รวมพฤติกรรมเปลี่ยนผิวที่ 8 – 21

โฆษณา

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 7 | ขอบคุณร่างกาย

การที่กำลังมีผิวและสุขภาพที่แย่นั้น อาจกำลังสะท้อนถึงภาวะที่เรียกว่า “ขาดการสำนึกรู้คุณร่างกายและผิว” ไปค่ะ และการขอบคุณที่ถูกวิธีนั้นจะช่วยให้ผิวและสุขภาพดีขึ้นอย่างรวดเร็วได้จริง ทำอย่างไรนั้น ไปอ่านกันค่ะ

หลังจากที่บีมได้ปฏิบัติการตาม Workshop ของโค้ชโอ้ง Your Life Coach – ทีมโค้ชพัฒนาศักยภาพทางความคิดและความเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นปฏิบัติการ “สำนึกรู้คุณ” ของสิ่งต่าง ๆ มากมาย และมี workshop หนึ่งค่ะ ที่เราได้ “ขอบคุณร่างกายของตัวเอง” แบบจริง ๆ จัง ๆ ซึ่งพอได้ทำแล้ว บีมรู้สึกดีมากและต้องการนำมาแบ่งปันให้กับทุกคน ให้ได้ทำอย่างถูกวิธี ดังนี้ค่ะ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า การสำนึกรู้คุณนั้น แท้จริงมันคืออะไร

การขอบคุณ การสำนึกรู้คุณ การกตัญญู เป็นความรู้สึกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเชิงบวก เมื่อเราอยู่ในสภาวะ “ขอบคุณ” ที่ออกมาจากจิตใจของเรา เราจะส่งคลื่นความถี่ระดับสูงออกมา ทำให้รู้สึกดี อยากยิ้ม มีความสุข ที่เรียกว่า ความสุขจากภายใน มันจะเอ่อล้นออกมาโดยธรรมชาติเลยค่ะ

สำหรับการขอบคุณร่างกายนี้ โดยปกติแล้ว บีมก็เคยลองทำดู แต่ก็ไม่ได้เข้าใจมันจริง ๆ และไม่เคยได้รู้สึกถึงพลังของการขอบคุณที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายได้เหมือนตอนที่ทำ workshop นี้ ซึ่งอยากให้ทุกคนที่อาจจะเคยทำ workshop หรือเข้าคอร์สประมาณนี้แล้วไม่เห็นผลกับชีวิต ได้ลองทำตามที่บีมจะแนะนำดูนะคะ

1) หาช่วงเงียบ ๆ ที่ได้อยู่คนเดียว ก่อนนอน หรือ ตอนเช้ามืดตอนเช้าแบบสดชื่น ให้เวลากับกิจกรรมนี้สัก 30 นาที – 1 ชม. ค่ะ แล้วแต่ว่าใครจะเขียนสั้นเขียนยาว บีมนี้ สายเขียนยาว จะสั้นหรือยาวไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะ ขอให้ลงมือเขียนก็พอ

2) หาสมุดบันทึกคู่ใจมา 1 เล่ม ปากกาเขียนดี ๆ มา 1 ด้าม (ควรหามาก่อนทำ workshop นี้นะคะ)

3) นั่งนิ่ง ๆ หลับตาสักพัก ใครนั่งแล้วปิดตาแล้วฟุ้ง แนะนำให้ลองฟังเพลงปรับคลื่นสมองอันนี้ค่ะ https://youtu.be/SZZvXkJjoNg หรืออะไรที่ฟังสัก 3-5 นาทีแล้วสงบลงได้ ก็หาฟังเสีย อย่าเอาแบบที่มีเนื้อร้องเด็ดขาดนะคะ (หาด้วยใน YouTube ด้วยคำว่า quiet mind 5 minutes) 

4) ใครสายนั่งสมาธิอยู่แล้วให้ปรับท่านั่ง เป็นท่านี้ค่ะ นั่งสัก 5 นาทีก่อนทำกิจกรรม Shambhavi Mudrahttps://youtu.be/RAsF8qMK64I

5) ครบเวลาแล้ว ลืมตา แล้วระลึกถึงร่างกายนี้ เท่าที่ระลึกได้ แล้วเขียนขอบคุณทีละส่วน เริ่มตั้งแต่ เซลล์ ผม หนังศีรษะ ดวงตา จมูก หู หลอดลม ปอด กระเพาะ แขน ขา ผิวหนัง นิ้วมือ ฯลฯ แล้ว เช่น 

  • ขอบคุณ ผม ที่ทำให้มีบุคลิกที่ดี ทำให้อยู่ในสังคมได้เป็นปกติ และช่วยกันหัวจากความร้อนจากแสงแดด
  • ขอบคุณ ผิว ที่ช่วยห่อหุ้มอวัยวะต่าง ๆ ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่าง ๆ ช่วยให้ทำงานและอยู่ในสังคมได้เป็นปกติ

ขอบคุณ
ขอบคุณ
ขอบคุณ

ไม่ต้องไปถึง 32 ประการนะคะ
เอาเท่าที่ระลึกได้…
(ของบีมเขียนไป 29 อวัยวะ เพราะ บีมเขียนหมด ระบบภายในเอาหมด เลือด นำ้เหลือง ตับ ไต ไส้ พุง)

การขอบคุณ จะต้องขอบคุณด้วยเหตุผลจากใจจริง ไม่เขียนไปส่ง ๆ จึงจะได้ผลจริง ๆ ค่ะ

จากนั้นเมื่อเขียนจบ ให้อ่านอีกครั้งจากใจ

จบแล้ว หลับตา กล่าวขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ อีก 3 ครั้ง

ถ้าจะให้ครบวงจร อันนี้บีมเสริมเองค่ะ ให้กอดตัวเองเข้าไปตบท้ายด้วยเลย มันจะฟินมาก ๆ รู้สึกรักตัวเองมาก ๆ ค่ะ แล้วเราจะรู้สึกได้ว่า ร่างกายก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน เหมือนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

ถ้าฟินมาก อาจจะถึงขั้นน้ำตาไหล เพราะ ไม่เคยได้บอกรักร่างกายขนาดนี้มาก่อนเลย ปล่อยให้มันไหลไปค่ะ 

ใครไม่ไหล ไม่ต้องซีเรียส คนเราแตกต่างกันค่ะ เอาเท่าที่รู้สึกจากใจจริงว่าเราขอบคุณจริง ๆ จากใจ รู้สึกว่าเราโชคดีเหลือเฟือที่ร่างกายเราเกิดมาสมบูรณ์และเขาดูแลเราได้ดีขนาดนี้ ทำให้เราทำงานประจำวันได้เป็นปกติทุก ๆ วัน

จากนั้น ในทุก ๆ คืนก่อนนอนและตอนเช้า ให้ขอบคุณร่างกายทุกวันค่ะ ขอบคุณเซลล์ทุกเซลล์ ขอบคุณผิวหน้า ผิวตัว ฯลฯ ยิ่งขอบคุณ ยิ่งส่งพลังงานที่ดีให้ตัวเองค่ะ โดยไม่ต้องเขียนยาว ๆ แล้วนะคะ คือ ให้ระลึกถึงร่างกายและขอบคุณจากใจเท่านั้นก็พอ 

ถ้าได้กอดตัวเองด้วยหลังขอบคุณ จะยิ่งฟินค่ะ 

สรุปว่า … เขียนยาว ๆ แค่ครั้งเดียวค่ะ 
แต่หลังจากนั้น ใช้เวลาสั้น ๆ ช่วงก่อนเข้านอนและตอนหลังตื่นที่ยังไม่ลืมตา ให้ระลึกขอบคุณเซลล์และผิวก่อนเลยค่ะ 

ช่วงแรก ๆ อาจจะรู้สึกฝืนที่ต้องขอบคุณ คิดไม่ออก เพราะ เราเทรนตัวเราให้คิดลบกับตัวเองมาตลอดชีวิตค่ะ แต่ต้องฝืนทำนะคะ เพราะทำแล้วมันดีกับเราเอง การฝืนตัวเองให้ทำสิ่งที่จะให้ผลดี จำเป็นต้องทำค่ะ แล้วเมื่อได้รับผลที่ดีแล้วมันจะอยากทำไปเองโดยอัตโนมัติ แล้วเราต้องทำทุกวันจนกว่ามันจะกลายเป็นกระแสพลังงาน กระแสประสาทใหม่ จิตใหม่ ที่จะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ

รับรองได้ว่า ถ้าทำได้ ผิวและสุขภาพจะดีขึ้นเร็วมาก ๆ ค่ะ

ถ้ามีปัญหาที่อวัยวะไหน ก็ให้ลองขอบคุณเขามาก ๆ ค่ะ โดยต้องขอบคุณอย่างไม่มีการขอแลกเปลี่ยน ขอบคุณจากใจจริง ๆ ค่ะ

ลองทำดูค่ะ บีมเชื่อว่ามันจะช่วยทุกคนให้ผิวใสได้เร็วขึ้นมาก ๆ ด้วยพลังแห่งการขอบคุณนี้ค่ะ 

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 6 | ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

เชื่อหรือไม่คะว่า การออกกำลังกายที่ถูกวิธีและเหมาะสมกับธรรมชาติของเรา จะช่วยให้สิวหายเร็วขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

การออกกำลังกาย ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันดีแน่นอนค่ะ แต่ก็มีหลาย “เหตุผล” ที่เราหยิบยกขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้ตัวเอง “ไม่ได้ออกกำลังกาย” 

จริง ๆ แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า มันดีหรือไม่ดี แต่มันเกี่ยวกับว่า “มันคุ้มค่าและคุ้มเวลาที่จะไปทำหรือไม่?” 

ดังนั้นบีมจึงขอสรุปหลักที่การออกกำลังกายจะช่วยให้สิวหายเร็วไว้ดังนี้นะคะ คือ ผูกโยงให้เลยว่ามันช่วยเรื่องสิวอย่างไร เมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะสามารถผลักดันให้ตัวเองจัดเวลา “ทำสิ่งที่สำคัญได้ในที่สุดค่ะ”

การออกกำลังกายช่วยรักษาสิวได้เร็วเพราะ…

1) ช่วยในการหมุนเวียนของพลังงานชีวิต เลือด น้ำเหลือง

ซึ่งเมื่อสิ่งเหล่านี้หมุนเวียนแล้ว จะทำให้เซลล์ผิวซึ่งอยู่นอกสุดของร่างกาย ได้รับพลังชีวิต สารอาหาร น้ำ ที่มากพอต่อการมีสุขภาพที่ดี และสามารถขับถ่ายของเสียที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญของเซลล์ออกไปได้ดีด้วยค่ะ 

สิวเกิดจากการสะสมของพิษที่บริเวณต่าง ๆ ของร่างกายและมาระบายออกที่ผิวพรรณ หากเราช่วยให้พลังงาน เลือด น้ำเหลือง หมุนเวียนได้ดีแล้ว ก็จะทำให้เซลล์ผิวแข็งแรง ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการจัดการอาการบาดเจ็บ ติดเชื้อ ที่ผิว และสามารถช่วยให้เซลล์ผิวระหว่างและหลังการเป็นสิวสมานตัวเองได้เร็วขึ้น 

เมื่อทำร่วมกับการทาครีมที่ดี จะช่วยให้กระบวนการฟื้นฟูผิวทำได้เร็วมากค่ะ โดยทิ้งรอยสิวน้อยที่สุดหรือไม่ทิ้งเลย

2) ช่วยหลั่งสารความสุข สลายสารเครียด (ตัวการสิวอันดับหนึ่ง)

จุดนี้สำคัญมากเช่นกันค่ะ เพราะ ความเครียดที่เราได้รับในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เราจะพบว่า เมื่อเราออกกำลังกายในเวลาที่เหมาะสม ไม่หนักไป ไม่เบาไป เราจะรู้สึกโล่ง ผ่อนคลาย เบาสบายมากกว่าก่อนออกกำลังกาย และรู้สึกว่าเราคิดบวกมากขึ้น หลายครั้งก็อาจจะได้คำตอบสำหรับปัญหาที่เผชิญอยู่มากขึ้นด้วย

ความเครียดนั้น แพทย์ทุกศาสตร์ทุกแขนง ลงความเห็นตรงกันว่า เป็น “เพชรฆาตอันดับหนึ่ง” ของผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ กำลังอยู่ในยุคปลายทุนนิยมที่มีความวุ่นวายมากมาย อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบทุนนิยมแบบสุดขั้วตลอดเวลาที่ผ่านมา จะเห็นว่าผู้คนป่วยด้วยโรคจากพฤติกรรมและความเครียดจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี และสิวก็เป็นขั้นต้นของโรคเหล่านั้นด้วยค่ะ

ดังนั้น หากต้องการสลายสิวอย่างรวดเร็ว ก็ควรต้องออกกำลังกายเพื่อกำจัดสารเครียดนี้ออกไปให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที

จะทำแบบไหนก็ได้ค่ะ แต่ทั้งนี้ ให้ดูด้วยว่า เราทำแล้วรู้สึกดีกว่าเดิมหรือเครียดกว่าเดิม 

บางคนเป็นคนขี้หงุดหงิดและธาตุร้อน แนะนำให้ออกกำลังกายที่ทำให้เย็นลง เช่น โยคะ ว่ายน้ำ

บางคนเป็นคนที่เฉื่อย ๆ ชอบอะไรช้าเกินไป แนะนำให้ออกกำลังกายที่ได้เคลื่อนไหวเยอะ ๆ เช่น แอโรบิค วิ่ง เต้น เป็นต้น

บางคนในที่ทำงานก็อยูคนเดียวหลายชั่วโมง อาจจะไปตีแบดหรือเล่นบาส เพื่อที่จะได้เข้าสังคมบ้าง 

คือ การออกกำลังกายนั้นควรปรับสมดุลให้เราไปในตัวด้วยค่ะ เราไม่จำเป็นต้องออกเหมือนใคร เราจะมีสไตล์ของเราเอง และไม่จำเป็นต้องไปโรงยิม ไปสมัครเมมเบอร์ เราสามารถทำที่บ้านได้ สวนสาธารณะก็ได้ค่ะ 

สำคัญก็คือ ออกแล้วต้องรู้สึกดีกว่าเดิมค่ะ ไม่ใช่เครียดกว่าเดิม เอาที่สนุกและสบายใจนั้นดีที่สุดเลยค่ะ

3) เพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันและกำจัดพิษที่ละลายในไขมันออก

พิษชนิดที่ละลายและสะสมในเซลล์ไขมัน คือ พิษที่ทำให้เป็นสิวค่ะ ในการออกกำลังกายจะช่วยสลายเซลล์ไขมันที่สะสมอยู่ให้ออกมาเป็นพลังงาน ในขณะที่พิษที่เคยสะสมอยู่ในเซลล์ไขมันนั้นก็จะสลายและละลายออกมาอยู่ในน้ำเลือด เพื่อนำไปให้ตับกำจัดออกอีกที (ถ้าตับแข็งแรง สิวขับพิษก็จะแทบไม่มีค่ะ)

เมื่อร่างกายไม่มีไขมันเสีย = ร่างกายสะอาด = ไม่เป็นสิว นั่นเองค่ะ 

หลักการรักษาสิวก็มีเพียงเท่านี้เอง ซึ่งการออกกำลังกายจะช่วยตรงนี้ได้มาก ๆ 

4) นอนหลับและขับถ่ายได้ดีขึ้น

เมื่อออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ถูกเวลาแล้ว จะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมระบบการทำงานอัตโนมัติ (ที่ไม่ผ่านการคิด) เช่น การนอน การย่อยอาหาร การสังเคราะห์สารอาหาร ระบบต่อมไร้ท่อ ฮอร์โมน ฯลฯ ทำงานเป็นปกติ ทำให้วงจรพลังงานของเราสมดุลเข้าที่เข้าทาง ซึ่งสัญญาณที่ดีคือ เราจะง่วงก่อน 3 ทุ่ม เข้านอนแป๊บเดียวหลับสนิทได้ถึงเช้า ตื่นมาอีกทีไม่ใช้นาฬิกาปลุกและสดชื่นช่วงไม่เกิน 6 โมงค่ะ เมื่อร่างกายอยู่ในโหมดนี้ จะมีสุขภาพดีและภูมิคุ้มกันแข็งแรงที่สุด แน่นอนว่า ผิวก็จะสุขภาพดีไปด้วยแน่นอน สิวจะหายเร็วแน่นอน แม้มีขับพิษก็จะหายเร็วมากค่ะ

5) เป็นคนคิดบวก มีภูมิต้านทานภายในสูงต่อปัญหาต่าง ๆ

การออกกำลังกาย จะทำให้เราเริ่มรัก นับถือ เคารพ ศรัทธาตัวเอง ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ คือ พื้นฐานสำคัญของบุคลิกภาพที่มั่นคง การเป็นตัวของตัวเอง ไม่ถูกโลกเหวี่ยง การตัดสินใจมีความชัดเจน ด้วยภาวะเช่นนี้ ความเครียดจะเล่นงานได้ยาก และเมื่อคิดบวก จะอยู่ในโซนพลังงานบวก ทำให้ชีวิตพบเจอแต่เรื่องดี ๆ มากขึ้นค่ะ เสริมพลังและความแข็งแรงของชีวิตขึ้นไปได้เรื่อย ๆ 

รู้อย่างนี้แล้ว…
ถ้าอยากหน้าใสตลอดไป…
ก็ออกกำลังกายกันนะคะ 

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 5 | ตากแดดทุกเช้าหรือเย็น

จะบ้าเหรอ ให้ตากแดดนี่นะ?

ครั้งแรกที่บีมได้ยินและได้ทำเรื่อง “ตากแดดเพื่อสุขภาพ” บีมก็มีคำถามแบบนี้ล่ะค่ะ … เฮ้ย … เดี๋ยวผิวเสีย เดี๋ยวสิวขึ้น รึเปล่า???

แต่รู้ไหมคะว่า จริงๆ แล้ว แสงแดดนี่แหละ คือ พ่อที่ช่วยกู้ร่างของเราเลยล่ะค่ะ ยิ่งถ้าได้เท้าเปล่าบนน้ำค้างบนหญ้าหรือบนดินที่เปียกน้ำค้าง พร้อมกับรับแสงแดดที่ส่องลงมาบนตัวเราทั้งตัวช่วงเช้าก่อน 8 โมง หลับตาค่ะ … คุณจะรู้สึกอบอุ่นหัวใจและร่างกายแบบบอกไม่ถูกเลยจริง ๆ

กูรูบางท่าน ก็ได้ยกคำพูดมาเลยว่า “พระอาทิตย์คือพ่อ ธรณีคือแม่ ของมนุษย์ทุกคน” บีมเองก็รู้สึกได้แบบนั้น เวลาที่ได้ทำกิจกรรมตากแดดจริง ๆ ค่ะ

แสงแดดให้พลังชีวิต ธรณีให้อาหารและดูดพิษจากเท้าของเราลงสู่ดินไป (บีมเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ นะคะ) ทั้งสองสิ่งอันยิ่งใหญ่นี้ คือพลังเยียวยาตามธรรมชาติที่ดีที่สุดของมนุษย์เราค่ะ

แต่…แสงแดด มีความบริสุทธิ์มากกว่าแหล่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ อากาศ ซึ่งได้ถูกปนเปื้อนไปแล้วไม่มากก็น้อย แต่แสงแดด คือสิ่งเดียวที่มนุษย์ไม่สามารถทำให้สกปรกได้ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า บริสุทธิ์ 100% แต่…ต้องตากให้ถูกเวลานะคะ หลัง 8 โมงไปไม่ได้แล้วค่ะ แผดเผากันเลยทีเดียว ต้องเลี่ยง ๆ และมาตากแดดอีกทีได้ประมาณ 4-5 โมงจนแดดหมด ซึ่งก็ต้องดูสังเกตดูว่า แดดนั้นไม่ร้อนเกินไปจนแสบผิวถือว่าใช้ได้ค่ะ

ถ้าเป็นโยคีที่เข้าใจโยคะแท้จริง หรือนักธรรมชาติบำบัดตัวจริง ทุกท่านจะบอกว่า ต้องตากแดดให้ได้ทุกวันค่ะ เพราะ

🌞 แสงแดด เพิ่มพลังชีวิตโดยตรงให้กับมนุษย์เรา ซึ่งระดับพลังชีวิตจะบ่งบอกถึงระดับสุขภาพและภูมิคุ้มกันของมนุษย์ค่ะ ยิ่งมีมาก ยิ่งแข็งแรงและซ่อมแซมร่างกายนี้ได้เร็ว

🌞 แสงแดด ช่วยสลายสิ่งสกปรก พิษสะสม ทั้งในกาย ในใจ ทั้งระดับพลังงานและโมเลกุลที่จับต้องได้

🌞 แสงแดด แน่นอนว่า ทางวิทยาศาสตร์ก็รู้ดีว่า ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้

โดยส่วนตัวแล้ว ก่อนหน้าที่บีมจะเข้าใจเรื่อง ตากแดดเพือสุขภาพแบบลึกซึ้งจาก ครูนิน Yoga Story และคลิปของท่าน Sadhguru เรื่องการคลีนร่างกายให้สะอาดแบบง่าย ๆ บีมเองก็ชอบแดดอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่เป็นหวัด บีมจะหาแดด เอาตัวเองไปไว้ในแดดเลยค่ะ รู้สึกว่าหวัดหายเร็วมาก

ล่าสุด พอเข้าใจชัดเจนแล้ว ก็ทดลองอีกรอบ สัปดาห์ก่อน เป็นไข้หวัดชนิดติดเชื้อไวรัสค่ะ (เชียงรายมีระบาดอยู่ช่วงสัปดาห์ก่อน) บีมใช้วิธีธรรมชาติไม่กินยาไป และตอนเช้า ก็ไปตากแดด เหยียบน้ำค้าง อยู่ประมาณ 30 นาที โดยเน้นตากแดดที่หลังค่ะ เพราะ ส่วนหลังของเราเป็นที่ตั้งของพลังงานจักระของร่างกาย บีมเน้นเติมพลังตรง ๆ ไปเลย แล้ว…อาการหวัดก็ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

ส่วนน้องแคนดี้ เป็นหวัดตัวเดียวกัน แต่เขาลงท้อง เราไม่กินยาเลย น้องเข้าใจค่ะ เพราะทุกครั้งที่ไม่สบาย เราใช้ธรรมชาติก่อนเสมอ ก็พาน้องไปตากแดดเช่นกัน นั่งด้วยกันนั่นแหละ หันหลังเข้าแดด อาการเขาก็ดีขึ้นเช่นกันค่ะ

บีมแนะนำว่า ให้ทำ 2-3 ท่าค่ะ เพื่อรับพลังเต็มที่

1) ยืนกางขาออก สูดหายใจลึก ๆ อาจจะทำท่าโยคะที่ยืดแขนขึ้นก็ได้ค่ะ อะไรก็ได้ ขอให้ยืดเหยียดให้สุด ๆ เท้าอยู่บนพื้นดิน ไม่ใส่รองเท้า หันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์ หลับตา อยู่แบบนั้นพร้อมกักลมหายใจไว้สัก 10 นับก็ได้ ตอนปล่อยลมออก ให้ก้มพร้อมสะบัดแขนลงล่างพอประมาณ เหมือนทิ้งพลังไม่ดีออก พร้อมปล่อยลมทางปาก “เฮ้อออออ” คือ เอาออกให้หมดค่ะ แล้วยืดขึ้น ทำใหม่แบบนั้นสัก 10 รอบก็ได้ค่ะ หรือจนกว่าจะรู้สึกสบาย

2) นั่งสมาธิ หลับตา หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ทำให้ได้อย่างน้อย 10 นาทีจะดีที่สุดค่ะ เพื่อให้ได้ซึมซับพลังให้ได้มากที่สุดในขั้นต่ำที่ควรได้รับ ซึ่งการนั่งสงบ ๆ ไม่เคลื่อนไหว จะทำให้เราสามารถรับพลังได้ดีที่สุด มากที่สุด

3) นอนลงบนหญ้า ถ้าดูแล้วปลอดภัยดี ก็นอนลงเลยค่ะ ไม่ต้องปูอะไรทั้งนั้น เอาหลังลงหญ้าหรือพื้นดินไปเลย นอนดูฟ้าไปค่ะ สบาย ๆ เหมือนตอนเราเด็ก ๆ อยู่จนกว่าจะเบื่อค่ะ 55+

จบแล้ว…ขึ้นมาก็อย่าลืมกล่าว “ขอบคุณแสงแดด ขอบคุณพื้นดิน ขอบคุณพ่อแม่ของฉัน ที่เติมพลังให้ฉัน ทำให้ฉันอบอุ่นและมีพลังสำหรับวันนี้นะคะ / นะครับ” ตอนพูดให้หลับตาและรู้สึกขอบคุณจากใจจริงนะคะ จับตรงหัวใจด้วยค่ะ ถ้าใจเต้นและรู้สึกกลางตัวหมุน ๆ อาจจะเล็กน้อยหรือมาก แสดงว่าเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้จริงค่ะ จะเป็นพลังสูงสุดที่เรารับได้ตอนนั้นเลย 

(ยินดีด้วย)

แต่ถ้าใครไม่ได้ อย่าไปคาดคั้นให้ได้ค่ะ
ถ้าทำด้วยความสุข รู้สึกดี รู้สึกอบอุ่น รู้สึกอยากขอบคุณกลับ ก็โอเคแล้วค่าาาา

ขอแค่รู้สึกดี…เต็ม…อุ่น…อิ่ม
ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว… 

เหมือนได้รับการชาร์ตพลังค่ะ
มันจะต่างกับตอนหมดพลัง
ลองสังเกตดูดี ๆ 

พยายามจัดตารางทำให้ได้ทุกวันนะคะ (กูรูท่านแนะนำมา) มันง่ายแต่ได้ผลดีมากกกกจริง ๆ ค่ะ ยิ่งใครหดหู่หนัก ๆ ปัญหาเยอะ ๆ สิวมาก ๆ เป็น The Must เลยค่ะ #ต้องทำไม่ใช่ #ควรทำ วิธีนี้ล้างพิษได้เร็วและลึกกว่าวิธีอื่น ๆ ทั้งหมดค่ะ ง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรด้วย ขอแค่ตัดสินใจแค่นั้น ว่าจะทำจริง ๆ

🌞 แดดเช้า 6.00 – 8.00 น. (ดูตามเวลาแต่ละฤดูกาล ถ้าได้ตั้งแต่ช่วงอาทิตย์ขึ้นยิ่งดีค่ะ)

🌞 แดดเย็น 16.00 – 18.00 น. (ดูตามเวลาแต่ละฤดูกาล สังเกตว่าแดดไม่ทำให้ผิวร้อนจนแสบ ก็ใช้ได้แล้วค่ะ) แต่ตอนเช้าจะได้โบนัสคือพลังงานอากาศจะสะอาดกว่าค่ะ

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 4 | ขับถ่ายก่อน 7 โมง

ในหนังสือ “ลำไส้แฮปปี้ สุขภาพดี ผอม สวย” http://bit.ly/หนังสือลำไส้สุขภาพดี คุณหมอ Hiroyuki Kobayashi (ฮิโรยูกิ โคบายาชิ) ได้เขียนเอาไว้ว่า จุดเริ่มต้นของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมกิจกรรมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการนอน การตื่น การหลั่งฮอร์โมน ฯลฯ เริ่มต้นที่ “การขับถ่ายในตอนเช้า” ซึ่งถ้าหากมีการขับถ่ายในตอนเช้าก่อน 7 โมงได้เป็นประจำทุกวัน นั่นหมายถึง คุณจะสามารถเข้านอนได้เร็ว นอนหลับสนิทมากขึ้น และไม่ง่วงระหว่างวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการบ่งบอกว่า “มีพลังชีวิตในระดับปกติ” และ “พลังชีวิตในร่างกายหมุนเวียนเป็นปกติ” ค่ะ และด้วยภาวะแบบนี้จะทำให้ร่างกายเคลียร์ต้นเหตุของสิวคือพิษสะสมและภาวะไม่สมดุลต่าง ๆ ของร่างกายได้เร็วขึ้นด้วย

หรือให้เข้าใจกันง่าย ๆ คือ #นาฬิกาชีวิต เดินเป็นปกตินั่นเอง

จุดนี้เรียกได้ว่า สำคัญที่สุดในเชิงของสุขภาพ ซึ่งแพทย์ทุกแขนงเห็นตรงกันว่า ถ้าหากนาฬิกาชีวิตเป็นปกติ นอนในเวลาที่ควรนอนได้ นอนหลับได้ลึกและถึงเช้า และตื่นในเวลาที่ควรตื่นได้ เป็นสุดยอดของสุขภาพที่ดีค่ะ ถ้าเป็นคนที่ไม่สบาย ก็จะฟื้นตัวได้เร็วด้วย ภูมิคุ้มกันจะกลับมาแข็งแรงเร็ว

แต่ปัญหาหลัก ๆ เท่าที่บีมรวบรวมมาได้จากคนที่มีปัญหาสิวและขับถ่ายตอนเช้าไม่ได้คือ

1) ท้องผูก
2) ไม่ดื่มน้ำเปล่าหลังตื่นนอน
3) เครียดมากไป / เครียดเรื้อรัง
4) เร่งรีบไปทำงานตอนเช้า
5) ไม่กินผักผลไม้หรือกินน้อย
6) ไม่กินโพรไบโอติคส์
7) ทำงานเป็นกะ นอนดึก นอนเช้า ตื่นหลัง 7 โมง

ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการตัวเองให้ขับถ่ายตอนเช้าได้ก่อน 7 โมง เพื่อปรับสมดุลพลังงานและการไหลเวียนของพลังงาน รวมถึงระบบประสาทอัตโนมัติใหม่ทั้งหมดค่ะ 

ทำไมต้องก่อน 7 โมง?

เพราะ นาฬิกาชีวิตของเราช่วง ตี 5-7 โมง เป็นช่วงที่พลังชีวิตไหลเวียนมาที่ลำไส้ใหญ่ และจะอยู่ที่นี่เพื่อหล่อเลี้ยงให้ระบบขับถ่ายทำงานเอาของเสียออกจากร่างกายประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งถ้าให้เลยช่วงนี้ไปแล้ว ก็จะพบความจริงว่า เหมือนมีอุจจาระตกค้าง เหมือนถ่ายไม่สุด รู้สึกหายใจไม่ค่อยโล่ง หงุดหงิด อ่อนเพลีย ระหว่างวัน ซึ่งถ้าสะสมนานไป ก็จะทำให้พลังชีวิตถดถอย เป็นคนหงุดหงิดง่าย และ ภูมิคุ้มกันตกลงไปเรื่อย ๆ ร่างกายก็สะสมสารพิษมากขึ้น ๆ ตับก็เอาไม่อยู่ในที่สุดค่ะ ระเบิดออกมาทางผิวกันเลย ประมาณนี้

และนอกจากนี้ พิษที่สะสมตกค้างในลำไส้นั้น ก็จะถูกดูดซึมกลับช่วง 7-9 โมง ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มทำงานสำหรับวันใหม่ รับสารอาหารใหม่ ๆ เข้ามา พิษก็จะปะปนไปกับเลือดและน้ำเหลือง ไหลเวียนไปที่ตับและทั่วร่างกาย พิษทำให้เลือดร้อน ถ้าดื่มน้ำน้อยไปอีก เลือดก็จะข้น ไหลเวียนยาก เป็นปัญหาที่เป็นห่วงโซ่ต่อกันไปเรื่อย ๆ ค่ะ และเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ก็เชื่อมกับเส้นปอด ในทางแผนจีนบอกไว้ว่า เมื่อไหร่ ลำไส้มีปัญหา ปอดก็มีปัญหา เพราะเชื่อมกัน และปอดควบคุมผิวหนัง เมื่อไหร่ปอดร้อน ผิวจะมีปัญหาทันที ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงสิวและผิวแพ้ง่ายด้วยค่ะ

คำแนะนำเพื่อให้ขับถ่ายก่อน 7 โมง ตามคำแนะนำของคุณหมอ ฮิโรยูกิ โคบายาชิ นะคะ คือ

  1. ดื่มน้ำอุ่นหลังตื่นนอนทันที 1 แก้วใหญ่ ๆ โดยดื่มรวดเดียว 
  2. ทานน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ (บีมว่ามันทานยากค่ะ น้ำมันงาม้อนจะง่ายกว่า แต่กรุณาอย่าทานน้ำมันมะพร้าว เพราะ มันจะทำให้มีสิวขับพิษ และมือใหม่อาจคลื่นไส้อยากอาเจียน จนกว่าจะขับถ่ายของเสียออกหมดถึงจะหายค่ะ อันนี้เตือนก่อน)
  3. ทานโยเกิร์ต / นมหมักคีเฟอร์ ผสมหัวไชเท้าที่ขูดเป็นเส้น ๆ ใส่ลงไปสัก 1 ช้อนโต๊ะ อาจเติมน้ำผึ้งลงไปอีก 1 ช้อนโต๊ะด้วยได้ค่ะ 
  4. ตอนนั่งขับถ่าย ให้ทำท่าเหมือนแตะสลับ โดยจับข้อเท้าขวา หงายหน้าไปทางขวา ยกแขนขึ้น แล้วทำสลับอีกข้าง จนกว่าจะรู้สึกปวดถ่ายค่ะ (ถ้านึกไม่ออก อาจต้องซื้อหนังสือคุณหมอมาอ่านและทำตามนะคะ 

แต่ส่วนตัวบีมแล้ว จริง ๆ จะทำท่าโยคะแบบบิดส่วนหน้าท้อง เล่นฮูล่าฮูป ก็ได้นะคะ มันก็เวิร์คเหมือนกัน แต่ท่าของคุณหมอจะเร็วกว่า

ลองไปทำกันดูนะคะ
คุณหมอการันตีว่า 
หายท้องผูก พุงยุบ
ใน 14 วันกันเลยทีเดียว

บีมเคยทดลองแล้ว 
เวิร์คจริงค่ะ ลองดูๆ

(ปกติไม่ใช่คนท้องผูก
แต่รู้สึกว่าทำแล้ว 
ถ่ายได้ดีและเร็วกว่าปกติ)

เคล็ดลับ 3 ขั้นตอนปรับสมองสู่ผิวใสถาวร

#บีมค้นพบเคล็ดลับ 3 ขั้นตอนปรับสมองสู่ผิวใส มาอ่านอัพเดทกันนะคะ 🙂

บอกวิธีตั้งค่าสมองใหม่ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นคนที่มีผิวใสตลอดไป ที่เราสามารถฝึกฝนสมองและทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองทุกวัน ที่ทำแล้วจะช่วยให้ผิวใสเร็วกว่าการดูแลเฉพาะส่วนของร่างกายและผิวอย่างเดียวค่ะ

ก่อนอื่น ต้องอธิบายการทำงานของสมองนิดนึง เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของสมองอย่างง่าย ๆ ก่อนนะคะ เพราะถ้าเข้าใจแล้ว จะสามารถฝึกฝน “ความคิด” และ “บังคับ” ให้สมองคิด โฟกัสและมองเห็นเฉพาะสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นได้จริง ๆ

สมองเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่หลักในการ “เก็บความทรงจำ” และ “คิด” ซึ่งตรงกับที่อาจารย์ด้านปรัชญา ไพฑูรย์ ดัชเซ่ ที่ท่านสอนวิชาปรัชญาการเมืองให้บีมสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้เคยกล่าวไว้ (แต่บีมไม่เคยเข้าใจเลย พึ่งจะมาเข้าใจจริง ๆ ปีนี้เองค่ะ) ว่า “มนุษย์แตกต่างกับสัตว์ตรงที่มีความคิดและความจำ” ก็คือสมองของมนุษย์นี่เองค่ะ ที่ทำให้มนุษย์ สามารถจดจำได้และเอามาคิดต่อได้ แตกต่างจากสัตว์และสรรพสิ่งอื่น ๆ ที่เขาจะไหลไปตามแรงผลักตามธรรมชาติแบบ 100% ไม่สามารถควบคุมบังคับทิศทางให้เป็นอย่างที่เขาต้องการได้เลย

ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาทางประสาทการรับรู้ทั้ง 5 และสัมผัสมาที่ใจ (เป็นความรู้สึกค่ะ) คือ ทวาร 6 สมองจะนำมาจดจำไว้ เป็นความจำระยะสั้น และถ้าได้รับการตอกย้ำบ่อย ๆ เรียนรู้บ่อย ๆ เส้นประสาทในสมองเส้นนั้น ๆ จะแข็งแรง หนาใหญ่ขึ้น ก็จะทำให้ความทรงจำนั้น ทักษะนั้น ๆ ไปอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก และเป็นโปรแกรมที่เล่นอัตโนมัติ ทำให้เราทำหลายสิ่งได้เองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิด เช่น เดิน กิน นั่ง นอน (พวกนี้เกิดมาไม่ได้ทำได้เลย เราก็ต้องฝึกฝนจนทำได้ถูกไหมคะ พ่อแม่เราก็ดีใจมากที่เราทำแต่ละขั้นได้สำเร็จ) การพูดภาษาไทย หรือภาษาต่าง ๆ การขับรถ ฯลฯ

อะไรที่เราคิดบ่อย ๆ ย้ำบ่อย ๆ โฟกัสบ่อย ๆ สิ่งนั้นจะกลายเป็น “โปรแกรม” ที่เล่นอยู่ซ้ำ ๆ เหมือนเพลงหรือภาพยนตร์ที่ถูกเล่นซ้ำ ๆ แบบอัตโนมัติ และ ทุกสิ่งที่เล่นเป็นภาพซ้ำ ๆ เป็นความรู้สึกซ้ำ ๆ ในจิตใต้สำนึก จะสะท้อนออกมาทางกายภาพในสัดส่วนเท่ากันทั้งหมดค่ะ

เหมือนกับต้นไม้ ถ้ารากแข็งแรง ได้รับสารอาหารครบถ้วน น้ำครบถ้วน อากาศครบถ้วน รากเป็นส่วนที่เรามองไม่เห็นจมอยู่ใต้ดิน ส่วนต้นและใบคือผลลัพธ์ คือสิ่งที่มองเห็น

และกฎแห่งความจริงก็คือ ส่วนที่มองไม่เห็น = ส่วนที่มองเห็น และควบคุมส่วนที่มองเห็นเสมอค่ะ

ดังนั้น … วันนี้ ถ้าใครกำลังมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาผิว ก็แสดงว่า “ส่วนที่มองไม่เห็น” หรือ จิตใต้สำนึกนั้นกำลังเล่นภาพ เสียง บางอย่างซ้ำ ๆ ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพและผิวที่ยังไม่แข็งแรงอยู่นั่นเองค่ะ

วิธีแก้ไขและตั้งค่าสมองใหม่ที่บีมค้นพบและใช้ได้ผลดีมาก ๆ มีเพียง 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

  1. ฝึกฝนสติ ตระหนักรู้ ว่ากายและใจของเราเป็นอย่างไร ฝึกในแบบที่คุณดังตฤณสอนสำหรับมือใหม่ง่าย ๆ เลยนะคะ ตาม playlist นี้เลยค่ะ https://youtu.be/6E__9n2gQS4
  2. ตระหนักรู้ถึง “ความคิด” ที่ผุดขึ้นมาแต่ละครั้งว่ามันเป็นความคิดที่ทำให้เรารู้สึก “หนัก” หรือ “เบา” “ร้อน” หรือ “เย็น” ทุก ๆ ความคิดมักจะผูกกับความรู้สึกเสมอ เช่น คิดถึงคนที่เรารัก แล้วรู้สึกอบอุ่น มีความสุข คิดถึงอาหารที่เราไม่ชอบ แล้วรู้สึกอยากอาเจียน เป็นต้น ซึ่งทุกสิ่ง คือ ความทรงจำเท่านั้นเองค่ะ ที่เคยผ่านมาในประสาทสัมผัส (ทวาร 6) และสมองเอามาเก็บไว้ในระบบประสาท สำคัญคือ แค่ตระหนักรู้ แต่ไม่คิดต่อ ไม่ปรุงต่อ ปล่อยผ่าน เหมือนลมมาโดนตัวแล้วปล่อยไปค่ะ ตรงนี้ทำเพื่อให้เราหยุดการปรุงแต่งต่อ เพื่อให้จิตไม่แบก เบาสบาย เมื่อหยุดคิด ร่างกายจะผ่อนคลายได้ทันที เข้าสู่สมดุลได้เร็วทันทีค่ะ
  3. ฝึกฝนการขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้ได้มากที่สุด แรก ๆ อาจจะใช้เวลาช่วงเช้าและก่อนนอน ทบทวนหาสิ่งที่ดี ๆ โชคดีที่ได้รับ คนดี ๆ ที่ได้เจอ พร้อมบอกเหตุผลด้วยว่า ทำไมจึงต้องขอบคุณสิ่งนั้น จะทำให้ความรู้สึกของการขอบคุณแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะเปลี่ยนสารเคมีในร่างกายของเราทั้งหมดให้มีสุขภาพดี ผิวพรรณดี ดูเหมือนจะไม่เกี่ยว แต่เกี่ยวกันและให้ผล 100% ค่ะ ต้องขอบคุณร่างกายเป็นพื้นฐานก่อนนะคะ แล้วก็ขอบคุณทุกสิ่งที่เราได้รับค่ะ พอฝึกมาครบเดือน เราจะยิ่งมองหาสิ่งดี ๆ ได้ง่ายขึ้น และดูเหมือนจะมีอะไรให้เรารู้สึกขอบคุณและโชคดีตลอดเวลาเลยล่ะค่ะ เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ของสมองค่ะ ไม่มีอะไรลี้ลับเลยตรงนี้ ให้ทดลองทำค่ะ เงื่อนไขคือต้องทำทุกวันจนกว่าจะครบ 30 วันค่ะ คุณจะรู้เองว่า ชีวิตคุณจะได้เจอแต่สิ่งที่ดี ๆ มากขึ้น ๆ ๆ ๆ

การฝึกฝนสติ > เราจะรับรู้ “ตามจริง” ว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นกับเราตอนนี้บ้าง หยุดการอยู่กับโลกของความคิดที่ทำให้เราวิ่งไม่หยุด เหนื่อยตลอดเวลา

การตระหนักรู้ > เราจะเริ่มมองเห็นและคัดกรองได้ว่า ความคิดแบบไหนที่ส่งผลดีหรือเสียต่อเราอย่างไร เราจะรู้สึกเป็นอิสระและเริ่มควบคุมความคิดได้มากขึ้น

การขอบคุณ > เราเปลี่ยนเส้นประสาทสมองใหม่ ทำได้ง่าย ๆ โดยการ “ย้ายโฟกัส” แล้ว “ปักหมุด” เฉพาะ “สิ่งดี ๆ ที่ได้รับ” เท่านั้น เส้นประสาทของโชคดีจะประสานกันแน่นและแข็งแรงขึ้น เมื่อทำไปทุกวันจนเส้นสมองโชคดีแข็งแรงแล้ว สารเคมีในร่างกายของเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรค่ะ ระบบในร่างกายจะเปลี่ยนหมดเลยตามเส้นสมองที่เปลี่ยนแปลงไป การคิด พูด ทำ จะเปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์จะเปลี่ยนแปลง และผิวจะใส โดยที่ทาครีมน้อยลง และชีวิตจะดีขึ้นในทุกมิติที่เราขอบคุณจากใจอย่างแท้จริงค่ะ

ทดลองทำกันดูนะคะ
แล้วมาเล่าสู่กันฟัง
หรือติดปัญหาตรงไหน
สอบถามทาง inbox เพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ ได้ค่ะ
บีมจะนำมาตอบใน Live ค่ะ

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ 🙂

#บีมวรดาภา
#ต้นตำรับการรักษาสิวจากภายในให้หายขาด
#เข้าสู่ปีที่10

รีวิว : รวมศาสตร์ภูมิปัญญาไทยด้านสุขภาพ ได้ร่างใหม่ใน 1 วัน! แกะเส้น ปั้นหน้าเด็ก สะกิดเส้น เดรนน้ำเหลือง ตอกเส้น จัดกระดูก เป็นอย่างไร มาอ่านกันค่ะ :)

ซ้ายไปขวา : ครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง Universal Laughter Ambassador ครูบอล พรประเสริฐ​ ชวนะไพศาล อดีตเชฟในอเมริกา ที่ผันตัวมาศึกษาศาสตร์บำบัดด้านภูมิปัญญา​ไทย ตอกเส้น จัดกระดูก การปรับโครงสร้างร่างกาย และแกะเส้นปั้นหน้า

เมื่อวานนี้ บีมได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านคีตา ของครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง คุณครูที่พลิกชีวิตบีม รอบนี้ไปตามนัดที่นัดครูเก๋ไว้ค่ะ ปกติแล้ว ถ้าเรื่องความงาม บีมเองไม่ค่อยมีอินเนอร์เท่าไหร่ คือ รู้สึกว่าพอใจกับรูปร่างหน้าตาตัวเองอยู่แล้วค่ะ หน้าก็เรียวแล้ว ผิวก็แข็งแรง ไม่ต้องไปทำพวกนี้ก็ได้ แต่…ถ้าเป็นครูเก๋ มันต้องไม่ใช่ธรรมดาแน่นอนค่ะ มันต้องมีอะไรพิเศษ ๆ แน่ ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนกระทั่งตอนที่เห็นรีวิวเคสที่ครูเก๋อัพเดทมาให้ทางส่วนตัวซึ่งเคสนี้ พอทำแล้วได้ผลทางด้านบำบัดอารมณ์ตกค้างภายในด้วยเหมือนเทคนิคที่บีมเคยได้ทำกับครูเก๋เลยค่ะ ก็เลยรู้สึกว่าน่าสนใจดี และมองเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะไปเรียนรู้เพิ่มเติม เผื่อมันจะเป็นศาสตร์ที่ช่วยคนที่กำลังมีปัญหาสิวที่เป็นแฟนหลักของบีมได้ค่ะ

ศาสตร์ที่ครูเก๋ไปเรียนมา คือ “แกะเส้นปั้นหน้าเด็ก” กับ ครูเปิ้ล ดร.อัลิปรียา ปานแดง ผู้คิดค้นศาสตร์แกะเส้นปั้นหน้าเด็กเจ้าแรกของโลก ผู้ก่อตั้งสถาบันหัตถดาบส และเป็นด็อกเตอร์กิตติมศักดิ์​ด้านแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย ซึ่งมีประวัติเคยเก็บขยะมาทานและเคยนอนศาลาวัดมาก่อน … บีมได้รู้ข้อมูลนี้และการบอกเล่าส่วนตัวจากครูเก๋ บีมยิ่งรู้สึกว่า มันไม่ใช่ธรรมดาละที่สองท่านนี้มาพบกัน บีมมั่นใจว่ามันจะต้องช่วยคนได้แน่นอนค่ะ อย่างน้อยก็แฟน ๆ ที่ติดตามบีมนี่แหละ

ห้องบำบัด 17 องศาเหนือ

ห้องที่บีมมาทำมีชื่อเรียกว่า “ห้อง 17 องศาเหนือ” เกิดจากเพื่อนของครูเก๋ เป็นซินแสผู้เชี่ยวชาญ ได้วัดค่าองศาของห้องนี้ให้ ตกอยู่ในองศาที่ 17 ซึ่งมีพลังงานในด้านการบำบัดตามธรรมชาติ โดยที่ครูเก๋เองก็ไม่ทราบมาก่อนค่ะ จึงทำให้การบำบัดและกิจกรรมที่เกิดขึ้นที่นี่ทุกสิ่งมีพลังในการฟื้นฟูชีวิตของคนคนหนึ่งได้จริง ๆ ดังรีวิวที่ทุกท่านได้เห็นในเพจของครูเก๋และอีกมากมายที่เป็นรีวิวส่วนตัวที่ขอสงวนสิทธิ์เนื่องจากต้องการความเป็นส่วนตัวค่ะ ดูรีวิวผู้เข้ารับการบำบัดได้ที่เพจนี้ค่ะ https://www.facebook.com/miraclesofkay/

ก่อนหน้านี้ ห้องนี้เป็นห้องรับแขกของบ้านที่เชียงรายของครูเก๋ แต่พอตอนที่ครูเก๋ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน ทิ้งความก้าวหน้าในหน้าที่ชนิดดาวรุ่งพุ่งแรงสูงสุดกับบทบาท General Manager ที่ได้รับมอบหมายงานสำคัญมากมายของ Central Group ในตอนนั้นทั้งหมด ซึ่งเป็นการตัดสินใจตามเสียงในหัวใจและกลับมาดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่เชียงรายซึ่งเป็นบ้านเกิด 3 ปีที่ผ่านมา และมาปรับเปลี่ยนห้องนี้เป็นห้องทำกิจกรรมของครูเก๋ในบทบาทนักบำบัดของครูเก๋ที่ได้ช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตให้ผู้คนทุกระดับตั้งแต่รากหญ้าไปจนถึงเซเลปและมหาเศรษฐีมากมายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นแหล่งรวมพลนักบำบัดมือทองจากทั้งในไทยและทั่วโลกที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสายค่ะ ทำให้ห้องนี้มีพลังงานที่ดีมากเป็นพิเศษ ที่ทุกครั้งที่บีมได้มา ก็ได้รับการฟื้นฟูเยียวยาให้กลับไปมีพลังดำเนินชีวิตต่อได้ทุกครั้งเลยจริง ๆ และไม่ใช่แค่บีม…แต่คือ “ทุกคน” ที่เข้าใจและเปิดรับการบำบัดของครูเก๋เกิน 100% ค่ะ

ครูบอล อาจารย์ของครูเก๋ กำลังแนะนำครูเก๋เรื่องการลงนิ้ว น้ำหนัก และการหาเส้นที่ถูกต้องค่ะ

การแกะเส้น

น้ำมันสำหรับแกะเส้นปั้นหน้าเด็ก by ครูเปิ้ล หัตถดาบส

เราเริ่มต้นด้วยการแกะเส้นก่อนค่ะ ต้องล้างหน้าให้สะอาดแล้วเริ่มลงน้ำมันเฉพาะที่ทางครูเปิ้ล หัตถดาบสจัดมาให้ค่ะ ซึ่งครูบอลบอกว่า สูตรของแต่ละที่ก็จะปรุงแตกต่างกัน แล้วเราเริ่มจากการทำที่บริเวณลำคอก่อน เพราะการที่จะปั้นหน้าให้เด็กได้นั้น จำเป็นต้องคลายเส้นบริเวณ คอ บ่า ไหล่ ก่อน ตรงนี้จะมี 3 เส้นค่ะ ใน กลาง นอก ลักษณะของการจัดท่าของนิ้ว การล็อคนิ้ว ลงน้ำหนักนิ้วและการเคลื่อนของนิ้วจะแตกต่างกับการนวดกดจุดทั่วไปนะคะ (ซึ่งบีมเองก็ผ่านมือหมอนวดมาหลายรูปแบบและหมอนวดเก่ง ๆ มาค่ะ จึงรู้ว่ามันแตกต่างกัน) มันเป็นการลงให้ตรงจุดของเส้น ล็อคตามแนวที่ครูเปิ้ลคิดมา แล้วเคลื่อนนิ้วเบา ๆ แต่โดนค่ะ ทางผู้ทำก็ไม่ได้ออกแรงเยอะ ทางเราก็ได้รับการคลายเส้นอย่างถูกวิธี ซึ่งผิวจะไม่ถูกเสียดสีและจะไม่ช้ำค่ะ ตรงนี้ปรบมือให้รัว ๆ

การแกะ ก็ต้องแกะทั้งซ้ายและขวาค่ะ พอทำเสร็จแล้ว เส้นจะคลาย เราจะรู้สึกผ่อนคลายระดับหนึ่งเลยทีเดียว

จากนั้น ก็จะขยับขึ้นมาแกะเส้นที่หน้าค่ะ

ครูบอลกำลังแกะเส้นที่หน้าให้ครูเก๋ดูเป็นตัวอย่างค่ะ บีมมีหน้าที่ฟินอย่างเดียว 🙂

การแกะเส้นที่ใบหน้า ก็จะมีแนวเส้น ซึ่งทางครูเปิ้ลก็จะมีคู่มือสอนนักเรียนทุกคน ก็จะไล่จากส่วนล่างของใบหน้า เฉพาะส่วนล่างก็มี 3 เส้นแล้วค่ะ ก็ค่อย ๆ ไล่ขึ้นไปถึงหน้าผาก ในแต่ละขั้นของการแกะเส้นที่ใบหน้า ยิ่งทำ ยิ่งผ่อนคลาย รู้สึกอยากนอนเพิ่มขึ้น ๆ

ตอนที่ได้รับการแกะเส้น จุดที่บีมเจ็บก็จะได้รับการคลายออกด้วยเทคนิคเฉพาะของที่นี่ค่ะ ใครที่เคยกดนวดหน้าตัวเองหรือทำกัวซา จะรู้ว่า เวลาที่ขูด ๆ จะมีจุดที่เจ็บ จุดนั้นคือจุดที่กล้ามเนื้อหน้าเครียดและดึงรั้งค่ะ เป็นอีกสาเหตุของริ้วรอยก่อนวัยและทำให้หน้าดูตอบ เพราะกล้ามเนื้อเครียดและรั้งไปหมด และเป็นสาเหตุของรูขุมขนที่ดูกว้าง ผิวที่ขาดน้ำ และซ่อมแซมตัวเองได้ช้าด้วยค่ะ เพราะ เลือดลมไปเลี้ยงไม่ค่อยดีจากภาวะหดเกร็งของกล้ามเนื้อใบหน้านั่นเอง

ยังไม่พอค่ะ พอแกะเส้นเสร็จ ครูบอลได้ “เดรนน้ำเหลือง”​ ให้บีมเพิ่มอีก บีมนี้ดีใจมาก รู้สึกโชคดีมาก ๆ ค่ะ คือ ต้องบอกก่อนว่า โชคดีมากที่มีโอกาสได้มาพบครูบอล อาจารย์ของพี่เก๋วันนี้โดยไม่ได้นัดหมายเลยค่ะ บีมมาคิดว่าจะมาเรียนรู้กับครูเก๋ 2 ชั่วโมง คือ 10.00 – 12.00 น. เท่านั้นเอง แต่พอดีครูบอลมาพบครูเก๋เมื่อวานพอดีเหมือนกัน บีมเลยได้รับการดูแลจากครูบอลด้วยเลยค่ะ เรียกว่า ได้รับการจัดเต็มมาก ๆ เป็นโชคดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ค่ะ 🙂

การเดรนน้ำเหลือง คือ การไล่น้ำเหลืองเสียที่ตกค้างออกจากใบหน้าไปค่ะ ซึ่งการที่มีน้ำเหลืองตกค้าง ก็เหมือนมีน้ำและขยะตกค้างที่ใบหน้านั่นเอง น้ำเหลืองนั้นปกติจะช่วยกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม แต่ถ้าไม่มีการหมุนเวียน ตกค้าง หรือหมุนเวียนช้า ก็จะทำให้พิษสะสมในบริเวณที่ตกค้างได้ค่ะ ส่งผลให้สุขภาพผิวบริเวณนั้นแย่ลง ซึ่งพบว่าในปัจจุบันนี้ ผู้คนมีภาวะน้ำเหลืองตกค้างมากขึ้นจากภาวะความเครียดค่ะ สำหรับตัวบีมเองก็เครียดก่อนมาระดับสูงมาก หน้าหมองอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนมาบอกตอนหน้าใสหลังทำแล้วว่า ก่อนทำเหมือนโดนของ 55+ บีมก็รู้สึกแบบนั้นล่ะค่ะ (แต่ไม่ได้โดนของหรอกค่ะ เขาเปรียบเทียบเฉย ๆ คือมันหมองจนเห็นได้ชัด)

มาต่อกันค่ะ พอเส้นคลายออก ผิวก็จะฟูขึ้นมาโดยอัตโนมัติเลยค่ะ แบบดูหน้าอิ่ม ดูเต็ม อันนี้ประทับใจมาก ๆ เดี๋ยวมีรูป Before-After ให้ดูค่ะ อ่านตามมาก่อนนะคะ

ครูบอลกำลัง “สะกิดเส้น” ทั่วใบหน้าให้บีมค่ะ

สะกิดเส้น

การสะกิดเส้น จะเป็นการใช้แผ่นกัวซาด้านที่เป็นหัวมุมมน ๆ ที่เล็กกว่าอีกข้างในการลงน้ำหนักแบบสะกิดเส้นทั่วใบหน้า (ทั่วใบหน้าจริง ๆ เป็นงานละเอียดมาก ๆ แต่ก็ไม่ใช้เวลานานเกินไปค่ะ) ไล่ตั้งแต่ล่างถึงบนค่ะ การสะกิดเส้นนี้จะรู้สึกเจ็บนิด ๆ นะคะ แต่มันจะลงไปถึงกล้ามเนื้อชั้นในหนังแท้ ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ คอลลาเจนและอีลาสตินได้ดีค่ะ ทำแล้ว บอกลาโบท็อกซ์ ร้อยไหม ฟิลเลอร์ ไปเลย เพราะพอทำแล้ว ผิวจะฟู ดูอิ่มขึ้นมาเองตามธรรมชาติค่ะ และการฉีดโบ ร้อย ฟิล จะทำให้กล้ามเนื้อผิวหน้าอ่อนแอลงด้วยค่ะ

ก่อนและหลังทำ แกะเส้น ปั้นหน้า เดรนน้ำเหลือง สะกิดเส้น

สิ่งที่บีมรู้สึกได้หลังทำเลยก็คือ

  1. ผ่อนคลายมาก หายเครียดเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ อะไรที่เครียด ๆ มา (ซึ่งจัดว่าหนักมาก) มันลืมไปหมดเลย จำไม่ได้แล้ว ประทับใจอันนี้มาก ๆ ค่ะ ดูจากหน้า Before ก็คงรู้
  2. ก่อนที่จะเห็นรูป After บีมลองจับหน้าตัวเองดูก่อนค่ะ มันจะได้เป็นความรู้สึกจริง ๆ ก่อน หน้านุ่มและฟูมาก ๆ ค่ะ และจุดที่เจ็บ ๆ บนหน้าไม่มีเลย มันเบาไปหมด หลุดหมดจริง ๆ
  3. พอมาเห็นภาพ After สิ่งที่เห็นได้ชัด ก็คือ ร่องมุมปากหายไป หน้าตึงกระชับ ดวงตาสดใสมาก ๆ ผิวอมชมพู ผิวตึง ผิวดูสุขภาพดีขึ้นทันที

คะแนนที่ให้คือ 10/10 เลยค่า ชอบมาก ๆ

เป็นสิวอยู่จะทำได้ไหม?

จากที่บีมได้ทดลองทำประกอบกับข้อมูลที่ได้รับจากครูบอล บีมสรุปให้แบบนี้นะคะ

  1. ผิวที่กำลังเป็นสิวอักเสบ สิวหัวช้าง ผิวอักเสบ แพ้ ระคายเคือง คืออยู่ในสภาพอักเสบ อ่อนแอและติดเชื้อทั้งปวง ไม่ควรทำค่ะ
  2. ผิวที่กำลังเป็นสิวอุดตันหัวดำ หัวขาว ไม่ใช่สิวอักเสบและสภาพผิวแข็งแรงดี สามารถทำได้ค่ะ
  3. สำหรับผิวที่เป็นสิวอุดตันใต้ผิว จับแล้วหน้าไม่เรียบ แต่ไม่มีสิวโผล่ออกมา ควรรักษาให้หายก่อน แล้วค่อยทำค่ะ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นการอักเสบ

มาจัดการร่างกายกันบ้าง

จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะมาทำสิ่งนี้ เพราะ ไม่คาดคิดว่าจะพบครูบอล และ ไม่คิดว่าตัวเองมีความผิดปกติค่ะ แต่…ขณะที่บีมกำลังทำหน้ากับครูเก๋อยู่นั้น ด้วยสัญชาตญาณที่ต้องการช่วยเหลือคนของครูบอล ก็สังเกตเห็น “หัวเข่าและเท้าที่ดูผิดปกติของบีม” แล้วก็ครูบอลก็เริ่มซักถามอาการเบื้องต้น และ เช็ค ๆ ที่หัวเข่า ก็พบอาการผิดปกติค่ะ ครูบอลจึงตัดสินใจปรับโครงสร้างร่างกายให้เลย

บีมมีปัญหาหลักคือ กระดูกที่ก้นและสะโพกไม่เท่ากัน (ข้างหนึ่งสูงกว่าอีกข้างค่ะ) ซึ่งจะทำให้บีมมีปัญหาเรื่องความไม่สมดุลของร่างกาย การนั่ง ยืน เดิน นอน จะรู้สึกไม่สมดุลไปหมด มันส่งผลต่อการใช้ชีวิตที่ขาดความสมดุลด้วย

ซึ่งครั้งก่อนที่ไปพบครูนิน โยคะ ก็ได้รับการตรวจเช็คเหมือนกันค่ะ ซ้ายขวาไม่เท่ากัน พอครั้งนี้ครูบอลเช็คแล้วก็บอกเหมือนกัน และให้บีมลองเดินดูก่อนทำ มันไม่เท่ากันจริง ๆ ด้วยค่ะ แต่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยตระหนักเลย ซึ่งครูนินเอง ก็บอกเหมือนกันว่า ถ้าซ้ายขวาไม่สมดุลแล้ว สุขภาพจะไม่ดีตามมา การหายใจจะติดขัด เลือดลมและพลังปราณจะหมุนเวียนติดขัดไปหมด ซึ่งในชีวิตประจำวันบีมก็หายใจขัด หลังงออัตโนมัติ เวลายืนแปรงฟัน หรือ นั่ง ก็รู้สึกว่าตัวเองยืนไม่เต็ม 2 เท้า หรือ นั่งตรง ๆ ไม่ได้ ตื่นมาก็ปวดหลังเป็นอย่างแรก มันก็สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้รับจากครูทั้งสองท่านค่ะ

ข้อมูลตรงกันเลย บีมก็ไม่ลังเลที่จะรับการดูแลจากครูบอลอย่างเกินร้อยค่ะ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้รับการจัดกระดูก ถามว่ากลัวไหม จะกลัวนะคะถ้าไม่ใช่ครูบอล เพราะ ศาสตร์นี้ถ้าพลาดคือพิการได้เลยค่ะ แต่บีมมีเหตุผลที่จะไม่กลัวและเชื่อมั่นในตัวครูบอลเกิน 100% เพราะ

  1. ครูเก๋นับถือครูบอลเป็นอาจารย์
  2. ปกติครูเก๋จะเลือกผู้ที่จะเรียกว่า “อาจารย์” หรือ “ครู” มาก ๆ
  3. บีมรู้สึกถึงความนิ่ง ความปลอดภัย พลังสงบ ร่มเย็น ตั้งแต่ตอนที่ครูบอลทำหน้าให้แล้วค่ะ
  4. ครูบอลมีประสบการณ์ที่ได้ทำให้ผู้คนเห็นผลที่ดีมาแล้วมากมาย

บีมมีคลิปด้วยค่ะ เดี๋ยวถ้าทำเสร็จแล้ว จะมาอัพเดทให้อีกครั้งและจะลงไว้ให้ดูกันที่ YouTube นะคะ รอบนี้รีวิวแบบเขียนไปก่อน จะเห็นเลยว่า การเดินของบีมก่อนทำกับหลังทำแตกต่างกันมาก ๆ ค่ะ คือ ดีขึ้นจริง ๆ และเห็นทันทีหลังทำ

ก่อนที่จะทำ ครูบอลจะตรวจเช็คจุดที่ผิดปกติและวิเคราะห์อาการก่อนค่ะ ครูบอลจะใช้วิธีวัดอย่างง่าย ๆ เลย พอดีไม่มีภาพบีมตอนตรวจเช็คเพราะไม่มีคนถ่ายภาพช่วงนั้น ขออนุญาตลงภาพที่ครูบอลเช็คให้ครูเก๋นะคะ บีมลืมถ่ายภาพเหมือนกันค่ะ พอดีตั้งใจดูอยู่

ดูภาพด้านล่างนี้นะคะ ภาพแรกคือครูบอลให้บีมดูว่า สะโพกครูเก๋ไม่เท่ากัน ภาพที่สองคือไหล่ไม่เท่ากัน และครูเก๋เคยได้รับอุบัติเหตุแขนหักเมื่อตอนเป็นเด็กมาก่อนค่ะ แขนข้างที่ครูบอลจับคือแขนที่เคยบาดเจ็บมาก่อน ซึ่งการที่ตัวเราไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากอิริยาบถในชีวิตประจำวันค่ะ ที่อยู่ในท่าที่ผิดธรรมชาติเป็นเวลานาน ๆ จนโครงสร้างเปลี่ยนและอาจมีพังผืดเกาะแน่น กล้ามเนื้อเกร็งรั้ง จนทำให้ไปกดทับเส้นประสาททำให้เจ็บทุกครั้งที่ขยับได้ค่ะ

เดี๋ยวหลายคนจะมีคำถามว่า บีมกับครูเก๋ ก็มีอาการผิดปกติของโครงสร้างได้ด้วยหรือ ตอบแบบนี้ค่ะว่า ร่างกายของบีมและครูเก๋ ก็คือร่างกายของมนุษย์ทั่วไป เราใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่สิ่งที่เราเรียนรู้คือ ศาสตร์การซ่อมร่าง โดยให้เกิดกระบวนการซ่อมตามธรรมชาติค่ะ หรือใช้แนวธรรมชาติ ไม่ใช้ยา ดังนั้น สิ่งที่เราเป็น ก็เป็นปกติที่มนุษย์ทุกคนจะเป็นกันได้ แต่สิ่งที่เรามีประสบการณ์และความรู้คือ เป็นแล้วจะต้องซ่อมร่างอย่างไรด้วยพลังที่ธรรมชาติให้มาค่ะ และ พลังที่มีอยู่แล้วในร่างกายของมนุษย์ค่ะ

และศาสตร์การปรับโครงสร้าง แกะเส้น ปั้นหน้า นี้ก็เป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจที่ครูเก๋กับบีมรู้สึกว่ามันสามารถช่วยผู้คนได้อีกมาก ๆ แน่นอนค่ะ และโชคดีที่ได้พบกับตัวจริงเรื่องนี้ ที่ให้ความรู้กับเราได้แบบเต็ม ๆ เลย และยังได้รับประสบการณ์ที่ดี ที่น่าประทับใจหลังทำอีกด้วยค่ะ ซึ่งศาสตร์แบบนี้ ถ้าทำผิด ร่างกายจะแย่ได้เลยค่ะ ต้องระมัดระวังในการเลือกผู้ทำให้มาก ๆ และถ้าพลังจิตไม่ดี ไม่นิ่ง ไม่เย็น รุ่มร้อน เราจะได้รับพลังนั้นมาด้วยค่ะ เป็นพลังขยะที่รับมาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งในตัวครูบอลไม่มีสิ่งเหล่านี้ค่ะ มีแต่จะให้เราหายดีเท่านั้น ของแบบนี้ มนุษย์เราสัมผัสได้ตามธรรมชาติค่ะ ไม่ต้องใช้คำพูด

มาต่อกันนะคะ…

สิ่งที่บีมรู้สึกหลังการปรับโครงสร้าง ตอกเส้น จัดกระดูก

  1. จุดที่ปวด เจ็บ ติด ที่เป็นมานาน โล่ง เบา ทั้งหมดค่ะ จะมีหลังส่วนล่าง หลังส่วนกลาง คอ บ่า ไหล่ เป็นหลัก ร่างกายเบา หายเครียดเพิ่มไปอีก
  2. หายใจโล่ง โปร่ง สะดวก เต็มปอดขึ้นมาก ๆ โดยอัตโนมัติค่ะ ซึ่งปกติจะมีปัญหาและความยากในการหายใจมาตลอดเลย ยกเว้นตั้งใจหายใจเข้าลึก ๆ จริง ๆ ถึงจะทำได้ค่ะ
  3. ยืนบนเท้า 2 ข้าง ลงน้ำหนักได้เท่ากัน รู้สึกผ่อนคลายและสบายขึ้นเยอะเลยค่ะ ถ้ามันไม่เท่ากัน ข้างหนึ่งจะเกร็ง ข้างหนึ่งจะไม่ได้ใช้งานมาก ร่างกายจะเครียดตลอดเวลาจากการเกร็งของกล้ามเนื้อก้นที่เราไม่รู้ตัวค่ะ
  4. เดินบนเท้า 2 ข้างได้เท่ากัน อันนี้ก็รู้สึกดีใจมาก ๆ ค่ะ ซึ่งจริง ๆ ก็รู้สึกแบบนี้ (เดินเท่ากัน) ตอนครูนินปรับให้ด้วยพลังปราณ แต่ตอนนั้นบีมไม่ทราบว่าจะต้องมาดูแลอย่างไรต่อ บีมลืมถามครูนินค่ะ เลยนั่งท่าเดิม นอนท่าเดิม มันเลยกลับมาไม่เท่ากันอีก

ไม่ใช่แค่บีมคนเดียว…คนอื่นก็รู้สึกดีเช่นกัน

จากตอนแรกที่บีมจะอยู่แค่ถึงเที่ยง บีมอยู่ถึงทุ่มกว่าเลยค่ะ (ดูจากชุดและความสดก็รู้ เพราะปกติมาที่ครูเก๋ จะมาแบบสบาย ๆ มาก ๆ ผม หน้า ธรรมชาติสุด ๆ ค่ะ กะมา relax อย่างเดียว ไม่คิดว่าจะต้องถ่ายรูปอะไรออกสื่อเลยจริงๆ 55) เพราะ อยู่เรียนรู้เคสคนอื่นด้วย และ รอพี่แม็คทำเสร็จเป็นเคสสุดท้าย คือ มันไม่ได้หาโอกาสง่าย ๆ ที่เราจะได้มาเจอครูบอลแบบนี้ค่ะ บีมเองก็อยากรู้ว่า ทุกคนรู้สึกอย่างไรเมื่อครูบอลช่วยดูแลให้ค่ะ

ใครมาบ้านคีตา ไม่เคยจะได้อยู่แป๊บเดียวจริง ๆ ถ้าเคมีเข้ากันค่ะ อยู่ยาว เพราะ อยู่แล้วสบายใจค่ะ บ้านคีตาและห้องนี้ เขามีพลังในการช่วยให้เรารู้สึกสบายขึ้นจริง ๆ ค่ะ ถึงขั้นมีลูกศิษย์ครูเก๋ ที่เป็นอาจารย์สอน ม.ราชภัฏเชียงราย บอกว่า “คิดอะไรไม่ออก บอกความรู้สึกไม่ถูก ต้องมาบ้านคีตาค่ะ” บีมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แค่ได้มาอยู่ก็รู้สึกดีแล้ว เพราะ คุณพ่อคุณแม่และทุก ๆ คน รวมถึงบรรยากาศที่นี่ ดีมากจริง ๆ 🙂 อบอุ่นค่ะ

ผลสรุปก็คือ ทุกคนชอบมาก รู้สึกดีมากจริง ๆ ที่ครูบอลได้ช่วยแก้ไขปัญหาร่างกายให้ค่ะ

มันหลุด มันโล่ง มันสบายจริง ๆ

วิธีดูแลตัวเองหลังทำ

ครูบอลแนะนำดังนี้ค่ะ

  1. สำหรับผิวหน้าไม่มีอะไรค่ะ ใช้ชีวิตตามปกติได้เลย
  2. สำหรับส่วนที่ตอกเส้น จัดกระดูก อาจมีระบมและรู้สึกเจ็บได้ 2-3 วัน แต่จะค่อย ๆ หายไป ถ้าได้พักจะดีที่สุด จะได้ฟื้นฟูเร็วค่ะ พยายามอย่าใช้งานร่างหายหนัก ๆ ช่วง 2-3 วันนี้ค่ะ
  3. ต้องประคบร้อนบริเวณที่ได้แก้อาการไปแล้ว จนกว่าจะหายค่ะ
  4. ร่างกายจะจำท่าทางใหม่ได้ภายใน 30 วัน ดังนั้น ต้องพยายามจัดอิริยาบถ นั่ง ยืน เดิน นอน เล่นมือถือ อ่านหนังสือ ฯลฯ ให้ถูกต้องทั้งหมด ก็จะไม่เป็นซ้ำอีก

เช้านี้เป็นอย่างไร?

เมื่อวานนอนเร็วค่ะ 2 ทุ่มครึ่ง ก็นอนแล้ว…และตื่นมาประมาณตี 3 ครึ่ง แบบตื่นเอง สิ่งที่สังเกตได้และรู้สึกตอนเช้าก็คือ

  1. ไม่รู้สึกปวดหลัง ที่ปกติแล้วจะปวดหลังตื่นนอนทุกวันค่ะ ถ้าเล่นโยคะ 3 ท่าถึงจะหาย แต่ถ้าไม่ได้เล่น ก็จะปวดอยู่แบบนั้นตลอดวัน
  2. หน้าตาผ่องใส หน้าฟู อิ่ม มีเลือดฝาดอมชมพู ไม่มีสิวใหม่เพิ่มค่ะ
  3. ดวงตาสดใส มีแววตา มีน้ำหล่อเลี้ยงตามาก
  4. มีพลังชีวิตเพิ่ม รู้สึกถึงทางออกที่สร้างสรรค์ของปัญหามากขึ้น พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น
  5. หายใจโล่งมากขึ้นมาก ๆ สมองโปร่งขึ้นมาก ๆ

นั่นคือสิ่งที่ได้รับทันทีหลังตื่นนอนค่ะ

แต่พอมานั่งทำงาน (เขียนบล็อกนี้ล่ะค่า) บีมก็เริ่มรู้สึกเจ็บหลังส่วนล่างที่เคยเจ็บ แต่บีมคิดว่ามันคงเป็นช่วงปรับค่ะ เป็นช่วงฟื้นฟู สร้างเซลล์ใหม่ และเป็นช่วงระบม แต่บีมตั้งใจปรับท่าทางใหม่ค่ะเพื่อให้ร่างกายจำท่าที่ถูกต้องใหม่ ซึ่งได้ซื้อสายซัพพอร์ตหลังมา เอามาใส่ตอนนั่งทำงานด้วย เพื่อกันไม่ให้ตัวเองนั่งหลังค่อมค่ะ

ที่ซัพพอร์ตหลัง อันนี้คุณแม่ชอบมาก ๆ ค่ะ ใส่ตลอดเลย เพราะมีปัญหาเรื่องหลังเหมือนกัน และท่านสนใจจะมาจัดโครงสร้างกับครูบอลค่ะ

สำหรับใครที่สนใจเข้ารับการดูแลด้านสุขภาพและความงาม ด้วยศาสตร์ภูมิปัญญาไทยโบราณทั้งหมดทั้งปวงที่บีมรีวิวในบทความนี้ สามารถติดต่อครูบอลได้โดยตรง ที่ Line ID: goball2002 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหา​ด้านกล้ามเนื้อก้นบีบรัดปลายเส้นประสาท ติดสลักเพชร จะเป็นส่วนที่ครูบอลถนัดเป็นพิเศษค่ะและมีคนเป็นกันเยอะมากในปัจจุบันค่ะ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณโอกาสที่ทำให้บีมได้พบ ครูเก๋ ครูบอล และทุก ๆ คนที่ได้ร่วมกิจกรรมเมื่อวานนี้นะคะ ทำให้บีมได้มีสุขภาพดี หน้าใส และเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ที่จะนำมาดูแลตัวเองและผู้อื่นได้เพิ่มเติมค่ะ

บีมกำลังจัดทำคลิปสัมภาษณ์ครูบอลแบบเต็ม และ รีวิวการเดิน Before-After ของบีม ที่จะได้เห็นปัญหาและผลจากการแก้ไขแบบชัด ๆ นะคะ หากเสร็จแล้ว จะแจ้งที่เพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ https://www.facebook.com/siwsecret/ และอัพเดทไปที่ YouTube Siwsecret Academy ที่นี่ค่ะ https://www.youtube.com/channel/UCNO1UC9YF2wqVjMrrvK3cEw

ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ และ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพดียิ่ง ๆ ขึ้นไปนะคะ