สลัด “รากเหง้าสิว” ให้หลุดด้วย TRE

TRE คือ เครื่องมือที่ทำให้บีมหลุดพ้นจาก “สภาวะสะสมความเครียดเรื้อรัง” โดยไม่ต้องนั่งพูดเรื่องราวย้อนหลังอันเจ็บปวดให้ผู้บำบัดฟังเราแค่ช่วยให้ร่างกายจัดการเองตามธรรมชาติ ชอบมากค่ะ 🙂 ซึ่งบีมใช้ร่วมกับโยคะหัวเราะ ได้ผลดีมาก ๆ ในการเคลียร์ตัวเองทุก ๆ มิติ

TRE ย่อมาจาก Tension & Trauma Releasing Exercise เป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง ที่จะช่วย “กำจัดความเครียดและความเจ็บปวด” ที่ร่างกายของเราจดจำไว้ในระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ด้วยกระบวนการสั่นออกตามธรรมชาติ

สำหรับบีมแล้ว บีมได้ทำมาแล้วประมาณ 3-4 ครั้ง กับครูเก๋ วรารักษ์ Kay Miracles by ครูเก๋ วรารักษ์ ตามที่บีมเคยเขียนบันทึกไว้ในเว็บนี้ไปแล้ว

แต่ครั้งล่าสุด คือ เมื่อวาน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งพิเศษมาก ๆ เพราะบีมได้มีโอกาสได้ทบทวนสเต็ปกับครูเก๋อีกครั้งพร้อมกับได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากคุณ Lori Ann Arsenault ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร และเป็น Global TRE® Certification Trainer Freedom Within Wellness อยู่ที่ จ.เชียงใหม่โดยตรงจาก Zoom (โปรแกรมวิดีโอคอล) ในช่วงเวลา 1 ชั่วโมงของการสอบของครูเก๋ค่ะ

ประสบการณ์ TRE ของบีม

ทุกครั้งที่ได้รู้ว่า จะทำ TRE บีมจะรู้สึกดีใจมาก เพราะ ครูเก๋จะจัด TRE ไม่บ่อยค่ะ และกว่าจะได้ทำ คือ นักเรียนต้องร่างกายพร้อม ห้ามเหนื่อย ห้ามเพลีย คือต้องพร้อมจริง ๆ เพราะ การทำ TRE นั้น แม้จะเป็นการออกกำลังกายที่มีท่าง่าย ๆ ในการกระตุ้นระบบ “สั่นออก” ตามธรรมชาติ แต่ในระหว่างกระบวนการนั้น มีสิ่งที่ต้องดูแลรายละเอียดมาก ไม่เช่นนั้น ผลลัพธ์จะตีกลับทำให้อาการแย่กว่าเดิมได้ค่ะ

ที่ดีใจก็เพราะรู้แล้วว่า ตัวเองมีความเครียดสะสมมาเยอะมาก และยังมีอดีตที่เจ็บปวดคั่งค้างอยู่บ้าง ก็อยากจะให้มันออกไปซะให้หมดค่ะ เพราะรู้ว่านั่นคือรากเหง้าของร่างกายที่เสียสมดุลและเป็นต้นเหตุของปัญหาชีวิตและสิวเรื้อรังที่เคยมี ซึ่งมันไม่สามารถเอาออกได้ด้วย TRE เพียงครั้งเดียว และไหนจะความเครียดใหม่ ๆ อีก แต่ก็โชคดีว่า เราได้ช่วยตัวเองไปแล้วด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่ครูเก๋สอนไว้ ไม่ว่าจะเป็น แมนดาล่า โยคะหัวเราะ Instant Calm การหยั่งราก grounding การอดอาหาร และมีที่บีมศึกษาและทำเองและได้ผลดี ร่วมด้วยคือ นั่งสมาธิแบบโล่ง ๆ ว่าง ๆ การเชื่อมต่อกับดิน น้ำ ลม ไฟ ตามธรรมชาติ การเขียนไดอารี่ เป็นต้น

และครั้งล่าสุด คือ เมื่อวาน ไปทำที่ Gita’s House บ้านคีตา เชียงราย ที่ห้อง #17องศาเหนือ ของครูเก๋ (ที่ซึ่งมีพลังงานสงบมากๆ) บีมดีใจมากที่ได้เรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติมจากคุณลอรี่ แอน ผู้เป็นอาจารย์ของครูเก๋ในวิชา TRE ค่ะ คือ การได้วางท่าทางที่สบาย เพื่อให้ร่างกายปลดปล่อยความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกออกมาได้มากที่สุดตามธรรมชาติ แล้วมันก็ออกมาเยอะจริง ๆ ด้วย ชอบมาก 555+ (ถ้าเทียบกับอารมณ์รักษาสิวกับคุณหมอเมื่อก่อน คือ ชอบให้คุณหมอเอากรดแต้ม ชอบกดสิว คือ ทำอะไรก็ได้ ที่ทำแล้ว ให้สิวมันหายและหมดไปค่ะ อารมณ์เดียวกัน)

แต่อันนี้ ทำแล้วมันจบค่ะ ทำแล้วมันออกไปจริง ๆ ถ้าทำได้ถูกต้อง ทำเสร็จแล้วมันจะสงบลงตามธรรมชาติ บีมปวดหลังก่อนไป และเครียดก่อนไป เพราะต้องทำงานเยอะมาก ทำไม่ทัน พอทำเสร็จ รู้สึกหายปวดหลัง และตอนที่สั่น ก็สั่นไปทั้งตัวล่ะค่ะ แต่จะเป็นเยอะ ๆ ที่กลางลำตัว เป็นประสบการณ์สั่นออกที่รู้สึกเต็มที่มาก ๆ ซึ่งอาจจะด้วยว่าเราทำมาแล้วด้วย รอบนี้เราเลยได้เข้าใจสเต็ปและรู้จุดโฟกัสมากขึ้นค่ะ และได้ปรับเทคนิคและท่าทางอีกหน่อย เลยโอเคมาก ๆ เลย

แต่จริง ๆ แล้ว มันได้ผลดีตั้งแต่ครั้งแรกแล้วค่ะ แต่รอบแรกเราไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไหร่ เลยอาจไม่เต็มที่ แต่ก็รู้สึกดีตั้งแต่รอบแรกแล้ว อย่างน้อยที่สุด มันทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น และมีสติมากขึ้น เพราะ ระหว่างที่ทำ ระหว่างที่ร่างกายปลดปล่อยพลังเครียดสะสมออกมา มันจะมีภาวะหลายอย่าง ที่บางคนอาจจะเหมือนฝันอยู่ หลุด ลอย คือ เราห้ามหลุด ต้องครองสติ นั่นคือหัวใจเลยค่ะ มันเลยเป็นเหมือนช่วงที่ทำให้เราได้ภาวนา ฝึกสติไปด้วย ซึ่งชอบ 55+

ซึ่งครูเก๋บอกบีมว่า TRE จะช่วยขจัดความเครียดที่ฝังอยู่ในระบบประสาทและกล้ามเนื้อส่วนล่าง (สะโพก อุ้งเชิงกราน) ซึ่งเป็นโซนหลักที่ความเครียดจะไปสะสมอยู่ค่ะ (แต่พอมันสั่นออก มันก็มักจะทำให้ระบบประสาททั้งตัวได้สั่นตามไปด้วยนะคะ) แต่ถ้าจะให้ครบ ต้องทำคู่ไปกับโยคะหัวเราะ ซึ่งจะได้ในส่วนกระบังลมและขับเอาแก๊สหมักหมมในปอดออกไปค่ะ ก็จะเป็นตัวเสริมกันและกันที่ดีมาก ๆ ในด้านการเคลียร์ตัวเองทุกมิติของร่างกาย (ระบบดีท็อกซ์ตามธรรมชาติของแท้) จริง ๆ และทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายกลับมา เมื่อเรารีแล็กซ์ มากขึ้น จะทำให้เราสมดุลค่ะ เมื่อร่างกายและจิตใจสมดุล มันก็แข็งแรง ภูมิคุ้มกันก็จะสูงขึ้นตามธรรมชาติทั้งกายและใจ

บีมรัก TRE มาก ๆ และตัดสินใจลงเรียนวันที่ 2-3 พ.ย. นี้ ซึ่งจะสอนเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลักค่ะ สำหรับผู้สนใจเรียน อาจจะต้องมีทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษในระดับสื่อสารได้มากเพียงพอ จึงจะช่วยให้เข้าใจบทเรียนได้มากค่ะ

การตัดสินใจไปเรียนครั้งนี้ เพราะบีมมองเห็นแล้วว่า นี่คือเครื่องมือที่จะช่วยให้ “รากสิว” หลุดออกไปได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริง ๆ จากต้นตอคือความเครียดสะสมเรื้อรัง ที่จริง ๆ แล้วก็เป็นสาเหตุของทุกโรคเรื้อรังในปัจจุบันนั่นเอง และเป็นสาเหตุของการตายอันดับหนึ่งของประชากรโลก ซึ่งนอกจากจะได้เรียนเพื่อนำมาถ่ายทอดต่อได้อย่างถูกต้องกับแฟนเพจที่ติดตามกันแล้ว ก็ยังได้เอาวิชามาฝึกปฏิบัติเองต่อ เพื่อป้องกันความเครียดใหม่สะสมได้ด้วยค่ะ จะได้มีสุขภาพกายและใจที่ดีตลอดไปได้ยั่งยืน มีพลังทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแข็งแรง สร้างสรรค์ และเปี่ยมด้วยพลัง คนที่ได้รับอะไรไปต่อจากบีม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ลูกค้า แฟนเพจ ก็จะได้รับแต่พลังงานที่ดี ๆ ด้วยค่ะ เพราะบีมตระหนักแล้วว่า หากต้องการเป็นผู้ให้ พลังเราต้องเต็มก่อน เราต้องซ่อมตัวเองให้เสร็จก่อน ถึงจะมีสิ่งที่ดีให้คนอื่น ๆ ได้จริง ๆ ไม่เป็นต้นแบบที่ผุ ๆ พัง ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดความเสียหายกับผู้รับได้อย่างมหาศาลค่ะ

หากใครได้มาเรียนรอบนี้ จะเจอบีมที่คลาสด้วยค่า แต่เราคงไม่ได้คุยเรื่องสิวกัน คงเน้นฝึก TRE กันนะคะ 🙂 เพราะ การแก้ปัญหาสิวในแบบฉบับใหม่ที่บีมเรียนรู้ เราไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องสิวกันเลยค่ะ เพราะด้วยวิธีการที่ทำโดยการสั่นและหัวเราะเอาความเครียดออก ประกอบกับดูแลตัวเองสายคลีน มันก็แก้ได้ในตัวอยู่แล้วค่ะ

ถ้าใครที่ไม่ติดอะไร แนะนำให้มาเรียนรู้เทคนิคนี้แล้วเอาไปใช้ต่อนะคะ เพราะมันคือเครื่องมือที่ดีมาก ๆ ที่จะทำให้ต้นตอของสิว คือ ความเครียดที่ฝังอยู่ ถูกกำจัดออกไป โดยไม่ต้องไปรื้อฟื้นเรื่องราวอะไรให้ตะกอนที่อยู่ก้นต้องออกมา แต่คือ การเขย่าและเทตะกอนออกไปด้วยกลไกธรรมชาติของร่างกายเองค่ะ

ง่าย เร็ว ได้ผลจริง เมื่อทำอย่างเข้าใจและต่อเนื่องค่ะ เมื่อความเครียดเบาบางและหายไป หน้าใส ๆ และสุขภาพดี ๆ จิตใจที่ผ่องใส ก็จะสามารถเกิดได้ตามธรรมชาติค่ะ

อีกหนึ่งวิชาธรรมชาติบำบัดที่มีวิทยาศาสตร์รองรับที่แนะนำ

#บีมวรดาภา
#BeamsReview
#TRE

หมายเหตุ

สำหรับผู้ที่สนใจและสะดวกเป็นภาษาไทยมากกว่า จะมีคอร์สวันที่ 9-10 พ.ย. ที่มีการแปลเป็นภาษาไทยให้ตลอดคอร์สค่ะ รายละเอียดคลิกที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/events/2109763682462071

โฆษณา

เคลียร์สิว ผิวใส ด้วยเทคนิค RRP (ตอนที่ 1)

วันนี้ บีมจะมาอัพเดทความรู้ตกผลึกล่าสุด ที่บีมได้ใช้แล้วเห็นผลกับตัวเองดีเยี่ยมสำหรับสุขภาพของตัวเองในทุกๆมิติ คือ กาย ความคิด ความรู้สึก และการเติบโตทางจิตวิญญาณ ที่ไม่ได้ส่งผลให้เฉพาะเรื่องผิวที่เคลียร์และใสขึ้น และมีแนวโน้มได้ผลลัพธ์อย่างถาวรแท้จริง (ร่างใหม่จริงๆ) แต่ยังทำให้ชีวิตเติบโตขึ้นในทุกมิติบนทางเดินแห่งความสุขและเส้นทางของเราเองจริง ๆ (ไม่ใช่จากสังคมหรือใครกำหนด)

โดยความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบีม ที่เหมือนได้เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณและมีร่างกายใหม่จริง ๆ เกิดจาก 7 เหตุปัจจัยนี้เป็นหลักค่ะ

ปัจจัยข้อที่ 1 ได้เรียนรู้ศาสตร์ “โยคะหัวเราะ” และนำมาปฏิบัติต่อเนื่องจริง

สำหรับผู้ที่ติดตามบีมมานาน น่าจะเคยได้รับทราบว่า บีมได้ลงเรียน คอร์สประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะสากล เมื่อเดือนมีนาคม 2562 มาก่อน หลังจากจบคอร์ส บีมได้เห็นผลกับสุขภาพองค์รวมและผิวในทันที รวมถึงทัศนคติต่อชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปภายในคอร์ส และแบ่งปันไว้ในคลิปนี้ โยคะหัวเราะช่วยทลายรากสิวและป้องกันสิวใหม่ได้อย่างไร หลังจบคอร์สเลยค่ะ (ตอนนั้นหน้าใสมากจริง ๆ ผลลัพธ์ชัดเจน จึงต้องการแบ่งปัน)

ปัจจัยข้อที่ 2 ได้เรียนรู้และปฏิบัติเทคนิค RRP อื่น ๆ จากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง

ประกอบกับบีมได้รับการถ่ายทอดความรู้เป็นส่วนตัวจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2561 (ลองอ่านในบันทึกพลังงานบำบัดกับครูเก๋ ครั้งที่ 1 ได้ค่ะ) ครูผู้ที่ทำให้บีมเข้าใจ “การซ่อมราก” กายและจิตอย่างแท้จริง และทำให้เข้าใจร่างกายของมนุษย์อย่างลึกซึ้งจริง ๆ สามารถ “ซ่อมตัวเอง” ได้ด้วยตัวเองจริง ๆ ใช้ทุกระบบที่ร่างกายมนุษย์พึงมีเป็น รู้เท่าทันความคิด อารมณ์ได้มากขึ้นมาก ๆ ปรับสมดุลได้ในระดับ advanced ด้วยวิธีเรียบง่ายมาก ๆ ซึ่งตรงจริตของบีมอย่างมาก

ปัจจัยข้อที่ 3 ได้เรียนรู้หลักการและทำ workshop “การสำนึกรู้คุณ” (Gratitude) จากโค้ชโอ้ง

ซึ่งเป็นสิ่งที่บีมได้ยินมานานแล้ว แต่ค่อนข้างปิดใจ ไม่ศึกษา เพราะ ได้ยิน ได้เห็น จากโค้ชต่าง ๆ ที่สอนกันอยู่ตอนนั้น รู้สึกว่าไม่ถูกจริตตัวเอง แต่โชคดีที่ได้พบโค้ชโอ้ง ซึ่งเป็นคนเชียงรายเหมือนกัน และมีโอกาสได้เรียนรู้หลักการเรื่องนี้และเคลียร์เรื่องกฎแรงดึงดูดได้ชัดเจน และ workshop ที่ได้มาทำ ก็เห็นชัดเจนว่า มันทำงานอย่างไร และเมื่อได้ตกผลึกของตัวเองแล้ว โดยผสมผสานกับองค์ความรู้ทั้งหมดที่ได้เคยเรียนรู้มา รวมกับก้อนใหญ่ที่เรียนจากครูเก๋ ก็ทำให้รู้สึกว่า “อยู่บนเส้นทางที่ใช่และถูกต้องสำหรับตัวเอง”

ปัจจัยข้อที่ 4 บีมนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 4 ปี

จริง ๆ แล้วบีมเป็นคนที่ชอบนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะปกติเป็นคนจิตร้อน แต่พอนั่งแล้วสงบดี แต่ก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่านั้น ก็ทำมาเรื่อย ๆ แต่ไม่สม่ำเสมอและหายไปช่วงเรียนหนังสือระดับชั้นมัธยมถึงมหาวิทยาลัย (นาน ๆ ทีทำ) ช่วงทำงานไม่ค่อยได้ทำ แต่มาทำเยอะมาก ๆ ช่วงปี 2552 เพราะตอนนั้นชีวิตเป็นขาลงแบบสุด ๆ และมีโอกาสได้กลับมาอยู่บ้านที่ อ.พาน ก็มีเวลาทำสมาธิทุกวัน จนกระทั่งชีวิตดีขึ้นจนธุรกิจเติบโตมาก ๆ ก็ไม่ได้ทำเพราะมัวแต่ยุ่งกับงานและลูก หาเวลาไม่ได้เลย แต่หลังจากชีวิตพบวิกฤติครั้งใหญ่เมื่อประมาณปี 2558 ก็ได้มีโอกาสไปวัดอัมพวัน ที่จังหวัดสิงห์บุรี โดยการชักชวนของกัลยาณมิตร 2 ท่าน คือ คุณ Vasu Chanratthanayothin และ คุณกัญฐ์พอร เอี๋ยวสกุล ทำให้บีมได้นั่งสมาธิในรูปแบบที่ทำให้เข้าใจ “สภาวะจิต” และ “ทุกข์” คือ การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีมาก ๆ สำหรับการนั่งสมาธิในแนวทางที่ถูกต้องและ “ไม่หลงทาง” และนั่งตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยปรับรูปแบบให้เข้ากับชีวิตในแต่ละช่วงมากขึ้น ซึ่งทำให้บีมยังคงรักษาสติและพลังส่วนหนึ่งไว้ได้ ไม่คิดจบชีวิตตัวเองไปเสียก่อน (เพราะที่ได้เจอมันหนักหน่วงจริงๆ)

ปัจจัยข้อที่ 5 ความเข้าใจเรื่อง “ธรรมชาติบำบัด” และการดูแลตัวเองตามแนวธรรมชาติ

ข้อนี้ช่วยทำให้บีมยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ แม้สถานการณ์จะถาโถมเพียงใด แต่บีมยึดหลักธรรมชาติไว้ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดีท็อกซ์ อดอาหารล้างพิษ การใช้ skincare ที่ปลอดภัย การรับพลังจากดิน น้ำ ลม ไฟ จากธรรมชาติ การปรับสมดุลด้วยอาหารอย่างง่าย ๆ และใช้แนว minimalism คือน้อยแต่ครบ มาดูแลตัวเองเสมอ แม้ช่วงที่เครียดหนักและยังไม่พบครูเก๋ ผิวอาจจะไม่ได้ดีมากและยังคงมีสิวขึ้น แต่อย่างน้อยก็ไม่นอยด์ ไม่ต้องมาทุกข์เรื่องนี้ เพราะเรารู้วิธีจัดการแล้ว เราก็ได้นำพลังที่เหลือน้อยนิดไปทำสิ่งอื่นที่จะช่วยแก้ปัญหาของเราได้ต่อไป ไม่เปลืองพลังโดยใช่เหตุ ซึ่งจะแตกต่างกับคนที่ไม่ใช้หลักธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเขาไม่ทราบตรงนี้ ก็จะต้องป่วยและไปกินยา ซึ่งมันไม่จำเป็นและยิ่งเพิ่มความเครียดเข้าไปอีก เพราะ ยาคือสารเคมีที่ร่างกายไม่ต้องการ และยิ่งทำให้สุขภาพแย่ลงในระยะยาว ซึ่งของบีมตัดตรงนี้ไปได้เลย และในวันที่ชีวิตดีขึ้นแล้ว ต้นทุนทางสุขภาพเราก็ยังดีและพัฒนาต่อไปให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ได้อยู่

ปัจจัยข้อที่ 6 ได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ “กดดันและเลวร้ายที่สุดในชีวิต” (สำหรับชีวิตของบีมเองนะคะ)

จนทำให้รู้ว่า “การฝึกฝนจิตและกายที่ได้เรียนวิชาจากครูเก๋ โค้ชโอ้ง และพื้นฐานการนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่องของบีมนั้น ได้ผลจริงและช่วยปลดปล่อยจิตให้เป็นอิสระได้มากจริง ๆ” ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการที่บีบคั้นหัวใจนั้นแล้ว มันน่าจะเทียบได้กับ “ความเจ็บปวดของแม่และความรู้สึกบีบคั้นของลูกระหว่างคลอดธรรมชาติ” (บีมคลอดธรรมชาติลูก 2 คน เลยเทียบได้ค่ะ) และพอ “หลุด” แล้ว แม่ก็หายปวดทันที ลูกก็โล่งทันที และก็ต้องมาเดินต่ออย่างแข็งแรงเป็นบทถัดไป เหมือนได้ “เกิดใหม่” จริง ๆ พร้อมกับผลลัพธ์ชีวิตที่ได้ปรารถนาเอาไว้ ก็เริ่มแสดงให้เห็นในชีวิตภายนอกจริง ๆ (ชีวิตภายนอก = ชีวิตภายใน)

ปัจจัยข้อที่ 7 ความรัก ความช่วยเหลือจากครอบครัวและการให้โอกาสจากกัลยาณมิตร

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายหลาย ๆ ระลอกในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือ “ความรัก” และ “ความช่วยเหลือ” จากครอบครัวและกัลยาณมิตรค่ะ ข้อดีของการที่เราเจอปัญหาหนัก ๆ และนานพอก่อนที่เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากจุดนั้น คือ เราจะเห็น “ความรักแท้” ของคนที่รักเราจริง ๆ ในวันที่เราไม่เหลืออะไร ในวันที่เราไม่เชื่อในศักยภาพของตัวเอง เราจะพบว่า มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่มองเห็น “คุณค่าในตัวเรา” สำหรับบีมแล้ว ครอบครัวคืออันดับหนึ่งที่บีมได้รับสิ่งนี้ และกัลยาณมิตรทุกคน รวมถึงผู้ที่ช่วยเหลืองานเราในวันที่เราอยู่ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ และคนที่เราได้พบเจอใหม่ ๆ เราจะมีทักษะในการคัดกรองได้รวดเร็ว ว่าจะเข้ากันกับเราได้ดีไหมค่ะ ซึ่งทักษะตรงนี้เราจะได้รับเฉพาะในช่วงที่เราเคยผ่านความลำบากมาแล้วเท่านั้น

วันนี้ ขอจบบทความไว้เท่านี้ก่อนนะคะ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของบีมนั้น เกิดมาจากเหตุปัจจัยใดบ้าง

บีมได้เรียนรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงภายนอกมาจากการเปลี่ยนแปลงภายในเท่านั้นค่ะ ผลลัพธ์ภายนอกของบีมในวันนี้ คนภายนอกจะยังเห็นไม่ชัดเจนถ้าวัดด้วยมาตรฐานของสังคมไทยทั่วไป

แต่สำหรับตัวบีมเอง บีมรู้ตัวเองดีค่ะ และมั่นใจที่จะบอกต่อออกไปแล้วถึงสิ่งที่กำลังตกผลึกในตอนนี้เพื่อเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังตามหา “เส้นทางการเติบโตของตัวเองอย่างมีความสุขทุกขณะแบบมั่นคงและชัดเจน” และรู้ว่าทิศทางการเติบโตครั้งใหม่นี้จะไปบนเส้นทางใด และอย่างไรแบบชัดเจน เพราะ “ซ่อมรากแล้ว ชีวิตมันจะไปต่อได้แบบชัดเจนเองค่ะ” และบีมจะมาเขียนต่อให้เข้าใจเรื่องนี้ และโยงให้เห็นว่ามันจะเคลียร์สิวผิวใสแบบถาวรได้อย่างไร รอติดตามนะคะ 🙂

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผู้สนใจสามารถดูคลิปสรุปของบีมได้ด้วยค่ะ

รวมพฤติกรรมเปลี่ยนผิวที่ 8 – 21

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 7 | ขอบคุณร่างกาย

การที่กำลังมีผิวและสุขภาพที่แย่นั้น อาจกำลังสะท้อนถึงภาวะที่เรียกว่า “ขาดการสำนึกรู้คุณร่างกายและผิว” ไปค่ะ และการขอบคุณที่ถูกวิธีนั้นจะช่วยให้ผิวและสุขภาพดีขึ้นอย่างรวดเร็วได้จริง ทำอย่างไรนั้น ไปอ่านกันค่ะ

หลังจากที่บีมได้ปฏิบัติการตาม Workshop ของโค้ชโอ้ง Your Life Coach – ทีมโค้ชพัฒนาศักยภาพทางความคิดและความเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นปฏิบัติการ “สำนึกรู้คุณ” ของสิ่งต่าง ๆ มากมาย และมี workshop หนึ่งค่ะ ที่เราได้ “ขอบคุณร่างกายของตัวเอง” แบบจริง ๆ จัง ๆ ซึ่งพอได้ทำแล้ว บีมรู้สึกดีมากและต้องการนำมาแบ่งปันให้กับทุกคน ให้ได้ทำอย่างถูกวิธี ดังนี้ค่ะ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า การสำนึกรู้คุณนั้น แท้จริงมันคืออะไร

การขอบคุณ การสำนึกรู้คุณ การกตัญญู เป็นความรู้สึกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเชิงบวก เมื่อเราอยู่ในสภาวะ “ขอบคุณ” ที่ออกมาจากจิตใจของเรา เราจะส่งคลื่นความถี่ระดับสูงออกมา ทำให้รู้สึกดี อยากยิ้ม มีความสุข ที่เรียกว่า ความสุขจากภายใน มันจะเอ่อล้นออกมาโดยธรรมชาติเลยค่ะ

สำหรับการขอบคุณร่างกายนี้ โดยปกติแล้ว บีมก็เคยลองทำดู แต่ก็ไม่ได้เข้าใจมันจริง ๆ และไม่เคยได้รู้สึกถึงพลังของการขอบคุณที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายได้เหมือนตอนที่ทำ workshop นี้ ซึ่งอยากให้ทุกคนที่อาจจะเคยทำ workshop หรือเข้าคอร์สประมาณนี้แล้วไม่เห็นผลกับชีวิต ได้ลองทำตามที่บีมจะแนะนำดูนะคะ

1) หาช่วงเงียบ ๆ ที่ได้อยู่คนเดียว ก่อนนอน หรือ ตอนเช้ามืดตอนเช้าแบบสดชื่น ให้เวลากับกิจกรรมนี้สัก 30 นาที – 1 ชม. ค่ะ แล้วแต่ว่าใครจะเขียนสั้นเขียนยาว บีมนี้ สายเขียนยาว จะสั้นหรือยาวไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะ ขอให้ลงมือเขียนก็พอ

2) หาสมุดบันทึกคู่ใจมา 1 เล่ม ปากกาเขียนดี ๆ มา 1 ด้าม (ควรหามาก่อนทำ workshop นี้นะคะ)

3) นั่งนิ่ง ๆ หลับตาสักพัก ใครนั่งแล้วปิดตาแล้วฟุ้ง แนะนำให้ลองฟังเพลงปรับคลื่นสมองอันนี้ค่ะ https://youtu.be/SZZvXkJjoNg หรืออะไรที่ฟังสัก 3-5 นาทีแล้วสงบลงได้ ก็หาฟังเสีย อย่าเอาแบบที่มีเนื้อร้องเด็ดขาดนะคะ (หาด้วยใน YouTube ด้วยคำว่า quiet mind 5 minutes) 

4) ใครสายนั่งสมาธิอยู่แล้วให้ปรับท่านั่ง เป็นท่านี้ค่ะ นั่งสัก 5 นาทีก่อนทำกิจกรรม Shambhavi Mudrahttps://youtu.be/RAsF8qMK64I

5) ครบเวลาแล้ว ลืมตา แล้วระลึกถึงร่างกายนี้ เท่าที่ระลึกได้ แล้วเขียนขอบคุณทีละส่วน เริ่มตั้งแต่ เซลล์ ผม หนังศีรษะ ดวงตา จมูก หู หลอดลม ปอด กระเพาะ แขน ขา ผิวหนัง นิ้วมือ ฯลฯ แล้ว เช่น 

  • ขอบคุณ ผม ที่ทำให้มีบุคลิกที่ดี ทำให้อยู่ในสังคมได้เป็นปกติ และช่วยกันหัวจากความร้อนจากแสงแดด
  • ขอบคุณ ผิว ที่ช่วยห่อหุ้มอวัยวะต่าง ๆ ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่าง ๆ ช่วยให้ทำงานและอยู่ในสังคมได้เป็นปกติ

ขอบคุณ
ขอบคุณ
ขอบคุณ

ไม่ต้องไปถึง 32 ประการนะคะ
เอาเท่าที่ระลึกได้…
(ของบีมเขียนไป 29 อวัยวะ เพราะ บีมเขียนหมด ระบบภายในเอาหมด เลือด นำ้เหลือง ตับ ไต ไส้ พุง)

การขอบคุณ จะต้องขอบคุณด้วยเหตุผลจากใจจริง ไม่เขียนไปส่ง ๆ จึงจะได้ผลจริง ๆ ค่ะ

จากนั้นเมื่อเขียนจบ ให้อ่านอีกครั้งจากใจ

จบแล้ว หลับตา กล่าวขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ อีก 3 ครั้ง

ถ้าจะให้ครบวงจร อันนี้บีมเสริมเองค่ะ ให้กอดตัวเองเข้าไปตบท้ายด้วยเลย มันจะฟินมาก ๆ รู้สึกรักตัวเองมาก ๆ ค่ะ แล้วเราจะรู้สึกได้ว่า ร่างกายก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน เหมือนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

ถ้าฟินมาก อาจจะถึงขั้นน้ำตาไหล เพราะ ไม่เคยได้บอกรักร่างกายขนาดนี้มาก่อนเลย ปล่อยให้มันไหลไปค่ะ 

ใครไม่ไหล ไม่ต้องซีเรียส คนเราแตกต่างกันค่ะ เอาเท่าที่รู้สึกจากใจจริงว่าเราขอบคุณจริง ๆ จากใจ รู้สึกว่าเราโชคดีเหลือเฟือที่ร่างกายเราเกิดมาสมบูรณ์และเขาดูแลเราได้ดีขนาดนี้ ทำให้เราทำงานประจำวันได้เป็นปกติทุก ๆ วัน

จากนั้น ในทุก ๆ คืนก่อนนอนและตอนเช้า ให้ขอบคุณร่างกายทุกวันค่ะ ขอบคุณเซลล์ทุกเซลล์ ขอบคุณผิวหน้า ผิวตัว ฯลฯ ยิ่งขอบคุณ ยิ่งส่งพลังงานที่ดีให้ตัวเองค่ะ โดยไม่ต้องเขียนยาว ๆ แล้วนะคะ คือ ให้ระลึกถึงร่างกายและขอบคุณจากใจเท่านั้นก็พอ 

ถ้าได้กอดตัวเองด้วยหลังขอบคุณ จะยิ่งฟินค่ะ 

สรุปว่า … เขียนยาว ๆ แค่ครั้งเดียวค่ะ 
แต่หลังจากนั้น ใช้เวลาสั้น ๆ ช่วงก่อนเข้านอนและตอนหลังตื่นที่ยังไม่ลืมตา ให้ระลึกขอบคุณเซลล์และผิวก่อนเลยค่ะ 

ช่วงแรก ๆ อาจจะรู้สึกฝืนที่ต้องขอบคุณ คิดไม่ออก เพราะ เราเทรนตัวเราให้คิดลบกับตัวเองมาตลอดชีวิตค่ะ แต่ต้องฝืนทำนะคะ เพราะทำแล้วมันดีกับเราเอง การฝืนตัวเองให้ทำสิ่งที่จะให้ผลดี จำเป็นต้องทำค่ะ แล้วเมื่อได้รับผลที่ดีแล้วมันจะอยากทำไปเองโดยอัตโนมัติ แล้วเราต้องทำทุกวันจนกว่ามันจะกลายเป็นกระแสพลังงาน กระแสประสาทใหม่ จิตใหม่ ที่จะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ

รับรองได้ว่า ถ้าทำได้ ผิวและสุขภาพจะดีขึ้นเร็วมาก ๆ ค่ะ

ถ้ามีปัญหาที่อวัยวะไหน ก็ให้ลองขอบคุณเขามาก ๆ ค่ะ โดยต้องขอบคุณอย่างไม่มีการขอแลกเปลี่ยน ขอบคุณจากใจจริง ๆ ค่ะ

ลองทำดูค่ะ บีมเชื่อว่ามันจะช่วยทุกคนให้ผิวใสได้เร็วขึ้นมาก ๆ ด้วยพลังแห่งการขอบคุณนี้ค่ะ 

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 6 | ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

เชื่อหรือไม่คะว่า การออกกำลังกายที่ถูกวิธีและเหมาะสมกับธรรมชาติของเรา จะช่วยให้สิวหายเร็วขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

การออกกำลังกาย ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันดีแน่นอนค่ะ แต่ก็มีหลาย “เหตุผล” ที่เราหยิบยกขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้ตัวเอง “ไม่ได้ออกกำลังกาย” 

จริง ๆ แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า มันดีหรือไม่ดี แต่มันเกี่ยวกับว่า “มันคุ้มค่าและคุ้มเวลาที่จะไปทำหรือไม่?” 

ดังนั้นบีมจึงขอสรุปหลักที่การออกกำลังกายจะช่วยให้สิวหายเร็วไว้ดังนี้นะคะ คือ ผูกโยงให้เลยว่ามันช่วยเรื่องสิวอย่างไร เมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะสามารถผลักดันให้ตัวเองจัดเวลา “ทำสิ่งที่สำคัญได้ในที่สุดค่ะ”

การออกกำลังกายช่วยรักษาสิวได้เร็วเพราะ…

1) ช่วยในการหมุนเวียนของพลังงานชีวิต เลือด น้ำเหลือง

ซึ่งเมื่อสิ่งเหล่านี้หมุนเวียนแล้ว จะทำให้เซลล์ผิวซึ่งอยู่นอกสุดของร่างกาย ได้รับพลังชีวิต สารอาหาร น้ำ ที่มากพอต่อการมีสุขภาพที่ดี และสามารถขับถ่ายของเสียที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญของเซลล์ออกไปได้ดีด้วยค่ะ 

สิวเกิดจากการสะสมของพิษที่บริเวณต่าง ๆ ของร่างกายและมาระบายออกที่ผิวพรรณ หากเราช่วยให้พลังงาน เลือด น้ำเหลือง หมุนเวียนได้ดีแล้ว ก็จะทำให้เซลล์ผิวแข็งแรง ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการจัดการอาการบาดเจ็บ ติดเชื้อ ที่ผิว และสามารถช่วยให้เซลล์ผิวระหว่างและหลังการเป็นสิวสมานตัวเองได้เร็วขึ้น 

เมื่อทำร่วมกับการทาครีมที่ดี จะช่วยให้กระบวนการฟื้นฟูผิวทำได้เร็วมากค่ะ โดยทิ้งรอยสิวน้อยที่สุดหรือไม่ทิ้งเลย

2) ช่วยหลั่งสารความสุข สลายสารเครียด (ตัวการสิวอันดับหนึ่ง)

จุดนี้สำคัญมากเช่นกันค่ะ เพราะ ความเครียดที่เราได้รับในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เราจะพบว่า เมื่อเราออกกำลังกายในเวลาที่เหมาะสม ไม่หนักไป ไม่เบาไป เราจะรู้สึกโล่ง ผ่อนคลาย เบาสบายมากกว่าก่อนออกกำลังกาย และรู้สึกว่าเราคิดบวกมากขึ้น หลายครั้งก็อาจจะได้คำตอบสำหรับปัญหาที่เผชิญอยู่มากขึ้นด้วย

ความเครียดนั้น แพทย์ทุกศาสตร์ทุกแขนง ลงความเห็นตรงกันว่า เป็น “เพชรฆาตอันดับหนึ่ง” ของผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ กำลังอยู่ในยุคปลายทุนนิยมที่มีความวุ่นวายมากมาย อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบทุนนิยมแบบสุดขั้วตลอดเวลาที่ผ่านมา จะเห็นว่าผู้คนป่วยด้วยโรคจากพฤติกรรมและความเครียดจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี และสิวก็เป็นขั้นต้นของโรคเหล่านั้นด้วยค่ะ

ดังนั้น หากต้องการสลายสิวอย่างรวดเร็ว ก็ควรต้องออกกำลังกายเพื่อกำจัดสารเครียดนี้ออกไปให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที

จะทำแบบไหนก็ได้ค่ะ แต่ทั้งนี้ ให้ดูด้วยว่า เราทำแล้วรู้สึกดีกว่าเดิมหรือเครียดกว่าเดิม 

บางคนเป็นคนขี้หงุดหงิดและธาตุร้อน แนะนำให้ออกกำลังกายที่ทำให้เย็นลง เช่น โยคะ ว่ายน้ำ

บางคนเป็นคนที่เฉื่อย ๆ ชอบอะไรช้าเกินไป แนะนำให้ออกกำลังกายที่ได้เคลื่อนไหวเยอะ ๆ เช่น แอโรบิค วิ่ง เต้น เป็นต้น

บางคนในที่ทำงานก็อยูคนเดียวหลายชั่วโมง อาจจะไปตีแบดหรือเล่นบาส เพื่อที่จะได้เข้าสังคมบ้าง 

คือ การออกกำลังกายนั้นควรปรับสมดุลให้เราไปในตัวด้วยค่ะ เราไม่จำเป็นต้องออกเหมือนใคร เราจะมีสไตล์ของเราเอง และไม่จำเป็นต้องไปโรงยิม ไปสมัครเมมเบอร์ เราสามารถทำที่บ้านได้ สวนสาธารณะก็ได้ค่ะ 

สำคัญก็คือ ออกแล้วต้องรู้สึกดีกว่าเดิมค่ะ ไม่ใช่เครียดกว่าเดิม เอาที่สนุกและสบายใจนั้นดีที่สุดเลยค่ะ

3) เพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันและกำจัดพิษที่ละลายในไขมันออก

พิษชนิดที่ละลายและสะสมในเซลล์ไขมัน คือ พิษที่ทำให้เป็นสิวค่ะ ในการออกกำลังกายจะช่วยสลายเซลล์ไขมันที่สะสมอยู่ให้ออกมาเป็นพลังงาน ในขณะที่พิษที่เคยสะสมอยู่ในเซลล์ไขมันนั้นก็จะสลายและละลายออกมาอยู่ในน้ำเลือด เพื่อนำไปให้ตับกำจัดออกอีกที (ถ้าตับแข็งแรง สิวขับพิษก็จะแทบไม่มีค่ะ)

เมื่อร่างกายไม่มีไขมันเสีย = ร่างกายสะอาด = ไม่เป็นสิว นั่นเองค่ะ 

หลักการรักษาสิวก็มีเพียงเท่านี้เอง ซึ่งการออกกำลังกายจะช่วยตรงนี้ได้มาก ๆ 

4) นอนหลับและขับถ่ายได้ดีขึ้น

เมื่อออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ถูกเวลาแล้ว จะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมระบบการทำงานอัตโนมัติ (ที่ไม่ผ่านการคิด) เช่น การนอน การย่อยอาหาร การสังเคราะห์สารอาหาร ระบบต่อมไร้ท่อ ฮอร์โมน ฯลฯ ทำงานเป็นปกติ ทำให้วงจรพลังงานของเราสมดุลเข้าที่เข้าทาง ซึ่งสัญญาณที่ดีคือ เราจะง่วงก่อน 3 ทุ่ม เข้านอนแป๊บเดียวหลับสนิทได้ถึงเช้า ตื่นมาอีกทีไม่ใช้นาฬิกาปลุกและสดชื่นช่วงไม่เกิน 6 โมงค่ะ เมื่อร่างกายอยู่ในโหมดนี้ จะมีสุขภาพดีและภูมิคุ้มกันแข็งแรงที่สุด แน่นอนว่า ผิวก็จะสุขภาพดีไปด้วยแน่นอน สิวจะหายเร็วแน่นอน แม้มีขับพิษก็จะหายเร็วมากค่ะ

5) เป็นคนคิดบวก มีภูมิต้านทานภายในสูงต่อปัญหาต่าง ๆ

การออกกำลังกาย จะทำให้เราเริ่มรัก นับถือ เคารพ ศรัทธาตัวเอง ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ คือ พื้นฐานสำคัญของบุคลิกภาพที่มั่นคง การเป็นตัวของตัวเอง ไม่ถูกโลกเหวี่ยง การตัดสินใจมีความชัดเจน ด้วยภาวะเช่นนี้ ความเครียดจะเล่นงานได้ยาก และเมื่อคิดบวก จะอยู่ในโซนพลังงานบวก ทำให้ชีวิตพบเจอแต่เรื่องดี ๆ มากขึ้นค่ะ เสริมพลังและความแข็งแรงของชีวิตขึ้นไปได้เรื่อย ๆ 

รู้อย่างนี้แล้ว…
ถ้าอยากหน้าใสตลอดไป…
ก็ออกกำลังกายกันนะคะ 

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 5 | ตากแดดทุกเช้าหรือเย็น

จะบ้าเหรอ ให้ตากแดดนี่นะ?

ครั้งแรกที่บีมได้ยินและได้ทำเรื่อง “ตากแดดเพื่อสุขภาพ” บีมก็มีคำถามแบบนี้ล่ะค่ะ … เฮ้ย … เดี๋ยวผิวเสีย เดี๋ยวสิวขึ้น รึเปล่า???

แต่รู้ไหมคะว่า จริงๆ แล้ว แสงแดดนี่แหละ คือ พ่อที่ช่วยกู้ร่างของเราเลยล่ะค่ะ ยิ่งถ้าได้เท้าเปล่าบนน้ำค้างบนหญ้าหรือบนดินที่เปียกน้ำค้าง พร้อมกับรับแสงแดดที่ส่องลงมาบนตัวเราทั้งตัวช่วงเช้าก่อน 8 โมง หลับตาค่ะ … คุณจะรู้สึกอบอุ่นหัวใจและร่างกายแบบบอกไม่ถูกเลยจริง ๆ

กูรูบางท่าน ก็ได้ยกคำพูดมาเลยว่า “พระอาทิตย์คือพ่อ ธรณีคือแม่ ของมนุษย์ทุกคน” บีมเองก็รู้สึกได้แบบนั้น เวลาที่ได้ทำกิจกรรมตากแดดจริง ๆ ค่ะ

แสงแดดให้พลังชีวิต ธรณีให้อาหารและดูดพิษจากเท้าของเราลงสู่ดินไป (บีมเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ นะคะ) ทั้งสองสิ่งอันยิ่งใหญ่นี้ คือพลังเยียวยาตามธรรมชาติที่ดีที่สุดของมนุษย์เราค่ะ

แต่…แสงแดด มีความบริสุทธิ์มากกว่าแหล่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ อากาศ ซึ่งได้ถูกปนเปื้อนไปแล้วไม่มากก็น้อย แต่แสงแดด คือสิ่งเดียวที่มนุษย์ไม่สามารถทำให้สกปรกได้ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า บริสุทธิ์ 100% แต่…ต้องตากให้ถูกเวลานะคะ หลัง 8 โมงไปไม่ได้แล้วค่ะ แผดเผากันเลยทีเดียว ต้องเลี่ยง ๆ และมาตากแดดอีกทีได้ประมาณ 4-5 โมงจนแดดหมด ซึ่งก็ต้องดูสังเกตดูว่า แดดนั้นไม่ร้อนเกินไปจนแสบผิวถือว่าใช้ได้ค่ะ

ถ้าเป็นโยคีที่เข้าใจโยคะแท้จริง หรือนักธรรมชาติบำบัดตัวจริง ทุกท่านจะบอกว่า ต้องตากแดดให้ได้ทุกวันค่ะ เพราะ

🌞 แสงแดด เพิ่มพลังชีวิตโดยตรงให้กับมนุษย์เรา ซึ่งระดับพลังชีวิตจะบ่งบอกถึงระดับสุขภาพและภูมิคุ้มกันของมนุษย์ค่ะ ยิ่งมีมาก ยิ่งแข็งแรงและซ่อมแซมร่างกายนี้ได้เร็ว

🌞 แสงแดด ช่วยสลายสิ่งสกปรก พิษสะสม ทั้งในกาย ในใจ ทั้งระดับพลังงานและโมเลกุลที่จับต้องได้

🌞 แสงแดด แน่นอนว่า ทางวิทยาศาสตร์ก็รู้ดีว่า ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้

โดยส่วนตัวแล้ว ก่อนหน้าที่บีมจะเข้าใจเรื่อง ตากแดดเพือสุขภาพแบบลึกซึ้งจาก ครูนิน Yoga Story และคลิปของท่าน Sadhguru เรื่องการคลีนร่างกายให้สะอาดแบบง่าย ๆ บีมเองก็ชอบแดดอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่เป็นหวัด บีมจะหาแดด เอาตัวเองไปไว้ในแดดเลยค่ะ รู้สึกว่าหวัดหายเร็วมาก

ล่าสุด พอเข้าใจชัดเจนแล้ว ก็ทดลองอีกรอบ สัปดาห์ก่อน เป็นไข้หวัดชนิดติดเชื้อไวรัสค่ะ (เชียงรายมีระบาดอยู่ช่วงสัปดาห์ก่อน) บีมใช้วิธีธรรมชาติไม่กินยาไป และตอนเช้า ก็ไปตากแดด เหยียบน้ำค้าง อยู่ประมาณ 30 นาที โดยเน้นตากแดดที่หลังค่ะ เพราะ ส่วนหลังของเราเป็นที่ตั้งของพลังงานจักระของร่างกาย บีมเน้นเติมพลังตรง ๆ ไปเลย แล้ว…อาการหวัดก็ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

ส่วนน้องแคนดี้ เป็นหวัดตัวเดียวกัน แต่เขาลงท้อง เราไม่กินยาเลย น้องเข้าใจค่ะ เพราะทุกครั้งที่ไม่สบาย เราใช้ธรรมชาติก่อนเสมอ ก็พาน้องไปตากแดดเช่นกัน นั่งด้วยกันนั่นแหละ หันหลังเข้าแดด อาการเขาก็ดีขึ้นเช่นกันค่ะ

บีมแนะนำว่า ให้ทำ 2-3 ท่าค่ะ เพื่อรับพลังเต็มที่

1) ยืนกางขาออก สูดหายใจลึก ๆ อาจจะทำท่าโยคะที่ยืดแขนขึ้นก็ได้ค่ะ อะไรก็ได้ ขอให้ยืดเหยียดให้สุด ๆ เท้าอยู่บนพื้นดิน ไม่ใส่รองเท้า หันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์ หลับตา อยู่แบบนั้นพร้อมกักลมหายใจไว้สัก 10 นับก็ได้ ตอนปล่อยลมออก ให้ก้มพร้อมสะบัดแขนลงล่างพอประมาณ เหมือนทิ้งพลังไม่ดีออก พร้อมปล่อยลมทางปาก “เฮ้อออออ” คือ เอาออกให้หมดค่ะ แล้วยืดขึ้น ทำใหม่แบบนั้นสัก 10 รอบก็ได้ค่ะ หรือจนกว่าจะรู้สึกสบาย

2) นั่งสมาธิ หลับตา หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ทำให้ได้อย่างน้อย 10 นาทีจะดีที่สุดค่ะ เพื่อให้ได้ซึมซับพลังให้ได้มากที่สุดในขั้นต่ำที่ควรได้รับ ซึ่งการนั่งสงบ ๆ ไม่เคลื่อนไหว จะทำให้เราสามารถรับพลังได้ดีที่สุด มากที่สุด

3) นอนลงบนหญ้า ถ้าดูแล้วปลอดภัยดี ก็นอนลงเลยค่ะ ไม่ต้องปูอะไรทั้งนั้น เอาหลังลงหญ้าหรือพื้นดินไปเลย นอนดูฟ้าไปค่ะ สบาย ๆ เหมือนตอนเราเด็ก ๆ อยู่จนกว่าจะเบื่อค่ะ 55+

จบแล้ว…ขึ้นมาก็อย่าลืมกล่าว “ขอบคุณแสงแดด ขอบคุณพื้นดิน ขอบคุณพ่อแม่ของฉัน ที่เติมพลังให้ฉัน ทำให้ฉันอบอุ่นและมีพลังสำหรับวันนี้นะคะ / นะครับ” ตอนพูดให้หลับตาและรู้สึกขอบคุณจากใจจริงนะคะ จับตรงหัวใจด้วยค่ะ ถ้าใจเต้นและรู้สึกกลางตัวหมุน ๆ อาจจะเล็กน้อยหรือมาก แสดงว่าเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้จริงค่ะ จะเป็นพลังสูงสุดที่เรารับได้ตอนนั้นเลย 

(ยินดีด้วย)

แต่ถ้าใครไม่ได้ อย่าไปคาดคั้นให้ได้ค่ะ
ถ้าทำด้วยความสุข รู้สึกดี รู้สึกอบอุ่น รู้สึกอยากขอบคุณกลับ ก็โอเคแล้วค่าาาา

ขอแค่รู้สึกดี…เต็ม…อุ่น…อิ่ม
ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว… 

เหมือนได้รับการชาร์ตพลังค่ะ
มันจะต่างกับตอนหมดพลัง
ลองสังเกตดูดี ๆ 

พยายามจัดตารางทำให้ได้ทุกวันนะคะ (กูรูท่านแนะนำมา) มันง่ายแต่ได้ผลดีมากกกกจริง ๆ ค่ะ ยิ่งใครหดหู่หนัก ๆ ปัญหาเยอะ ๆ สิวมาก ๆ เป็น The Must เลยค่ะ #ต้องทำไม่ใช่ #ควรทำ วิธีนี้ล้างพิษได้เร็วและลึกกว่าวิธีอื่น ๆ ทั้งหมดค่ะ ง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรด้วย ขอแค่ตัดสินใจแค่นั้น ว่าจะทำจริง ๆ

🌞 แดดเช้า 6.00 – 8.00 น. (ดูตามเวลาแต่ละฤดูกาล ถ้าได้ตั้งแต่ช่วงอาทิตย์ขึ้นยิ่งดีค่ะ)

🌞 แดดเย็น 16.00 – 18.00 น. (ดูตามเวลาแต่ละฤดูกาล สังเกตว่าแดดไม่ทำให้ผิวร้อนจนแสบ ก็ใช้ได้แล้วค่ะ) แต่ตอนเช้าจะได้โบนัสคือพลังงานอากาศจะสะอาดกว่าค่ะ

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 4 | ขับถ่ายก่อน 7 โมง

ในหนังสือ “ลำไส้แฮปปี้ สุขภาพดี ผอม สวย” http://bit.ly/หนังสือลำไส้สุขภาพดี คุณหมอ Hiroyuki Kobayashi (ฮิโรยูกิ โคบายาชิ) ได้เขียนเอาไว้ว่า จุดเริ่มต้นของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมกิจกรรมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการนอน การตื่น การหลั่งฮอร์โมน ฯลฯ เริ่มต้นที่ “การขับถ่ายในตอนเช้า” ซึ่งถ้าหากมีการขับถ่ายในตอนเช้าก่อน 7 โมงได้เป็นประจำทุกวัน นั่นหมายถึง คุณจะสามารถเข้านอนได้เร็ว นอนหลับสนิทมากขึ้น และไม่ง่วงระหว่างวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการบ่งบอกว่า “มีพลังชีวิตในระดับปกติ” และ “พลังชีวิตในร่างกายหมุนเวียนเป็นปกติ” ค่ะ และด้วยภาวะแบบนี้จะทำให้ร่างกายเคลียร์ต้นเหตุของสิวคือพิษสะสมและภาวะไม่สมดุลต่าง ๆ ของร่างกายได้เร็วขึ้นด้วย

หรือให้เข้าใจกันง่าย ๆ คือ #นาฬิกาชีวิต เดินเป็นปกตินั่นเอง

จุดนี้เรียกได้ว่า สำคัญที่สุดในเชิงของสุขภาพ ซึ่งแพทย์ทุกแขนงเห็นตรงกันว่า ถ้าหากนาฬิกาชีวิตเป็นปกติ นอนในเวลาที่ควรนอนได้ นอนหลับได้ลึกและถึงเช้า และตื่นในเวลาที่ควรตื่นได้ เป็นสุดยอดของสุขภาพที่ดีค่ะ ถ้าเป็นคนที่ไม่สบาย ก็จะฟื้นตัวได้เร็วด้วย ภูมิคุ้มกันจะกลับมาแข็งแรงเร็ว

แต่ปัญหาหลัก ๆ เท่าที่บีมรวบรวมมาได้จากคนที่มีปัญหาสิวและขับถ่ายตอนเช้าไม่ได้คือ

1) ท้องผูก
2) ไม่ดื่มน้ำเปล่าหลังตื่นนอน
3) เครียดมากไป / เครียดเรื้อรัง
4) เร่งรีบไปทำงานตอนเช้า
5) ไม่กินผักผลไม้หรือกินน้อย
6) ไม่กินโพรไบโอติคส์
7) ทำงานเป็นกะ นอนดึก นอนเช้า ตื่นหลัง 7 โมง

ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการตัวเองให้ขับถ่ายตอนเช้าได้ก่อน 7 โมง เพื่อปรับสมดุลพลังงานและการไหลเวียนของพลังงาน รวมถึงระบบประสาทอัตโนมัติใหม่ทั้งหมดค่ะ 

ทำไมต้องก่อน 7 โมง?

เพราะ นาฬิกาชีวิตของเราช่วง ตี 5-7 โมง เป็นช่วงที่พลังชีวิตไหลเวียนมาที่ลำไส้ใหญ่ และจะอยู่ที่นี่เพื่อหล่อเลี้ยงให้ระบบขับถ่ายทำงานเอาของเสียออกจากร่างกายประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งถ้าให้เลยช่วงนี้ไปแล้ว ก็จะพบความจริงว่า เหมือนมีอุจจาระตกค้าง เหมือนถ่ายไม่สุด รู้สึกหายใจไม่ค่อยโล่ง หงุดหงิด อ่อนเพลีย ระหว่างวัน ซึ่งถ้าสะสมนานไป ก็จะทำให้พลังชีวิตถดถอย เป็นคนหงุดหงิดง่าย และ ภูมิคุ้มกันตกลงไปเรื่อย ๆ ร่างกายก็สะสมสารพิษมากขึ้น ๆ ตับก็เอาไม่อยู่ในที่สุดค่ะ ระเบิดออกมาทางผิวกันเลย ประมาณนี้

และนอกจากนี้ พิษที่สะสมตกค้างในลำไส้นั้น ก็จะถูกดูดซึมกลับช่วง 7-9 โมง ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มทำงานสำหรับวันใหม่ รับสารอาหารใหม่ ๆ เข้ามา พิษก็จะปะปนไปกับเลือดและน้ำเหลือง ไหลเวียนไปที่ตับและทั่วร่างกาย พิษทำให้เลือดร้อน ถ้าดื่มน้ำน้อยไปอีก เลือดก็จะข้น ไหลเวียนยาก เป็นปัญหาที่เป็นห่วงโซ่ต่อกันไปเรื่อย ๆ ค่ะ และเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ก็เชื่อมกับเส้นปอด ในทางแผนจีนบอกไว้ว่า เมื่อไหร่ ลำไส้มีปัญหา ปอดก็มีปัญหา เพราะเชื่อมกัน และปอดควบคุมผิวหนัง เมื่อไหร่ปอดร้อน ผิวจะมีปัญหาทันที ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงสิวและผิวแพ้ง่ายด้วยค่ะ

คำแนะนำเพื่อให้ขับถ่ายก่อน 7 โมง ตามคำแนะนำของคุณหมอ ฮิโรยูกิ โคบายาชิ นะคะ คือ

  1. ดื่มน้ำอุ่นหลังตื่นนอนทันที 1 แก้วใหญ่ ๆ โดยดื่มรวดเดียว 
  2. ทานน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ (บีมว่ามันทานยากค่ะ น้ำมันงาม้อนจะง่ายกว่า แต่กรุณาอย่าทานน้ำมันมะพร้าว เพราะ มันจะทำให้มีสิวขับพิษ และมือใหม่อาจคลื่นไส้อยากอาเจียน จนกว่าจะขับถ่ายของเสียออกหมดถึงจะหายค่ะ อันนี้เตือนก่อน)
  3. ทานโยเกิร์ต / นมหมักคีเฟอร์ ผสมหัวไชเท้าที่ขูดเป็นเส้น ๆ ใส่ลงไปสัก 1 ช้อนโต๊ะ อาจเติมน้ำผึ้งลงไปอีก 1 ช้อนโต๊ะด้วยได้ค่ะ 
  4. ตอนนั่งขับถ่าย ให้ทำท่าเหมือนแตะสลับ โดยจับข้อเท้าขวา หงายหน้าไปทางขวา ยกแขนขึ้น แล้วทำสลับอีกข้าง จนกว่าจะรู้สึกปวดถ่ายค่ะ (ถ้านึกไม่ออก อาจต้องซื้อหนังสือคุณหมอมาอ่านและทำตามนะคะ 

แต่ส่วนตัวบีมแล้ว จริง ๆ จะทำท่าโยคะแบบบิดส่วนหน้าท้อง เล่นฮูล่าฮูป ก็ได้นะคะ มันก็เวิร์คเหมือนกัน แต่ท่าของคุณหมอจะเร็วกว่า

ลองไปทำกันดูนะคะ
คุณหมอการันตีว่า 
หายท้องผูก พุงยุบ
ใน 14 วันกันเลยทีเดียว

บีมเคยทดลองแล้ว 
เวิร์คจริงค่ะ ลองดูๆ

(ปกติไม่ใช่คนท้องผูก
แต่รู้สึกว่าทำแล้ว 
ถ่ายได้ดีและเร็วกว่าปกติ)