันก็ได้ค่ะ

– ทานข้าวหมาก 2 ช้อนโต๊ะตามไป อาจดื่มน้ำตามนิดหน่อยได้ค่ะ เพื่อดันลงกระเพาะและลำไส้

สูตรที่ 3 ยาระดมพล

บีมทานสูตรนี้เพื่อทดลองเรื่องการล้างน้ำเหลืองค่ะ จะดูผลต่อสิวและผิว โดยทดลองจนเข้าใจ ว่ามันช่วยให้สิวหายได้จริง ๆ หน้าใส สิวหาย ขับถ่ายออกดีมาก ๆ และกลิ่นอุจจาระก็แรงมาก ๆ แสดงว่าล้างได้ลึกจริง ๆ และช่วยให้หายปวดหลัง ปวดเนื้อ ปวดตัว ได้ด้วยค่ะ ตามสรรพคุณที่เขาเขียนไว้เลย

แต่…สำหรับคนที่เริ่มทานใหม่ ๆ จะพบปัญหา คือ อาการขับพิษจะเยอะมาก ๆ เพราะ มันล้างเยอะมาก ๆ จะมีปัญหาคือ จิตตก ไม่มั่นใจ แต่ถ้าใครที่เข้าใจ ก็จะกินจนหายได้จริง ๆ ซึ่งใช้เวลา 1 เดือนขึ้นไปสำหรับการทานครั้งแรกเพื่อล้างพิษแก้สิวค่ะ

#วิธีทาน

– ทานตามฉลากได้เลยนะคะ 1-4 ช้อนโต๊ะ ตามธาตุหนักและเบา ใครถ่ายง่าย ก็ทานแค่ 1 ช้อนโต๊ะค่ะ และบีมแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นตามสัก 1 แก้วกาแฟ ทานช่วง 4 ทุ่มทุกคืน จนกว่าสิวจะหายค่ะ

– ตอนเช้า ดื่มน้ำอุ่น 300 cc. เพื่อกระตุ้นการขับถ่ายออกค่ะ

– บางคนอาจตื่นมาปัสสาวะช่วง ตี 1-3 บ่อยกว่าปกติ หรือ ตื่นมาอุจจาระช่วงดังกล่าวเช่นกัน ไม่ต้องตกใจค่ะ แสดงว่าพิษเยอะมากจริง ๆ ควรปล่อยให้ร่างกายได้ขับออกค่ะ พอพิษลดลงแล้ว แม้คืนไหนจะทาน วันต่อมาก็จะไม่ถ่ายมากเหมือนวันแรก ๆ แล้วค่ะ และสังเกตที่ผิว ถ้าสิวหายแล้ว ก็หยุดทานได้ แต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากันค่ะ

สูตรที่ 4 ตรีผลาสูตรไม่หวาน

สมุนไพรสูตรนี้บีมชอบมาก ๆ ค่ะ แต่ราคาก็เอาการอยู่สำหรับการทานเป็นประจำ ถ้าทำเองได้ก็คงจะประหยัดไม่น้อย แต่ถ้าจะเน้นแก้สิว ก็เป็นอีกตัวที่น่าพิจารณา แต่ผลการขับพิษ จะมากกว่าระดมพลไปอีก เพราะมันปรับธาตุไปด้วย ดีท็อกซ์ไปด้วยพร้อม ๆ กัน ซึ่งลำพังกระบวนการปรับธาตุก็ทำให้ร่างกายปรับตัวเยอะมากช่วงแรก ๆ แล้ว สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาสิว จะไม่พบปัญหาสิวขับพิษค่ะ แต่คนที่มีปัญหาสิว จะพบปัญหานี้ด้วย ดังนั้น มันมีอะไรที่ต้องเข้าใจเพิ่มก่อนทานค่ะ

ส่วนตัวบีมจะชอบทานตรีผลาช่วงเปลี่ยนฤดู เพราะเขาจะทำให้เราแข็งแรง ไม่เป็นหวัดง่าย หรือทานตอนเป็นหวัดก็หายเร็วมาก ๆ และช่วยปรับธาตุ ช่วยเติมเชื้อแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ คือช่วยหลายๆ อย่างในหนึ่งเดียว

แต่การทานตัวนี้ ถ้าหวังผลเรื่องการแก้สิว ต้องทานต่อเนื่อง เท่าที่ได้รับฟีดแบ็ค คือ 3-6 เดือนค่ะ แต่ก็จะเหมาะกับคนที่เข้าใจและชื่นชอบการปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป สิวค่อย ๆ หาย สุขภาพค่อย ๆ ดีขึ้นค่ะ

วิธีทาน
– ถ้าเป็นสูตรที่ถ่ายภาพมาให้ เป็นแบรนด์ที่บีมเลือกทานประจำค่ะ (ถ้าจะทาน) เพราะดูสะอาดและมีมาตรฐาน และหาซื้อได้ง่าย บีมซื้อที่ตำรับไทยค่ะ สำหรับขวดนี้ ซื้อให้น้องแคนดี้ กินล้างไขมันไม่ดีออกจากการกินขนมแบบเด็ก ๆ

– รู้สึกเขาจะไม่บอกวิธีทานไว้ค่ะ มันสามารถปรับปริมาณได้ตามที่เราต้องการ ถ้าเริ่มต้น บีมแนะนำให้ซื้อแก้วเป๊กมา แล้วลองดื่มที่ 20 cc ก่อนนอนเวลาเดียวค่ะ ดื่มน้ำอุ่น 1/2 แก้วกาแฟตาม ลองดื่มแบบนี้ไปสัก 3 วัน สังเกตดู ถ้าโอเคอยู่ ก็เพิ่มเป็น 30 cc ก่อนนอน เวลาเดียวอีกสัก 3 วัน สังเกตดู ถ้ายังโอเค ก็เพิ่มเป็น 2 เวลาเลย คือ เช้าและก่อนนอนค่ะ

– ทานไปจนกว่าสิวจะหายค่ะ

#คำแนะนำเพิ่มเติม

– เลือกแค่สูตรใดสูตรหนึ่งต่อการล้างพิษช่วงระยะเวลาหนึ่ง
– ทานต่อเนื่องตามที่แนะนำ จนกว่าสิวจะหาย
– ช่วงระหว่างที่ทานสูตรเหล่านี้ ควรดูแลเรื่องอาหารให้ดี กินคลีนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ งดเนื้อสัตว์ อาหารมัน อาหารหวาน แป้ง GI สูง ของย่อยยาก ๆ ปิ้ง ย่าง นมวัว โยเกิร์ตจากนมวัว พาสต้า มะกะโรนี ชีส งดไข่ไปก่อนนะคะ เพราะหลายคนแพ้ไม่รู้ตัว
– เน้นกินเมนู ต้ม นึ่ง ลวก เน้นผักเยอะ ๆ กินผลไม้เป็นอาหารว่าง กินสลัดโรล สลัดผัก น้ำปั่นผักผลไม้ อาหารไม่ผ่านกระบวนการ
– เรื่องอาหารแนะนำให้ทำตามข้อมูลในอัลบั้มนี้ค่ะ https://www.facebook.com/pg/siwsecret/photos/?tab=album&album_id=879029035783988
– ดื่มน้ำอุณหภูมิห้องวันละไม่ต่ำกว่า 1.5 ลิตร โดยดื่มตามวิธีที่แนะนำไว้ที่นี่ค่ะ https://www.facebook.com/…/a.889649541388…/889011751452383/…

– ไม่ว่าจะเลือกสูตรไหน ก็ควรกินข้าวหมาก / โยเกิร์ตนมถั่วเหลือง ทุกเช้าพร้อมกับการดื่มน้ำตอนเช้า ถ้าเป็นไปได้ ควรกินมะละกอ หรือ กล้วยน้ำว้า ตามการกินข้าวหมากหรือโยเกิร์ตด้วย จะช่วยให้เชื้อแบคทีเรียขยายตัวได้ดีมาก ๆ ส่งผลให้ลำไส้ดีขึ้นเร็วค่ะ ลำไส้ดี = ผิวดี ยิ่งถ้าปรับอาหาร กินผักผลไม้เยอะ ๆ ดื่มน้ำมากและถูกวิธี จะยิ่งให้ผลดีเร็วมาก ๆ ค่ะ

#จำไว้ว่า

– ไม่สามารถบอกอาการขับพิษของแต่ละคนได้ จะเกิดขึ้นแตกต่างกัน ควรต้องศึกษาวิธีรับมือและทำตามที่แนะนำไว้ที่อัลบั้มนี้ค่ะ https://www.facebook.com/pg/siwsecret/photos/?tab=album&album_id=884490495237842

– ไม่สามารถบอกระยะเวลาของแต่ละคนได้ว่าเมื่อไหร่จะหายค่ะ ต้องทำ ต้องปรับตัวเองไปเรื่อย ๆ จนเรากลายเป็นคนใหม่ที่มีพฤติกรรมใหม่ มีจิตใหม่ ที่เป็นจิตใสสะอาดจริง ๆ

– จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้าต้องการหายจากสิวจริง ๆ ต้องแก้ที่จิตก่อน ฝึกโยคะหัวเราะ ตามเพจครูเก๋ https://www.facebook.com/KayMiracles เลยค่ะ ดีท็อกซ์ที่จิตไปด้วย จะได้หายเร็ว ๆ ค่ะ เพราะถ้าจิตเราเป็นอิสระจากสิวเมื่อไหร่ ไม่แคร์มัน ไม่กังวลกับมัน เราจะหายเร็วมาก ๆ ต่างกับการที่เราไปคิดถึงมันตลอดเวลา จะทำให้จิตติดค้างในภาวะเป็นสิว ที่แม้จะดูแลร่างกายดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถหายได้

– ต้องเข้าใจก่อนลงมือทำ เพราะเป็นกระบวนการธรรมชาติ เซลล์ร่างกายมีถึง 70 ล้านล้านเซลล์ จะหายขาดภายใน 3 วัน 7 วันคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากค่ะ ดังนั้น สร้างความคาดหวังให้ถูกต้อง นี่คือการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ไม่ใช่แค่รักษาสิว แต่ผลพลอยได้คือ หน้าใสตลอดไปไม่ต้องกลับมาเป็นอีก … นานแค่ไหน ก็คุ้มที่จะทำค่ะ

ขออวยพรให้ทุกคนที่ได้ทำตามอย่างตั้งใจจริง ๆ
มีผิวใส มีสุขภาพดี มีความสุขในการดูแลตัวเอง
เห็นพัฒนาการที่ดีของตัวเองในทุก ๆ เช้าที่ลืมตานะคะ

ด้วยรัก
#บีมวรดาภา
#ล้างพิษรักษาสิว
#มากกว่าสิวหายคือได้ชีวิตกลับคืนมา

สาเหตุแท้จริงของสิวและวิธีรักษาที่ถูกต้องที่จะทำให้หายจริง คลิกอ่านที่นี่ก่อนเลยนะคะ https://siwsecret.com

สลัด “รากเหง้าสิว” ให้หลุดด้วย TRE

TRE คือ เครื่องมือที่ทำให้บีมหลุดพ้นจาก “สภาวะสะสมความเครียดเรื้อรัง” โดยไม่ต้องนั่งพูดเรื่องราวย้อนหลังอันเจ็บปวดให้ผู้บำบัดฟังเราแค่ช่วยให้ร่างกายจัดการเองตามธรรมชาติ ชอบมากค่ะ 🙂 ซึ่งบีมใช้ร่วมกับโยคะหัวเราะ ได้ผลดีมาก ๆ ในการเคลียร์ตัวเองทุก ๆ มิติ

TRE ย่อมาจาก Tension & Trauma Releasing Exercise เป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง ที่จะช่วย “กำจัดความเครียดและความเจ็บปวด” ที่ร่างกายของเราจดจำไว้ในระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ด้วยกระบวนการสั่นออกตามธรรมชาติ

สำหรับบีมแล้ว บีมได้ทำมาแล้วประมาณ 3-4 ครั้ง กับครูเก๋ วรารักษ์ Kay Miracles by ครูเก๋ วรารักษ์ ตามที่บีมเคยเขียนบันทึกไว้ในเว็บนี้ไปแล้ว

แต่ครั้งล่าสุด คือ เมื่อวาน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งพิเศษมาก ๆ เพราะบีมได้มีโอกาสได้ทบทวนสเต็ปกับครูเก๋อีกครั้งพร้อมกับได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากคุณ Lori Ann Arsenault ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร และเป็น Global TRE® Certification Trainer Freedom Within Wellness อยู่ที่ จ.เชียงใหม่โดยตรงจาก Zoom (โปรแกรมวิดีโอคอล) ในช่วงเวลา 1 ชั่วโมงของการสอบของครูเก๋ค่ะ

ประสบการณ์ TRE ของบีม

ทุกครั้งที่ได้รู้ว่า จะทำ TRE บีมจะรู้สึกดีใจมาก เพราะ ครูเก๋จะจัด TRE ไม่บ่อยค่ะ และกว่าจะได้ทำ คือ นักเรียนต้องร่างกายพร้อม ห้ามเหนื่อย ห้ามเพลีย คือต้องพร้อมจริง ๆ เพราะ การทำ TRE นั้น แม้จะเป็นการออกกำลังกายที่มีท่าง่าย ๆ ในการกระตุ้นระบบ “สั่นออก” ตามธรรมชาติ แต่ในระหว่างกระบวนการนั้น มีสิ่งที่ต้องดูแลรายละเอียดมาก ไม่เช่นนั้น ผลลัพธ์จะตีกลับทำให้อาการแย่กว่าเดิมได้ค่ะ

ที่ดีใจก็เพราะรู้แล้วว่า ตัวเองมีความเครียดสะสมมาเยอะมาก และยังมีอดีตที่เจ็บปวดคั่งค้างอยู่บ้าง ก็อยากจะให้มันออกไปซะให้หมดค่ะ เพราะรู้ว่านั่นคือรากเหง้าของร่างกายที่เสียสมดุลและเป็นต้นเหตุของปัญหาชีวิตและสิวเรื้อรังที่เคยมี ซึ่งมันไม่สามารถเอาออกได้ด้วย TRE เพียงครั้งเดียว และไหนจะความเครียดใหม่ ๆ อีก แต่ก็โชคดีว่า เราได้ช่วยตัวเองไปแล้วด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่ครูเก๋สอนไว้ ไม่ว่าจะเป็น แมนดาล่า โยคะหัวเราะ Instant Calm การหยั่งราก grounding การอดอาหาร และมีที่บีมศึกษาและทำเองและได้ผลดี ร่วมด้วยคือ นั่งสมาธิแบบโล่ง ๆ ว่าง ๆ การเชื่อมต่อกับดิน น้ำ ลม ไฟ ตามธรรมชาติ การเขียนไดอารี่ เป็นต้น

และครั้งล่าสุด คือ เมื่อวาน ไปทำที่ Gita’s House บ้านคีตา เชียงราย ที่ห้อง #17องศาเหนือ ของครูเก๋ (ที่ซึ่งมีพลังงานสงบมากๆ) บีมดีใจมากที่ได้เรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติมจากคุณลอรี่ แอน ผู้เป็นอาจารย์ของครูเก๋ในวิชา TRE ค่ะ คือ การได้วางท่าทางที่สบาย เพื่อให้ร่างกายปลดปล่อยความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกออกมาได้มากที่สุดตามธรรมชาติ แล้วมันก็ออกมาเยอะจริง ๆ ด้วย ชอบมาก 555+ (ถ้าเทียบกับอารมณ์รักษาสิวกับคุณหมอเมื่อก่อน คือ ชอบให้คุณหมอเอากรดแต้ม ชอบกดสิว คือ ทำอะไรก็ได้ ที่ทำแล้ว ให้สิวมันหายและหมดไปค่ะ อารมณ์เดียวกัน)

แต่อันนี้ ทำแล้วมันจบค่ะ ทำแล้วมันออกไปจริง ๆ ถ้าทำได้ถูกต้อง ทำเสร็จแล้วมันจะสงบลงตามธรรมชาติ บีมปวดหลังก่อนไป และเครียดก่อนไป เพราะต้องทำงานเยอะมาก ทำไม่ทัน พอทำเสร็จ รู้สึกหายปวดหลัง และตอนที่สั่น ก็สั่นไปทั้งตัวล่ะค่ะ แต่จะเป็นเยอะ ๆ ที่กลางลำตัว เป็นประสบการณ์สั่นออกที่รู้สึกเต็มที่มาก ๆ ซึ่งอาจจะด้วยว่าเราทำมาแล้วด้วย รอบนี้เราเลยได้เข้าใจสเต็ปและรู้จุดโฟกัสมากขึ้นค่ะ และได้ปรับเทคนิคและท่าทางอีกหน่อย เลยโอเคมาก ๆ เลย

แต่จริง ๆ แล้ว มันได้ผลดีตั้งแต่ครั้งแรกแล้วค่ะ แต่รอบแรกเราไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไหร่ เลยอาจไม่เต็มที่ แต่ก็รู้สึกดีตั้งแต่รอบแรกแล้ว อย่างน้อยที่สุด มันทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น และมีสติมากขึ้น เพราะ ระหว่างที่ทำ ระหว่างที่ร่างกายปลดปล่อยพลังเครียดสะสมออกมา มันจะมีภาวะหลายอย่าง ที่บางคนอาจจะเหมือนฝันอยู่ หลุด ลอย คือ เราห้ามหลุด ต้องครองสติ นั่นคือหัวใจเลยค่ะ มันเลยเป็นเหมือนช่วงที่ทำให้เราได้ภาวนา ฝึกสติไปด้วย ซึ่งชอบ 55+

ซึ่งครูเก๋บอกบีมว่า TRE จะช่วยขจัดความเครียดที่ฝังอยู่ในระบบประสาทและกล้ามเนื้อส่วนล่าง (สะโพก อุ้งเชิงกราน) ซึ่งเป็นโซนหลักที่ความเครียดจะไปสะสมอยู่ค่ะ (แต่พอมันสั่นออก มันก็มักจะทำให้ระบบประสาททั้งตัวได้สั่นตามไปด้วยนะคะ) แต่ถ้าจะให้ครบ ต้องทำคู่ไปกับโยคะหัวเราะ ซึ่งจะได้ในส่วนกระบังลมและขับเอาแก๊สหมักหมมในปอดออกไปค่ะ ก็จะเป็นตัวเสริมกันและกันที่ดีมาก ๆ ในด้านการเคลียร์ตัวเองทุกมิติของร่างกาย (ระบบดีท็อกซ์ตามธรรมชาติของแท้) จริง ๆ และทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายกลับมา เมื่อเรารีแล็กซ์ มากขึ้น จะทำให้เราสมดุลค่ะ เมื่อร่างกายและจิตใจสมดุล มันก็แข็งแรง ภูมิคุ้มกันก็จะสูงขึ้นตามธรรมชาติทั้งกายและใจ

บีมรัก TRE มาก ๆ และตัดสินใจลงเรียนวันที่ 2-3 พ.ย. นี้ ซึ่งจะสอนเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลักค่ะ สำหรับผู้สนใจเรียน อาจจะต้องมีทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษในระดับสื่อสารได้มากเพียงพอ จึงจะช่วยให้เข้าใจบทเรียนได้มากค่ะ

การตัดสินใจไปเรียนครั้งนี้ เพราะบีมมองเห็นแล้วว่า นี่คือเครื่องมือที่จะช่วยให้ “รากสิว” หลุดออกไปได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริง ๆ จากต้นตอคือความเครียดสะสมเรื้อรัง ที่จริง ๆ แล้วก็เป็นสาเหตุของทุกโรคเรื้อรังในปัจจุบันนั่นเอง และเป็นสาเหตุของการตายอันดับหนึ่งของประชากรโลก ซึ่งนอกจากจะได้เรียนเพื่อนำมาถ่ายทอดต่อได้อย่างถูกต้องกับแฟนเพจที่ติดตามกันแล้ว ก็ยังได้เอาวิชามาฝึกปฏิบัติเองต่อ เพื่อป้องกันความเครียดใหม่สะสมได้ด้วยค่ะ จะได้มีสุขภาพกายและใจที่ดีตลอดไปได้ยั่งยืน มีพลังทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแข็งแรง สร้างสรรค์ และเปี่ยมด้วยพลัง คนที่ได้รับอะไรไปต่อจากบีม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ลูกค้า แฟนเพจ ก็จะได้รับแต่พลังงานที่ดี ๆ ด้วยค่ะ เพราะบีมตระหนักแล้วว่า หากต้องการเป็นผู้ให้ พลังเราต้องเต็มก่อน เราต้องซ่อมตัวเองให้เสร็จก่อน ถึงจะมีสิ่งที่ดีให้คนอื่น ๆ ได้จริง ๆ ไม่เป็นต้นแบบที่ผุ ๆ พัง ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดความเสียหายกับผู้รับได้อย่างมหาศาลค่ะ

หากใครได้มาเรียนรอบนี้ จะเจอบีมที่คลาสด้วยค่า แต่เราคงไม่ได้คุยเรื่องสิวกัน คงเน้นฝึก TRE กันนะคะ 🙂 เพราะ การแก้ปัญหาสิวในแบบฉบับใหม่ที่บีมเรียนรู้ เราไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องสิวกันเลยค่ะ เพราะด้วยวิธีการที่ทำโดยการสั่นและหัวเราะเอาความเครียดออก ประกอบกับดูแลตัวเองสายคลีน มันก็แก้ได้ในตัวอยู่แล้วค่ะ

ถ้าใครที่ไม่ติดอะไร แนะนำให้มาเรียนรู้เทคนิคนี้แล้วเอาไปใช้ต่อนะคะ เพราะมันคือเครื่องมือที่ดีมาก ๆ ที่จะทำให้ต้นตอของสิว คือ ความเครียดที่ฝังอยู่ ถูกกำจัดออกไป โดยไม่ต้องไปรื้อฟื้นเรื่องราวอะไรให้ตะกอนที่อยู่ก้นต้องออกมา แต่คือ การเขย่าและเทตะกอนออกไปด้วยกลไกธรรมชาติของร่างกายเองค่ะ

ง่าย เร็ว ได้ผลจริง เมื่อทำอย่างเข้าใจและต่อเนื่องค่ะ เมื่อความเครียดเบาบางและหายไป หน้าใส ๆ และสุขภาพดี ๆ จิตใจที่ผ่องใส ก็จะสามารถเกิดได้ตามธรรมชาติค่ะ

อีกหนึ่งวิชาธรรมชาติบำบัดที่มีวิทยาศาสตร์รองรับที่แนะนำ

#บีมวรดาภา
#BeamsReview
#TRE

หมายเหตุ

สำหรับผู้ที่สนใจและสะดวกเป็นภาษาไทยมากกว่า จะมีคอร์สวันที่ 9-10 พ.ย. ที่มีการแปลเป็นภาษาไทยให้ตลอดคอร์สค่ะ รายละเอียดคลิกที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/events/2109763682462071

เคลียร์สิว ผิวใส ด้วยเทคนิค RRP (ตอนที่ 1)

วันนี้ บีมจะมาอัพเดทความรู้ตกผลึกล่าสุด ที่บีมได้ใช้แล้วเห็นผลกับตัวเองดีเยี่ยมสำหรับสุขภาพของตัวเองในทุกๆมิติ คือ กาย ความคิด ความรู้สึก และการเติบโตทางจิตวิญญาณ ที่ไม่ได้ส่งผลให้เฉพาะเรื่องผิวที่เคลียร์และใสขึ้น และมีแนวโน้มได้ผลลัพธ์อย่างถาวรแท้จริง (ร่างใหม่จริงๆ) แต่ยังทำให้ชีวิตเติบโตขึ้นในทุกมิติบนทางเดินแห่งความสุขและเส้นทางของเราเองจริง ๆ (ไม่ใช่จากสังคมหรือใครกำหนด)

โดยความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบีม ที่เหมือนได้เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณและมีร่างกายใหม่จริง ๆ เกิดจาก 7 เหตุปัจจัยนี้เป็นหลักค่ะ

ปัจจัยข้อที่ 1 ได้เรียนรู้ศาสตร์ “โยคะหัวเราะ” และนำมาปฏิบัติต่อเนื่องจริง

สำหรับผู้ที่ติดตามบีมมานาน น่าจะเคยได้รับทราบว่า บีมได้ลงเรียน คอร์สประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะสากล เมื่อเดือนมีนาคม 2562 มาก่อน หลังจากจบคอร์ส บีมได้เห็นผลกับสุขภาพองค์รวมและผิวในทันที รวมถึงทัศนคติต่อชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปภายในคอร์ส และแบ่งปันไว้ในคลิปนี้ โยคะหัวเราะช่วยทลายรากสิวและป้องกันสิวใหม่ได้อย่างไร หลังจบคอร์สเลยค่ะ (ตอนนั้นหน้าใสมากจริง ๆ ผลลัพธ์ชัดเจน จึงต้องการแบ่งปัน)

ปัจจัยข้อที่ 2 ได้เรียนรู้และปฏิบัติเทคนิค RRP อื่น ๆ จากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง

ประกอบกับบีมได้รับการถ่ายทอดความรู้เป็นส่วนตัวจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2561 (ลองอ่านในบันทึกพลังงานบำบัดกับครูเก๋ ครั้งที่ 1 ได้ค่ะ) ครูผู้ที่ทำให้บีมเข้าใจ “การซ่อมราก” กายและจิตอย่างแท้จริง และทำให้เข้าใจร่างกายของมนุษย์อย่างลึกซึ้งจริง ๆ สามารถ “ซ่อมตัวเอง” ได้ด้วยตัวเองจริง ๆ ใช้ทุกระบบที่ร่างกายมนุษย์พึงมีเป็น รู้เท่าทันความคิด อารมณ์ได้มากขึ้นมาก ๆ ปรับสมดุลได้ในระดับ advanced ด้วยวิธีเรียบง่ายมาก ๆ ซึ่งตรงจริตของบีมอย่างมาก

ปัจจัยข้อที่ 3 ได้เรียนรู้หลักการและทำ workshop “การสำนึกรู้คุณ” (Gratitude) จากโค้ชโอ้ง

ซึ่งเป็นสิ่งที่บีมได้ยินมานานแล้ว แต่ค่อนข้างปิดใจ ไม่ศึกษา เพราะ ได้ยิน ได้เห็น จากโค้ชต่าง ๆ ที่สอนกันอยู่ตอนนั้น รู้สึกว่าไม่ถูกจริตตัวเอง แต่โชคดีที่ได้พบโค้ชโอ้ง ซึ่งเป็นคนเชียงรายเหมือนกัน และมีโอกาสได้เรียนรู้หลักการเรื่องนี้และเคลียร์เรื่องกฎแรงดึงดูดได้ชัดเจน และ workshop ที่ได้มาทำ ก็เห็นชัดเจนว่า มันทำงานอย่างไร และเมื่อได้ตกผลึกของตัวเองแล้ว โดยผสมผสานกับองค์ความรู้ทั้งหมดที่ได้เคยเรียนรู้มา รวมกับก้อนใหญ่ที่เรียนจากครูเก๋ ก็ทำให้รู้สึกว่า “อยู่บนเส้นทางที่ใช่และถูกต้องสำหรับตัวเอง”

ปัจจัยข้อที่ 4 บีมนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 4 ปี

จริง ๆ แล้วบีมเป็นคนที่ชอบนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะปกติเป็นคนจิตร้อน แต่พอนั่งแล้วสงบดี แต่ก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่านั้น ก็ทำมาเรื่อย ๆ แต่ไม่สม่ำเสมอและหายไปช่วงเรียนหนังสือระดับชั้นมัธยมถึงมหาวิทยาลัย (นาน ๆ ทีทำ) ช่วงทำงานไม่ค่อยได้ทำ แต่มาทำเยอะมาก ๆ ช่วงปี 2552 เพราะตอนนั้นชีวิตเป็นขาลงแบบสุด ๆ และมีโอกาสได้กลับมาอยู่บ้านที่ อ.พาน ก็มีเวลาทำสมาธิทุกวัน จนกระทั่งชีวิตดีขึ้นจนธุรกิจเติบโตมาก ๆ ก็ไม่ได้ทำเพราะมัวแต่ยุ่งกับงานและลูก หาเวลาไม่ได้เลย แต่หลังจากชีวิตพบวิกฤติครั้งใหญ่เมื่อประมาณปี 2558 ก็ได้มีโอกาสไปวัดอัมพวัน ที่จังหวัดสิงห์บุรี โดยการชักชวนของกัลยาณมิตร 2 ท่าน คือ คุณ Vasu Chanratthanayothin และ คุณกัญฐ์พอร เอี๋ยวสกุล ทำให้บีมได้นั่งสมาธิในรูปแบบที่ทำให้เข้าใจ “สภาวะจิต” และ “ทุกข์” คือ การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีมาก ๆ สำหรับการนั่งสมาธิในแนวทางที่ถูกต้องและ “ไม่หลงทาง” และนั่งตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยปรับรูปแบบให้เข้ากับชีวิตในแต่ละช่วงมากขึ้น ซึ่งทำให้บีมยังคงรักษาสติและพลังส่วนหนึ่งไว้ได้ ไม่คิดจบชีวิตตัวเองไปเสียก่อน (เพราะที่ได้เจอมันหนักหน่วงจริงๆ)

ปัจจัยข้อที่ 5 ความเข้าใจเรื่อง “ธรรมชาติบำบัด” และการดูแลตัวเองตามแนวธรรมชาติ

ข้อนี้ช่วยทำให้บีมยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ แม้สถานการณ์จะถาโถมเพียงใด แต่บีมยึดหลักธรรมชาติไว้ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดีท็อกซ์ อดอาหารล้างพิษ การใช้ skincare ที่ปลอดภัย การรับพลังจากดิน น้ำ ลม ไฟ จากธรรมชาติ การปรับสมดุลด้วยอาหารอย่างง่าย ๆ และใช้แนว minimalism คือน้อยแต่ครบ มาดูแลตัวเองเสมอ แม้ช่วงที่เครียดหนักและยังไม่พบครูเก๋ ผิวอาจจะไม่ได้ดีมากและยังคงมีสิวขึ้น แต่อย่างน้อยก็ไม่นอยด์ ไม่ต้องมาทุกข์เรื่องนี้ เพราะเรารู้วิธีจัดการแล้ว เราก็ได้นำพลังที่เหลือน้อยนิดไปทำสิ่งอื่นที่จะช่วยแก้ปัญหาของเราได้ต่อไป ไม่เปลืองพลังโดยใช่เหตุ ซึ่งจะแตกต่างกับคนที่ไม่ใช้หลักธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเขาไม่ทราบตรงนี้ ก็จะต้องป่วยและไปกินยา ซึ่งมันไม่จำเป็นและยิ่งเพิ่มความเครียดเข้าไปอีก เพราะ ยาคือสารเคมีที่ร่างกายไม่ต้องการ และยิ่งทำให้สุขภาพแย่ลงในระยะยาว ซึ่งของบีมตัดตรงนี้ไปได้เลย และในวันที่ชีวิตดีขึ้นแล้ว ต้นทุนทางสุขภาพเราก็ยังดีและพัฒนาต่อไปให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ได้อยู่

ปัจจัยข้อที่ 6 ได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ “กดดันและเลวร้ายที่สุดในชีวิต” (สำหรับชีวิตของบีมเองนะคะ)

จนทำให้รู้ว่า “การฝึกฝนจิตและกายที่ได้เรียนวิชาจากครูเก๋ โค้ชโอ้ง และพื้นฐานการนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่องของบีมนั้น ได้ผลจริงและช่วยปลดปล่อยจิตให้เป็นอิสระได้มากจริง ๆ” ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการที่บีบคั้นหัวใจนั้นแล้ว มันน่าจะเทียบได้กับ “ความเจ็บปวดของแม่และความรู้สึกบีบคั้นของลูกระหว่างคลอดธรรมชาติ” (บีมคลอดธรรมชาติลูก 2 คน เลยเทียบได้ค่ะ) และพอ “หลุด” แล้ว แม่ก็หายปวดทันที ลูกก็โล่งทันที และก็ต้องมาเดินต่ออย่างแข็งแรงเป็นบทถัดไป เหมือนได้ “เกิดใหม่” จริง ๆ พร้อมกับผลลัพธ์ชีวิตที่ได้ปรารถนาเอาไว้ ก็เริ่มแสดงให้เห็นในชีวิตภายนอกจริง ๆ (ชีวิตภายนอก = ชีวิตภายใน)

ปัจจัยข้อที่ 7 ความรัก ความช่วยเหลือจากครอบครัวและการให้โอกาสจากกัลยาณมิตร

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายหลาย ๆ ระลอกในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือ “ความรัก” และ “ความช่วยเหลือ” จากครอบครัวและกัลยาณมิตรค่ะ ข้อดีของการที่เราเจอปัญหาหนัก ๆ และนานพอก่อนที่เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากจุดนั้น คือ เราจะเห็น “ความรักแท้” ของคนที่รักเราจริง ๆ ในวันที่เราไม่เหลืออะไร ในวันที่เราไม่เชื่อในศักยภาพของตัวเอง เราจะพบว่า มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่มองเห็น “คุณค่าในตัวเรา” สำหรับบีมแล้ว ครอบครัวคืออันดับหนึ่งที่บีมได้รับสิ่งนี้ และกัลยาณมิตรทุกคน รวมถึงผู้ที่ช่วยเหลืองานเราในวันที่เราอยู่ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ และคนที่เราได้พบเจอใหม่ ๆ เราจะมีทักษะในการคัดกรองได้รวดเร็ว ว่าจะเข้ากันกับเราได้ดีไหมค่ะ ซึ่งทักษะตรงนี้เราจะได้รับเฉพาะในช่วงที่เราเคยผ่านความลำบากมาแล้วเท่านั้น

วันนี้ ขอจบบทความไว้เท่านี้ก่อนนะคะ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของบีมนั้น เกิดมาจากเหตุปัจจัยใดบ้าง

บีมได้เรียนรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงภายนอกมาจากการเปลี่ยนแปลงภายในเท่านั้นค่ะ ผลลัพธ์ภายนอกของบีมในวันนี้ คนภายนอกจะยังเห็นไม่ชัดเจนถ้าวัดด้วยมาตรฐานของสังคมไทยทั่วไป

แต่สำหรับตัวบีมเอง บีมรู้ตัวเองดีค่ะ และมั่นใจที่จะบอกต่อออกไปแล้วถึงสิ่งที่กำลังตกผลึกในตอนนี้เพื่อเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังตามหา “เส้นทางการเติบโตของตัวเองอย่างมีความสุขทุกขณะแบบมั่นคงและชัดเจน” และรู้ว่าทิศทางการเติบโตครั้งใหม่นี้จะไปบนเส้นทางใด และอย่างไรแบบชัดเจน เพราะ “ซ่อมรากแล้ว ชีวิตมันจะไปต่อได้แบบชัดเจนเองค่ะ” และบีมจะมาเขียนต่อให้เข้าใจเรื่องนี้ และโยงให้เห็นว่ามันจะเคลียร์สิวผิวใสแบบถาวรได้อย่างไร รอติดตามนะคะ 🙂

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผู้สนใจสามารถดูคลิปสรุปของบีมได้ด้วยค่ะ

รวมพฤติกรรมเปลี่ยนผิวที่ 8 – 21