21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 3 | เลือกกินอาหารที่ดีและเหมาะสมกับตัวเอง

อาหาร คือ ธาตุดิน
ร่างกาย คือ ธาตุดิน

จะเปลี่ยนร่างกายได้สำเร็จ
ก็ต้องเปลี่ยนอาหารที่กิน
เป็นตรรกะง่าย ๆ ที่ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันก่อน

INPUT = OUTPUT
สิ่งที่เอาเข้า = ผลลัพธ์

ACTION = REACTION
การกระทำ = ปฏิกิริยา

กฎของการเปลี่ยนผิว มีเพียงเท่านี้เองค่ะ

อาหารที่ดี หมายถึงอาหารที่มีลักษณะดังนี้

อาหารที่เหมาะสม บีมใช้แค่ 3 เกณฑ์ สำหรับการเลือกให้ตัวเองค่ะ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก็สามารถเข้าใจได้และนำไปใช้ได้ผลจริง ๆ

  1. กินเสร็จแล้ว ภายใน 1-3 ชั่วโมงหลังกิน รู้สึกมีพลัง รู้สึกดี ไม่ใช่ง่วง เบื่อ เหนื่อย ท้องอืด (อาหารไหนที่ทำให้ท้องอืด จะทำให้สิวขึ้น เพราะ ระบบย่อยเรารับไม่ได้ในตอนนั้นค่ะ มันหนักไปสำหรับระบบของเรา)
  2. กินอาหารที่ร่างกายย่อยได้ สังเกตง่าย ๆ ว่า กินแล้ว ท้องไม่อืด เพราะถ้าย่อยไม่หมด มันจะตกค้างเป็นพิษบูดเน่าในลำไส้และผลิตแก๊สเสียออกมาซึมเข้าสู่ร่างกายอีกทอด
  3. กินตามกรุ๊ปเลือด / โดชา (โทษะ) / ธาตุเจ้าเรือน ของเรา แล้วแต่จะเลือกค่ะ สำหรับมือใหม่ บีมแนะนำว่า กินตามกรุ๊ปเลือดค่ะ หรือสามารถกินตามหลักที่สอนไว้ในอัลบั้มนี้ก็ได้ค่ะ ให้ทดลองทานตามแนวใดแนวหนึ่งไปจนกว่าจะเข้าใจชัดเจนด้วยตัวเองค่ะ ว่ากินแบบไหน อะไร ให้ผลอย่างไร แล้วค่อยเปลี่ยนภายหลังก็ได้ค่ะ

แนะนำให้ศึกษาอัลบั้มนี้เพิ่มเติมด้วยนะคะ จะได้ผลดีตามคาดหวังมากขึ้นค่ะ คลิกที่ลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

กินตามหลักอายุรเวท แก้ปัญหาผิวหลัก 4 ปัญหา

https://www.facebook.com/pg/siwsecret/photos/?tab=album&album_id=879029035783988

โฆษณา

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 2 | งดกินของ 10 อย่าง

อาหาร คือ ธาตุดิน
ร่างกาย คือ ธาตุดิน

จะเปลี่ยนร่างกายได้สำเร็จ
ก็ต้องเปลี่ยนอาหารที่กิน
เป็นตรรกะง่าย ๆ 
ที่ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันก่อน

INPUT = OUTPUT
สิ่งที่เอาเข้า = ผลลัพธ์

ACTION = REACTION
การกระทำ = ปฏิกิริยา

กฎของการเปลี่ยนผิว มีเพียงเท่านี้เองค่ะ

และลองคิดดูง่าย ๆ ว่า
เมื่ออาหารที่กินกลายมาเป็นตัวเรา
ในแต่ละวันเราได้กินเข้าไปเท่าไหร่?
และคูณจำนวนปีที่กินแบบนั้นมา

ผลลัพธ์ = ร่างกายและจิตใจในปัจจุบัน

ที่อาหารเกี่ยวกับจิตใจด้วย
เพราะอาหารมีพลังงานบวก กลาง ลบ
ที่กระทบธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ในตัว 
และกระทบกับจิตใจเช่นกันค่ะ

ดังนั้น กฎที่สำคัญก็คือ มีสติก่อนกินเสมอ
ถ้าอาหารเข้าข่าย 9 อย่างนี้ ถือว่า
“ห้ามเด็ดขาด” หากต้องการให้สิวหายเร็วค่ะ

แต่ถ้าจะกิน ก็ไม่สามารถห้ามได้ค่ะ
แต่ต้องยอมรับว่า “ผิวจะใสช้าลง”
ถ้ารับได้ ก็จัดเลยค่ะ 🙂
แต่ต้องสัญญาว่าจะไม่มานั่งเครียดทีหลัง
เพราะความเครียดทีหลังทำให้เกิดสิวเพิ่มสมทบไปอีก

1. เบเกอรี่ 
2. นมวัว ชีส โยเกิร์ต ทุกสิ่งที่ทำมาจากนมวัว
3. ไขมันทรานส์ (ตอนนี้ผิดกฎหมายไปแล้ว)
4. ของที่มีรสเค็มจัด เผ็ดจัด 
5. เส้นแปรรูปจากข้าวและธัญพืช (เช่น พาสต้า มักโรนี ขนมจีน)
6. ของที่อาจมีพยาธิปนเปื้อน (ผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด และเนื้อสัตว์ที่ไม่สุก หรือ บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง)
7. เนื้อสัตว์ทุกชนิด (ยกเว้นปลา)
8. เหล้า เบียร์ แอลกอฮอล์ ทุกประเภท
9. น้ำตาลในอาหารที่ลงท้ายด้วย โ-ส ไซรัป และผลไม้หวานมาก

สำหรับรายละเอียดของอาหารแต่ละข้อ
แนะนำให้ฟังในคลิปที่เคยอัพเดทไว้ใน YouTube นะคะ

#คุยให้ฟัง “อาหารก่อสิว 10 อย่าง” มีอะไรบ้าง?
https://youtu.be/4o4T2dyHYXs

(แต่ชา กาแฟ ที่เคยพูดถึงในคลิป สามารถทานได้แล้วนะคะ แต่แนะนำวิธีทานไว้ในหนังสืออาหารเปลี่ยนสิวฉบับปรับปรุงแล้วค่ะ)

สำหรับใครที่สนใจวิธีการกินเพื่อให้สิวหาย หน้าใส อย่างละเอียด บีมได้เขียนไว้ให้ในนี้ทั้งหมดแล้วนะคะ เป็น E-Book ชื่อว่า #อาหารเปลี่ยนสิว ค่ะ http://bit.ly/foodchangeacne

ส่วนตัวบีมแล้ว อาหารกลุ่มนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน กินแล้วจะมีสิวขับพิษเด้งขึ้นเร็วมาก ๆ แต่ปัจจุบันนี้ พอรู้หลักกินอาหารหักล้างกันเพื่อปรับสมดุล และระบบย่อยแข็งแรง ลำไส้แข็งแรง ทุกอย่างแข็งแรงแล้ว ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรแล้วค่ะ ยกเว้นไปบุกหนักจริง ๆ แต่ก็แทบจะไม่เกิดขึ้น เพราะเลือกที่จะไม่กินมากกว่าค่ะ (ยกเว้นเจอจังหวะหิวโซและตรงนั้นมันไม่มีอะไรจริง ๆ ก็จัดไปค่ะ แต่ไม่เครียด เพราะส่วนตัวแล้วแก้เองได้หมด ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาค่ะ)

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 1 | ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ทุกคนรู้อยู่แล้วตั้งแต่ชั้นประถมค่ะว่า ในร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 75% และต้องดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว แต่ทำไมเราจึงยังมีปัญหาสิวและผิวอยู่ ถ้าเราได้ปฏิบัติถูกต้องจริง?

ที่ต้องหยิบข้อนี้มาก่อนเป็นพฤติกรรมแรก เพราะ ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ “ผิวกลับมาแข็งแรงและสิวหายเร็ว” ค่ะ จึงต้องทำข้อนี้เป็นพื้นฐานให้ได้ก่อนเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นครีมหรือการเปลี่ยนอาหาร และเป็นข้อที่ทำได้ง่ายที่สุด และได้ผลลัพธ์ชัดเจนและเร็วที่สุดด้วยค่ะ

หลายคนถึงกับ “ว้าว” เมื่อได้ทดลองทำและรู้ว่า ที่จริงแล้ว ตัวเองแค่มีปัญหา “ขาดน้ำที่เพียงพอ” มาโดยตลอดนั่นเอง เหมือนแค่เอา “เส้นผมบังภูเขา” ออก!

วิธีการดื่มน้ำที่ถูกต้องนั้น คือ ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสารเจือปน และงดเครื่องดื่มอื่นทั้งหมดไปก่อน เพราะ รสชาติหรือสารปนเปื้อนของของเหลวที่ไม่ใช่น้ำ จะสามารถ “กระทบ” ต่อธาตุทำให้ร่างกายไม่ได้กลับเข้าสู่สมดุลแท้จริงเสียทีค่ะ

ส่วนปริมาณการดื่มและวิธีดื่มน้ำ ก็ต้องทำให้ถูกต้องด้วยเช่นกัน ซึ่งบีมก็ปฏิบัติวิธีนี้มาตลอดเลยค่ะ อาจไม่ได้เป๊ะตลอดโดยถ้าติดช่วงเดินทางหรือไม่สะดวกจริง ๆ แต่จะต้องไม่ขาดน้ำ โดยสังเกตง่าย ๆ ที่ริมฝีปาก จะต้องไม่แห้ง แตก และเป็นขุยค่ะ

ปริมาณการดื่มน้ำ จะอยู่ในช่วง 1.5 – 3 ลิตร ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว นับเริ่มต้นที่ 45 กก. ซึ่งไม่มีสูตรตายตัว ให้สังเกตเองว่า ดื่มปริมาณเท่านี้ แล้วร่างกายดีไหม แข็งแรงไหม และแต่ละวันอาจต้องการปริมาณน้ำต่างกันด้วยค่ะ แต่ไม่ควรเกินกว่านี้ #เคล็ดลับสำคัญคือดูที่ริมฝีปาก บีมใช้มาตลอดและเวิร์คมากค่ะ ถ้าน้ำพอ ปากจะนุ่ม

วิธีดื่มน้ำรักษาโรคฉบับหมอแดง ดิอโรคยา

  • หลังตื่นนอนตอนเช้าควรจะดื่มน้ำอุ่น หรือ น้ำที่อุณหภูมิห้อง 1-3 แก้ว (ค่อยๆดื่ม) เพราะร่างกายขาดน้ำ และ เพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย
  • ระหว่างวันควรดื่มน้ำบ่อยๆ ครั้งละ น้อยๆ ค่อยค่อยดื่ม (ครั้งละไม่เกิน 3 อึก)
  • ถ้าดื่มน้ำแล้วแปบเดียวปวดฉี่ ฉี่สีใสปริมาณมาก แสดงว่าร่างกายได้รับน้ำพอแล้วให้พักก่อนแล้วค่อยดื่มใหม่
  • สำหรับบางท่านที่รู้สึกปากคอแห้ง พยายามดื่มน้ำมากก็แล้วแต่ก็ฉี่ออกมาสีใสๆ ดื่มยังไงก็ไม่หายกระหายน้ำ กรณีนี้จากประสบการ์ณของผม เป็นความผิดปรกติของธาตุลมและไฟ ต้องแก้ที่สาเหตุถึงจะหาย
  • ไม่ควรรอให้หิวน้ำมากแล้วดื่มทีละเยอะๆ เพราะ การดื่มน้ำทีละมากๆร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมน้ำได้ทัน
  • ควรจะดื่มน้ำอุ่น หรือ น้ำที่อุณหภูมิห้อง (ไม่ควรดื่มน้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำอัดลม น้ำหวาน)
  • ถ้ามีภาวะร้อนเกินแล้วดื่มน้ำอุ่นแล้วไม่สบายตัวให้ดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้องแทน
  • 30 นาทีก่อนอาหาร ระหว่างทานอาหาร และหลังทานอาหาร 30 นาที ทั้ง 3 เวลานี้ ไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไป

หมายเหตุ
รวมถึงน้ำผักผลไม้ น้ำแกง น้ำข้าวกล้อง น้ำอัดลม ๆลๆ ด้วยนะครับ

อ้างอิง
1.วีระชัย วาสิกดิลก (หมอแดง ดิอโรคยา), หมอนัท วาสิกดิลก เรียบเรียง, คนไทยต้องไม่ป่วย

2.วีระชัย วาสิกดิลก (หมอแดง ดิอโรคยา),หมอนัท วาสิกดิลก เรียบเรียง,ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น 2

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซท์ http://bit.ly/DrinkWaterDrDang

ทำให้ได้ทุกวันนะคะ เรื่องนี้สำคัญที่สุด ถ้าทำได้ทุกวันและสม่ำเสมอ ก็จะเห็นผลเรื่องสุขภาพและผิวได้เร็วอย่างน่าประหลาดใจค่ะ

สิว ผิว ตับ ดีท็อกซ์ เข้าใจได้ครบในบทความนี้

#กระบวนการกำจัดพิษ2ขั้นตอนของตับ
#ถ้าทำไม่ได้สมบูรณ์พิษจะสะสมในตับและร่างกาย
#เป็นอีกสาเหตุหลักของการเป็นสิว

บทความนี้จะอธิบายกระบวนการ “ล้างพิษ” ของตับให้เข้าใจง่าย ๆ และแนะนำวิธีที่จะฟื้นฟูพลังตับให้กลับมามีสุขภาพดี เพื่อให้เขาสามารถล้างพิษได้ด้วยตัวเขาเองค่ะ

อธิบายจากภาพประกอบนี้นะคะ

พิษมี 2 รูปแบบคือ

1) พิษจากภายใน คือ ของเสียจากกระบวนการหายใจหรือเผาผลาญพลังงานของเซลล์ (metabolism) ตามปกติ และเป็นแบคทีเรียชนิดไม่ดีที่มีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว (ถ้าตัวที่ดีมีเยอะกว่า ก็จะยังแข็งแรงค่ะ)

2) พิษจากภายนอก คือ จากสภาพแวดล้อมที่รับเข้าร่างกาย เช่น ยา สารเคมีทางการเกษตร สารกันเสีย สารปรุงแต่งอาหาร สารเคมีจากบ้านเรือน ของใช้ในบ้านเรือน แบคทีเรีย สารปนเปื้อน มลภาวะ ฯลฯ (บีมขอเพิ่มสารเคมีรุนแรงหรือเป็นพิษต่อร่างกายจากเครื่องสำอางด้วยนะคะ)

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล จะถูกนำมากำจัดที่ตับค่ะ

กระบวนการกำจัดพิษของตับจะมี 2 เฟส (ขั้นตอน) ซึ่งตับจะพยายามทำให้พิษที่ละลายในไขมัน (พิษชนิดนี้มีความร้ายแรงและสะสมในเซลล์ไขมันเราได้ยาวนาน) กลายเป็นพิษน้อยลงหรือหมดพิษและละลายในน้ำได้มากขึ้น เพื่อถูกกำจัดออกได้ง่ายขึ้น

เฟสที่ 1 – การทำให้เป็นพิษน้อยลงระดับหนึ่ง
เฟสที่ 2 – การกำจัดพิษทั้งหมดที่เกิดจากกระบวนการของเฟส 1 และพิษที่ยังคงตกค้างที่เฟส 1 จัดการไม่ได้ให้กลายเป็นพิษที่ละลายในน้ำ

ซึ่งในกระบวนการกำจัดพิษของตับนั้นต้องใช้เอ็นไซม์จำนวนมาก ประกอบกับสารอาหารที่จำเป็นสำหรับแต่ละเฟสในปริมาณที่มากเพียงพอด้วยกับพิษร่างกายรับเข้ามาด้วย จึงจะสามารถเปลี่ยนพิษให้หมดพิษได้

เมื่อจบเฟส 2 ร่างกายก็จะขับพิษออกมาทางน้ำดี (ลงมาที่ลำไส้เล็กส่วนต้นเพื่อมารีไซเคิลเป็นน้ำย่อยไขมันแล้วถูกขับออกทางลำไส้เล็ก) ทางปัสสาวะ และทางเหงื่อนั่นเอง

ถ้าตับสามารถทำได้สมบูรณ์ และช่องทางระบายพิษไม่ติดขัดอะไร เลือดลมหมุนเวียนดี ก็จะไม่มีพิษตกค้างในตับ ในเลือด ในน้ำเหลือง ก็จะไม่ทำให้เป็นสิวหรือโรคผิวหนังนั่นเองค่ะ

สรุปให้เข้าใจเรื่องนี้กับเรื่องสิว

ในคนที่มีปัญหาสิว คือ กระบวนการ “แปรรูปพิษ” ของตับทั้งสองเฟสเกิดการ “ติดขัด” นั่นเองค่ะ ถ้าสังเกตดี ๆ ในกระบวนการนี้จะใช้สารอาหารค่อนข้างเยอะมาก และจำนวนเอ็นไซม์จำนวนมาก จะอยู่ในผักผลไม้สด อาหารสดที่ไม่ผ่านกระบวนการมากนัก

บีมรู้ข้อมูลนี้ประมาณ 10 ปีที่แล้ว จึงเข้าใจว่า ต้องเน้นผักผลไม้สดให้เยอะค่ะ กระบวนการกำจัดพิษตรงนี้ก็จะดีขึ้นได้ แต่มันก็ยังไม่ครบนะคะ บีมกินผักผลไม้สดเยอะมาก แต่มันก็ไม่ได้ผลถาวร

สิ่งสำคัญก็คือ การดูแลแบบองค์รวมค่ะ คือ ควรกินอาหารให้ครบถ้วน หลากหลาย แต่เน้นสัดส่วนผักผลไม้สดมากกว่าหมู่อื่น ๆ เท่านั้นเอง และกินให้ครบตามระดับพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ จะได้ไม่ผอมไป

เพราะในผักผลไม้สด มีเอ็นไซม์และสารอาหารที่จำเป็นต่อกระบวนการล้างพิษของตับเองจำนวนมาก

ซึ่งยังไม่นับเซลล์ตับที่เสียหายจากพิษที่สะสมในตับมาโดยตลอดนะคะ ที่ทำให้ตับทำงานผิดปกติไป ไม่สามารถกำจัดพิษได้เป็นปกติ

นอกจากนี้ การเป็นคนขี้หงุดหงิด โมโหง่าย ก็จะทำให้ตับได้รับศึกหนักจากอารมณ์กลุ่มโทสะ ทำให้พลังอัดอั้นในตับ ถ้าเป็นหนัก อาจเป็นกรดไหลย้อน สิวอักเสบบุกหนัก ตาแดงอักเสบไม่ทราบสาเหตุ และอาจทำให้ประจำเดือนขาดหรือปวดท้องประจำเดือนได้ค่ะ

และถ้าปล่อยให้ท้องผูกนาน ๆ ขับถ่ายไม่สุด หรือไม่ได้ท้องผูกแต่ไม่เคยล้างลำไส้มาก่อน มีอุจจาระกลิ่นแรง ผายลมมีกลิ่นแรง ก็จะมีพิษไหลเข้าสู่ตับโดยตรง (ลำไส้ใหญ่และตับมีเส้นเลือดใหญ่เชื่อมต่อกัน) และยังไม่นับเส้นลมปราณที่เชื่อมกันทั้งร่างกาย ซึ่งถ้าในลำไส้มีพิษมาก ก็แพร่กระจายไปที่ปอดและผิวหนังได้มากเช่นกัน

ดังนั้น…รู้อย่างนี้แล้ว ก็ต้องดูแลเรื่องอาหารกันมากขึ้นนะคะ

คำแนะนำโดยสรุปจากบีมเพื่อให้ตับมีพลังกลับมาก็คือ

1. นอนก่อน 4 ทุ่ม ตื่นไม่เกิน 6 โมง เพื่อไม่ให้ความร้อนในตับพุ่งสูง และทำให้ตับได้ใช้ช่วงที่เรานอนกำจัดพิษให้เราได้เต็มประสิทธิภาพ (ช่วงเวลาทำงานของตับคือ ตี 1 – ตี 3 ค่ะ)

2. ช่วยให้ลำไส้ขับถ่ายได้ก่อน 7 โมง ให้ได้มากที่สุด หรือออกจนหมดย่ิงดี (ไม่ให้มีพิษไหลย้อนกลับไปให้ตับต้องเคลียร์อีก)

3. กินของสีเขียว ดูสีเขียว ใช้สีเขียว ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น อยู่กับป่าเขา ทุ่งนา ทุ่งหญ้า สีเขียว ให้มาก ๆ เพราะสีเขียวเป็นสีบำรุงตับค่ะ

4. มีสติ รู้ทันอารมณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโกรธ ต้องฝึกเจริญเมตตาให้ได้ ตับจะมีพลังเย็นจากเมตตาหล่อเลี้ยง ฝึกสำนึกรู้คุณสิ่งต่าง ๆ จะทำให้โกรธน้อยลง

5. กินผักผลไม้สด ยิ่งปั่นยิ่งดีค่ะ จะได้กินเยอะ ๆ หน่อย ถ้ามีงบประมาณ จะมีเครื่องปั่นที่ไม่ทำลายเอ็นไซม์ของผักผลไม้ที่ปั่นด้วย แต่ถ้างบจำกัด ไม่เป็นไรค่ะ เน้นกินสด ๆ ไปเลย คั้นสดก็จะยังมีเอ็นไซม์เยอะอยู่ค่ะ ถ้าได้กินเนื้อด้วย จะได้ใยอาหารด้วย จะยิ่งดี แต่ต้องไม่งดกินอาหารอื่น ๆ นะคะ ควรกินตามปกติ แต่เน้นอาหารที่เรารู้ว่าทำสะอาด ใช้วัตถุดิบดี ไม่ใส่ผงชูรส (ถ้ากินนอกบ้าน) คือ ให้เราเน้นกินคลีน และเอาที่เราทำได้ทุกวันค่ะ จะได้ทำได้นาน ๆ นับ ๆ แล้วให้กินผักผลไม้สด รวมผักนึ่ง ผักลวก (จิ้มน้ำพริก) สัก 70% ของอาหารทั้งหมดที่กินวันนั้น ถือว่าใช้ได้ ถ้าอยากสิวหายเร็ว ก็ต้องกินในสัดส่วนสูงหน่อยค่ะ

6. อย่าลืมออกกำลังกายให้เลือดลมหมุนเวียนด้วยค่ะ ของเสียจากตับจะได้ออกมาได้ และสารอาหารใหม่ๆ จะได้เข้าไปเลี้ยงเซลล์ตับได้ค่ะ

ร่างกายซ่อมตัวเองได้ค่ะ
ถ้าเราให้สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ

ด้วยรัก
#บีมวรดาภา
#สิวซีเคร็ตมิติใหม่
#กำจัดสิวเรื้อรังด้วยสติและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

รวมภาพ Before ของบีม (2552 – 2561)
http://bit.ly/BeamBefore

รู้จักวิธี #รักษาสิว แนว #สิวซีเคร็ต 
http://bit.ly/SiwSecretWay

สารบัญ + รีวิว หนังสืออาหารเปลี่ยนสิว
http://bit.ly/foodchangeacne

แคตาล็อคสินค้า 
http://bit.ly/CatalogPicture

คู่มือวิธีแก้ปัญหาสิวเบื้องต้นและรายละเอียดผลิตภัณฑ์แบบเต็ม 
http://bit.ly/SCManualApr2019

รีวิวผลิตภัณฑ์และแนวทาง 
http://bit.ly/siwsecretreviews

โครงสร้างการบริหารงานสิวซีเคร็ต 
https://web.facebook.com/siwsecret/videos/449639889186533/

สรุปความรู้จากการพบครูนิน เรื่อง สิว โยคะ จักระ พลังงาน

วันที่ 8 มิ.ย. 2562 บีมได้เดินทางไปพบครูนิน โยคะ ครูสอนโยคะชื่อดังที่ เจ้าของผลงานและเพจ Yoga Story และผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้พลังงานบำบัดในการดูแลสุขภาพให้กับลูกศิษย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงเซเลปหลาย ๆ ท่านในประเทศไทยด้วยค่ะ

บีมรู้จักครูนินจากครูพี่ม้อค เจ้าของสำนักพิมพ์Dดี ที่บีมเคยไปเรียนการเขียนกับท่านเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และเป็นช่วงที่ครูนินมีหนังสือออกมาพอดี และได้พบตัวจริงในวันที่ Reunion นักเขียนครั้งที่ 1 ซึ่งบีมรู้สึกประทับใจในความน่ารัก เรียบง่าย เป็นกันเอง ความรู้ ประสบการณ์ และทัศนคติของครูนิน จนแอบไปขอแอดเฟสบุ๊ค (ซึ่งปกติบีมไม่ค่อยได้ขอใครเป็นเพื่อนทางเฟสค่ะ ถ้าไม่รู้จักและชอบพอกันจริงๆ) และตามไปเรียนคอร์ส workshop โยคะแบบ 1 วันที่กรุงเทพ​ฯ อีกด้วย เป็นคอร์สเกี่ยวกับโยคะและการดีท็อกซ์ค่ะ

หลังจากนั้น ก็ติดตามเพจและเฟสตลอดค่ะ (บีมติดตามไม่กี่คน) ชอบสไตล์การเขียนบทความของครูนินมาก ๆ อ่านสนุก ได้ความรู้ด้วย แต่ก็ติดภารกิจมากมาย ต้ังใจว่าจะไปพบครูนิน ก็ยังไม่ได้ไปเสียที จนเมื่อเดือนที่แล้ว ตัดสินใจไปค่ะ เพราะจังหวะได้และสนใจเครื่องตรวจจักระของครูนินด้วย (ช่วงหลัง ๆ ก็มีหินมาด้วย ไปดูครั้งเดียวซะให้ครบ :))

มาดูกันค่ะว่า วันนั้นทำอะไรบ้าง?

ถ้ามาจากต่างจังหวัดแล้วไปโดยเครื่องบิน แนะนำไปลงที่สุวรรณภูมิค่ะ แล้วไปแท็กซี่ ไปบ้านครูนินที่ซอยหัวหมาก 23 ค่าแท็กซี่อยู่ที่ประมาณ 250-300 บาท (แอบจำตัวเลขไม่ได้) ไปที่หมู่บ้านที่ชื่อว่า พลัสซิตี้ (ใครจะไปสอบถามเลขที่บ้านกับครูนินอีกทีนะคะ) ไปบอกพี่ รปภ. ได้เลย เขารู้จักค่ะ ครูนินดังและมีคนมาหาเยอะ เขาจะบอกเลยว่า “อ๋อ บ้านครูนินครับ ไปทางนี้ครับ” ซึ่งเข้าไปนิดเดียวก็ถึงแล้วค่ะ

บ้านหลังนี้ เซเลปมาเยอะแล้ว ดีใจได้ไปเยี่ยมชม 55+ เห็นมั้ยล่ะคะ อยู่ใกล้ ๆ มุมที่พี่ก้องยืนเลย อิอิ

คุณดังตฤณกำลังใช้เครื่องวัดคลื่นสมองของครูนินหลังนั่งสมาธิ
https://www.facebook.com/530720650401588/photos/a.531747020298951/1422312081242436/?type=3&theater

ตอนไปถึง ก็ยังไม่ถึงเวลา Live เลยเปิดเอาของกินที่ซื้อมา รวมทั้งแอปเปิ้ล เชิญครูนินมากินด้วยกันค่ะ แล้วก็คุย ๆ กันไปที่โต๊ะอาหาร ซึ่งมีหินบำบัดวางเต็มเลย ก็เลยได้ความรู้เรื่องหินไปด้วยเลยค่ะ (ในคลิปวิดีโอที่อัดไว้จะมีถ่ายหินให้ดูด้วยค่ะ)

จากนั้น ก็มา Live ให้ความรู้เรื่องสิว โยคะ จักระ พลังงานบำบัดประมาณชั่วโมงครึ่งได้ค่ะ

แล้วครูนินก็พาไปตรวจจักระกับเครื่องมือนี้ค่ะ เห็นเครื่องเล็ก ๆ แบบนี้ ครูนินลงทุนซื้อเครื่องนี้เพื่อนำมาศึกษาพลังงานจักระในราคา 6 หลัก​ (ทุ่มทุนเพื่อความรู้มาก ๆค่ะ) โดยไปทำการเทสต์มาก่อน แล้วเห็นว่าใช้งานได้ดี จึงตัดสินใจซื้อมาเพื่อช่วยในการวิเคราะห์และบำบัดเพิ่มเติม เพราะการพูดถึงเรื่องพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น (แต่มีอยู่จริง) ในการที่จะทำให้คนเข้าใจได้นั้น จะต้องวัดได้ มองเห็นได้ และครูนินเอง ก็เป็นคนหนึ่งค่ะ ที่จะเชื่อเฉพาะสิ่งที่รู้ได้ด้วยตัวเองจริง เป็นวิทยาศาสตร์​ และวัดได้จริง จึงได้พยายามที่จะชี้ให้ทุกคนเห็นพลังงานและการเปลี่ยนแปลงของพลังงานผ่านเครื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม

ในการบำบัดด้วยพลังงาน เขาจะมีถ่ายก่อนและหลังบำบัดให้ค่ะ และเครื่องนี้ก็ใช้กับคอร์ส workshop จักระด้วยเช่นกัน ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้เรียนดีมาก ๆ กำลังเปิดรับรุ่นต่อไป เรียนปลายปีนี้นะคะ รายละเอียดสอบถามที่เพจได้เลยค่า https://www.facebook.com/530720650401588/photos/a.531747020298951/1426329744174003/?type=3&theater)

การที่จะใช้เครื่องจะ จะนำเครื่องต่อกับคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปและเห็นว่าจะต้องมีการจูนคลื่นพลังงานด้วย (ตรงนี้จะอัพเดทเพิ่มให้นะคะว่าจูนอย่างไร) แต่โดยรวมก็คือ ต้องเซ็ตเครื่องและปรับพลังงานให้ระบบก่อนค่ะ จึงจะใช้งานได้ ไม่ใช่ว่าจะเสียบแล้วใช้ได้เลยทันที

วิธีการก็คือ เอานิ้วจิ้มลงไปในรูค่ะ โดยต้องตัดเล็บให้สั้นด้วย เพราะต้องให้บริเวณปลายนิ้วที่ต่อกับเล็กสัมผัสกับแผ่นกระจก กดน้ำหนักนิดนึง ก็จะได้ภาพถ่ายออกมาบนจอของทั้งสิบนิ้ว ใช้เวลาแป๊บเดียวสำหรับแต่ละนิ้วค่ะ เหมือนใช้กระแสไฟฟ้าพลังงานสูงจับกระแสไฟฟ้าที่ปลายนิ้วเราชั่วเสี้ยววินาที มันจะเหมือนกดชัตเตอร์แบบเร็ว ๆ เพื่อจับภาพค่ะ ไม่นานก็จะได้การประมวลผลออกมาแบบนี้

ผลการตรวจวัดออร่าของบีมหลังการ Live ค่ะ

การใช้เครื่องนี้แล้วได้ออกมาเป็นผลการประเมินแบบนี้ อ้างอิงอยู่บนหลักของ reflexology ค่ะ เหมือนที่หมอจีนอ่านหน้าแล้วแมะก็รู้แล้วว่าอวัยวะหรือระบบใดมีปัญหา หรือ การนวดกดจุดฝ่าเท้า ฝ่ามือ ก็ทำให้อาการในบริเวณที่ปวดในจุดอื่น ๆ หายไปได้ หรือการฝังเข็มที่ไปบำบัดในจุดที่ปวด ก็คืออยู่ในหลักการนี้ค่ะ

เครื่องนี้จะจับกระแสไฟฟ้าหรือพลังงานที่ปลายนิ้วด้วยคลื่นความถี่สูง ๆ ซึ่งปลายนิ้วก็คือศูนย์รวมเส้นประสาทที่สามารถสะท้อนระบบพลังงานทั้งร่างกายได้นั่นเอง

จากภาพ จุดที่ครูนินชี้ให้เห็นว่าออร่าหรือพลังงานอ่อนแรง คือ บริเวณที่ออร่ายุบตัวลงไป คือ

  1. กลางหลังที่ลงมาหลังส่วนล่าง
  2. ขาด้านหลัง
  3. กลางศีรษะ

ซึ่งมีค่อนข้างสอดคล้องกับสภาพร่างกาย ณ ขณะนั้นนะคะ (การวัดพลังงาน จะวัดได้เฉพาะ ณ ขณะนั้นค่ะ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามเหตุปัจจัย)

  1. 2-3 วันก่อนเดินทาง หรือทุกครั้งก่อนเดินทาง บีมมักจะต้องทำงานมากเป็นพิเศษ เพื่องานจะได้เดินอย่างราบรื่นในช่วงวันที่เดินทางค่ะ ก็มักจะทำให้ปวดหลังและสมองล้ามากกว่าปกติ
  2. ช่วงเดินทางต้องนั่งเครื่อง นั่งรถ นั่งสนามบิน ก็ส่งผลให้ขาด้านหลัง และ ด้านหลังเกิดความตึงเครียดได้ค่ะ

และอีกภาพก็เป็นผลตรวจพลังงานจักระค่ะ

ผลการตรวจวัดพลังงานจักระของบีมค่ะ

การตรวจวัดพลังจักระนี้ก็เป็นผลชั่วขณะนั้นเช่นกันค่ะ เป็นช่วงหลังจาก Live ซึ่งหัวเราะเยอะมาก ครูนินบอกว่า พลังแตกซ่าน 55 แต่พลังงานเป็นลูกบอลที่ขนาดเท่า ๆ กัน จัดว่าโอเคอยู่ค่ะ

แต่ครูนินก็เล่าว่า ที่จัด workshop จักระ พอบำบัดเสร็จแล้ว ของบางคน จักระก็ใหญ่มาก ๆ ค่ะ คือ เหมือนกับพลังงานเต็มมาก อะไรแบบนั้น ซึ่งถ้าวัดระดับพลังงาน ก็ถือว่าบีมยังคงโอเค

แต่ถ้าความสมดุล คือ จะเป็นห่วงตรงที่มันหลุดออกจากตรงกลางมาเยอะ เลยโซนสีเขียวออกมา ซึ่งก็ตรงกับสภาวะที่บีมเป็นอยู่ข้างในตอนนั้นนะคะ โดยภาพรวมคือ ลึก ๆ แล้วบีมรู้สึกว่าต้องการเก็บตัวค่ะ (หมายถึงก่อนบำบัด) ซึ่งหลังจากได้ปรับพลังงานแล้ว บีมรู้สึกดีขึ้นเลยนะคะ แต่เสียดายที่เราคุยกันเพลินจนลืมเก็บภาพ After มาให้ดูกันค่ะ ถ้าได้ไปรอบหน้า สัญญาว่าจะไม่ลืม

เพื่อความชัดเจน บีมขอลงผลการวิเคราะห์จากครูนินให้ดูกันด้วยนะคะ

วัดได้อย่างนั้นแล้ว ครูนินก็มาช่วยจัดการร่างกายให้ต่อ โดยเริ่มจากการจัดสมดุลร่างกายซ้ายขวาให้เท่ากันก่อน

ภาพแรก เป็นการถ่ายให้ดูว่า ขาสองข้างไม่เท่ากัน ซึ่งบีมไม่เคยสังเกตเลย มันไม่เท่ากันจริงด้วย! 

วิธีการคือ ครูให้นอนลงราบไป แล้วให้ดึงแขนครูยกตัวขึ้นมา สะโพกติดพื้น หน่วงสะโพกเหมือนทอดสมอให้เรือ ส่วนอื่นปล่อยสบายค่ะ พอเอาเท้ามาชนกัน มันไม่เท่ากัน ซึ่งถ้าปล่อยไว้ ไม่แก้ อาจเป็นปัญหาได้ในอนาคตค่ะ เพราะ ขาไม่เท่ากัน แสดงว่าปราณหมุนเวียนไม่ดีเท่าที่ควรนั่นเองค่ะ เมื่อปราณติดขัด สุขภาพจะไม่ดีเท่าที่ควร

หลังจากนั้น ครูนินให้บีมนอนลงไปอีกรอบ นอนราบๆ เลย แล้วครูปรับพลังให้ตอนนั้นเลย เหมือนจะส่งลงมาจากหัว โดยไม่ได้แตะตัวเราเลยค่ะ ใช้เวลาแป๊บเดียวค่ะ บีมหลับตา ไม่คิด แต่จับความรู้สึกค่ะ รู้สึกเลยว่า ร้อน ๆ ที่หัวแล้วมันลงไปด้านล่าง เหมือนโดนเติมพลังแล้วมันดันลงไปจริง ๆ สบายค่ะ … สัก 3 นาทีเห็นจะได้

แล้วก็มาทำท่าเดิม เพื่อวัดเท้าอีกรอบ รอบนี้เท่ากันเลยค่ะ เร็วมากจริง ๆ 

จริง ๆ มีการปรับปราณและแก้จุดที่ติดขัดอีก 2-3 วิธีค่ะ ทั้งใช้หิน กดจุดที่เป็นจุดตรงที่เรามีปัญหาโดยเฉพาะ แต่ละวิธีใช้เวลาไม่นานเลยค่ะ เหมือนหลุดเป๊าะ ๆ เหมือนการแก้จุดติดของร่างกายง่ายสำหรับครูนินมาก ขอแค่ได้รู้ว่า ใครติดตรงไหนเท่านั้นเองค่ะ

และครูนินยังแนะนำให้มาทำท่ากดจุดที่แก้ปวดหลังบริเวณที่บีมปวดอยู่เป็นประจำ ซึ่งครูนินสาธิตอย่างจริงจังให้ก่อนเลยค่ะ แล้วมันหายจริงๆ หายตอนนั้นเลย

คือ ครูนินจะมีวิธีที่จะทำให้เรารู้ว่า พลังงานในตัวเรามันติดขัดและมันก็แก้ได้นะ ทำง่าย ๆ และเห็นผลกันชัด ๆ ตรงนั้นเลยค่ะ


วันนั้นก็ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเยอะมาก ๆ ค่ะ และคุยเรื่องหินบำบัด และได้ถูกบำบัดด้วยหินด้วย เป็นครั้งแรกที่สัมผัสพลังหินบำบัดที่ชัดเจนมาก ๆ ทุกอย่างดูง่ายและสบาย ๆ และแก้จุดติดขัดได้จริงค่ะ ครูนินรู้จริงค่ะเกี่ยวกับเรื่องปราณและวิธีแก้พลังงานภายในของเรา

สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปพบครูนิน

  • เราเข้าใจว่าเราดูแลตัวเองได้ดีแล้ว แต่แปลกใจมากที่ขาเราไม่เท่ากันและเราไม่เคยสังเกตมาก่อน หลังจากนี้ก็จะสามารถวัดได้คร่าว ๆ ว่าพลังของเราจะยังดีอยู่ไหม จากการวัดความยาวของขาทั้งสองข้างด้วยตัวเองดูค่ะ
  • การแก้พลังงานที่ติดขัดในร่างกาย เป็นเรื่องที่สามารถทำได้จริงโดยผู้เชี่ยวชาญ มันสามารถแก้ได้อย่างง่าย รวดเร็ว เห็นผลในทันที แต่เราจะต้องมาดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องด้วย เพราะการแก้นั้น จะเป็นการแก้ชั่วขณะนั้นเท่านั้น ซึ่งถ้าร่างกายเราติดขัดอีก แล้วเราแก้ด้วยตัวเองไม่ได้ เราก็อาจจะต้องมาให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยแก้ไขให้
  • ทุกสิ่งทุกอย่างมีพลังงานในตัวของเขา หินบำบัดจะมีความสามารถในการบำบัดได้จริงก็ต่อเมื่อมีการประจุพลังงานแล้วและหลังใช้ต้องล้างออก ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากหินธรรมดาทั่วไปที่อมโรคอยู่ (เพราะดูดพลังโรคออกมาเก็บไว้)

สำหรับบริการนี้ ครูนินคิดเพียง 1,700 บาทเท่านั้นค่ะ รวมค่าตรวจจักระทั้งก่อนและหลัง (อย่าคุยเพลินจนลืมตรวจ after นะคะ เพราะครูน่ารักจริง คุยฮาแล้วลืมเลย) และค่าบำบัดค่ะ ที่ครูนินแก้ให้ตรงจุดเลย สำหรับบีมแล้ว เห็นผลทันที (สำหรับคนเปิดใจเชื่อด้วยนะคะ)

ทลายสิวให้ถึง “ราก” ที่แกน HPA

#มาทะลายสิวเรื้อรังให้ถึงราก
รู้ไหมคะว่า การแก้ปัญหาสิว
ที่เป็นซ้ำ ๆ ไม่หายเสียทีนั้น…ง่ายนิดเดียว
ต้อง “กำจัดความเครียดฝังลึก” ค่ะ
นี่เป็นสิ่งที่บีม “ตกผลึก” ล่าสุด
ได้ผลมากที่สุดในระยะเวลาสั้นที่สุด
“ตรงจุด” กว่าทุกวิธีที่ทำมาทั้งหมด
คนที่มีปัญหาสิวชนิดเรื้อรัง
ที่ได้ลองแก้ด้วยวิธีพื้นฐานที่แนะนำแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ อาหาร ครีมทาผิว
แล้วยังไม่หายขาดเสียที
เพราะคุณยังไม่แก้ “ความเครียด”
ความเครียดหรือ Stress เป็นสิ่งคู่กับสิ่งมีชีวิต
แต่ปกติแล้ว เด็ก ๆ และสัตว์อื่น ๆ จะมีวิธีเอาออกโดยธรรมชาติ
ในรูปแบบการสั่นออก ส่วนเด็ก ๆ ก็คือ การหัวเราะ สั่นขา การออกกำลังกาย การกระโดดโลดเต้น นั่นเองค่ะ
พอพวกเราโตขึ้น ก็ไม่ได้ระบายออกในรูปแบบเหล่านั้นอีก
ทำให้พลังงานความเครียดที่ต้องเผชิญตั้งแต่เด็ก
เช่น ต้องสอบให้ได้เกรดดี เปลี่ยนโรงเรียน พ่อแม่แยกทางกัน
ทุกปัญหาที่ทำให้เราต้องปรับตัว ต้องรับมือ ต้องแก้ปัญหา
ความเครียดมาได้ทั้งแบบทางจิตใจและทางร่างกาย
ถ้าทางร่างกายก็คือ หายใจเอาฝุ่น PM 2.5 เข้าไป
อยู่ในโซนอากาศ น้ำ มีมลพิษปนเปื้อน
กินอาหารแย่ ๆ ที่ส่งผลเสียต่อร่างกายเป็นประจำ
หรือมาจากพฤติกรรมชีวิตที่ทำให้ร่างกายเครียด
เช่น นอนเกิน 4 ทุ่ม เดินทางบ่อย พักผ่อนไม่เป็นเวลา
ทำงานเป็นกะ ฯลฯ
เมื่อเครียดปุ๊บ ร่างกายจะบอกให้แกน HPA คือ ต่อมไร้ท่อ 3 ต่อมหยุดทำงาน คือ ไฮโปทาลามัส พิทูอิทารี่ (เจ้านายของต่อมไร้ท่อทั้งปวง) และ ต่อมหมวกไต แล้วก็จะหลั่งสารเครียดออกมา เช่น อะดรีนาลีน คอร์ติซอล เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารก่อนเป็นที่แรก (ท้องได้รับผลกระทบก่อน) จะเกิดอาการไม่ค่อยอยากอาหาร ขับถ่ายไม่ดี ท้องผูก ท้องเสีย ย่อยยาก แน่นท้อง เป็นต้น
ถ้าได้เอาออก ก็จะไม่มีอะไร เหมือนเด็กหิวนม ร้อง ๆ แล้วก็จบ คือ ได้สั่นไล่พลังเครียดออกไปแล้ว
แต่…เราไม่ใช่แบบนั้น จึงเกิดการ “สะสมความเครียด” ในร่างกาย ในสมอง ในเส้นประสาท ในอวัยวะต่าง ๆ ที่เจ็บปวดเรื้อรัง ทุกอาการที่ทำอย่างไรก็ไม่หายได้ด้วยวิธีที่แนะนำกันทั่วไป
ทฤษฎีการแก้ที่แกน HPA นี้ เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในประเทศไทย แต่บีมได้เรียนรู้จากครูเก๋ เก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง และได้รับการปลดปล่อยความเครียดฝังลึกที่แกนนี้แล้ว และกระแทกความเครียดออกต่อเนื่องจากการทำ #โยคะหัวเราะ หลังการบำบัด ซึ่งตกผลึกเลยว่า มัน “กระแทกรากของสิว” ที่หลงเหลือได้จริง ๆ และผลลัพธ์นั้นดูจะยั่งยืนเสียด้วยค่ะ
และอีกข้อหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ สำหรับทุกคนที่เป็นสิว คือ อย่ารักษาสิว สิ่งที่คุณต้องโฟกัส คือ กำจัดความเครียด ปัญหาอะไรในชีวิตที่ยังไม่สะสาง ไม่เผชิญหน้า ก็แก้ให้เรียบร้อย แล้วมันจะหายเครียด หรือ ต้องไปดูว่า “ก่อนจะเป็นสิว” ทำอะไรมาบ้าง? ทำร้ายสุขภาพอย่างไรบ้าง ก็ไปแก้ที่ “ราก” ไม่ใช่มาแก้ที่ “สิว”
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีและปลอดภัย จะช่วยส่งเสริมให้ผิวมีสุขภาพดีและเป็นสิวน้อยลงจริง แต่สิวชนิดที่ขึ้นจากข้างในไม่หยุดหย่อน คุณต้องเข้าไปแก้ข้างในที่รากคือ “ความเครียด” เท่านั้นค่ะ วิธีแก้เครียดมีมากมายค่ะ อย่างน้อย การออกกำลังกายและการนวดผ่อนคลาย และอโรมาเธอราพี ก็ช่วยได้ แต่ถ้าทำแล้ว สิวยังไม่หายสนิท ก็ต้องจัด #โยคะหัวเราะ แล้วค่ะ จบทุกปัญหา หรือถ้าอยากหายเร็วขึ้น ก็จัดมันไปตั้งแต่แรกเลย มันคืออะไร ไปอ่านกันที่ เก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง และ Beam’s Lens นะคะ
ดังนั้น ถ้าตอนนี้ ใครถามบีมว่า จะเริ่มรักษาสิวที่เป็นอยู่ยังไงดี บีมแนะนำแค่นี้ค่ะ
1) เคลียร์ปัญหาชีวิตตัวเองให้จบ
2) ศึกษาและทดลองทำโยคะหัวเราะ
3) ดูแลสุขภาพให้ดี
4) ใช้ครีมที่แนะนำไว้ใน www.facebook.com/siwsecret
5) หันเข้าหาธรรมชาติให้มาก ๆ
6) ทำ 1-5 ต่อเนื่อง
7) เลิก #รักษาสิว แล้ว เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่มีความสุขแทนค่ะ
เท่านี้ จบ…ล้านเปอร์เซ็นต์
ด้วยรัก
บีม

บันทึก #โยคะหัวเราะ วันที่ 7

เช้านี้ตื่นตี 3 กว่า ก็พาตัวเองไปทำ #โยคะหัวเราะ ที่อีกห้องนึงเลยค่ะ โดยวันนี้ลองทำแบบไม่ต้องดูคู่มือ แล้วเอาโทรศัพท์ไปจับเวลา 15 นาที (เพราะเขาให้ทำ 10-15 นาทีก็พอแล้ว รวมทั้งกระบวนการ)
วันนี้ทำวอร์มอัพ ด้วยการทำ Ho Ho Ha Ha Ha แบบ 3 จังหวะ ช้า กลาง เร็ว 2 รอบ พักหายใจ
แล้วต่อด้วยการพูดภาษา Gibberish และ เคี้ยวลิ้น แล้วก็ทำท่า ตลับเมตร Aloha เอาหน้าซุกหมอน แล้วก็นอนลง grounding เลยค่ะ
คือ แค่หัวเราะ ก็หมดเวลา 15 นาทีแล้ว เลยถ้ารวม grounding คือ ยาวไปเกือบ 30 นาทีค่ะ
ก็เจอโจทย์เดิม คือ เกรงใจเพื่อนบ้าน ไม่กล้าหัวเราะดังมาก มันก็ได้หัวใจเต้นอยู่ และรู้สึกว่าพลังงานบวกไหลเวียนไปทั่วร่างกายค่ะ แต่…เหมือนมันยังไม่สุด
แล้วมาเข้าห้องน้ำ เปิดเจอคลิปของ ดร.มาดาน ผู้ก่อตั้งโยคะหัวเราะ ท่าไหนก็ไม่รู้ ไปเจอคลิปหัวเราะคนเดียวตอนตี 5 https://youtu.be/QvAkyoA7l4U  ช่างตอบโจทย์เสียจริง บีมก็เลยเอามานั่งทำต่อหลังเข้าห้องน้ำเสร็จที่ชั้นล่างของบ้านเลย (ห้องด้านบนเป็นห้องนอน สามีกับลูกนอนอยู่)
ก็ทดลองดูค่ะ เออ…เวิร์ค ไม่ต้องมีเสียงดัง ๆ ก็เวิร์คอยู่ หัวเราะน้ำตาไหลเลย รอบนี้รู้สึก “สุด” ค่ะ สดชื่น 555+ ดีกว่าที่ไปหัวเราะรอบแรก
บีมขอเทียบการทำ 3 ครั้ง คือ
  • เช้าเมื่อวาน (Day 6)
  • เช้าวันนี้ (Day 7 รอบ 1)
  • เช้าวันนี้ (Day 7 รอบ 2)
เมื่อวานนี้ คือ ทำแล้วโอเค แต่รู้สึกไม่สุด เพราะ “เกรงใจ” ระหว่างวันก็เจอสารพัดเรื่องให้คิดให้ทำค่ะ มันก็มีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่ง แต่รู้เลยว่า เรายังมีหนัก ๆ อยู่เมื่อวาน
เช้านี้ รอบแรก ก็รู้สึกเหมือนเมื่อวาน “ไม่สุดเพราะเกรงใจ”
แต่รอบที่สอง คือ เหมือนปลดล็อคเลยค่ะ แบบรู้สึกดีชัดเจนกว่า 2 ครั้งที่เกรงใจค่ะ มันไม่มีเสียงแต่หัวเราะสุด ๆ
อีกอย่างที่รู้สึกว่าเราเปลี่ยนแปลง คือ ไม่ค่อยบ่น ไม่ค่อยหงุดหงิดกับเรื่องอะไรง่าย ๆ แล้ว อย่างจริง ๆ เช้านี้ ฝุ่น PM ก็เยอะอยู่นะคะ รู้สึกได้ แต่บีมไม่แคร์ จะหัวเราะ ก็ใส่หน้ากากไป แล้วหายใจออกก็ดึงหน้ากากลงค่ะ หายใจเข้าลึก ๆ ใส่หน้ากาก หายใจออก ดึงหน้ากากลง แบบนี้ คือ อากาศจะยังไงก็ช่าง ไม่แคร์…จัดการแบบง่าย ๆ ไปแบบนี้แหละ ไม่มีหงุดหงิดด้วย
และ…ที่เรียนรู้วันนี้เพิ่มเติม คือ ถ้ามันเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยมีบาดแผลกับมัน หรือเป็นแผลตื้น หรือไม่มีเลย เช่น หัวเราะให้กับการที่เราอยากหัวเราะแต่หัวเราะดัง ๆ ไม่ได้ ปัญหานี้เราไม่เคยมีความเจ็บปวดผูกกับมัน บีมเลยหัวเราะได้แบบ ดร.มาดานเลยค่ะ น้ำตาไหลจังหวะนี้
แต่พอดีมีสิวขึ้น 1 เม็ดที่กราม อักเสบนิดนึง พึ่งจะโผล่เช้านี้ บีมเลยทดลอง จิ้มไปที่สิว แล้วหัวเราะใส่มัน จะบอกว่า … เฮ้ย รู้สึกฝืน ไม่เหมือนเมื่อกี๊ คือ ภาพเราที่หน้าสิว เป็นสิวแนวกรามคาง มองแล้วมองอีก คิดเยอะ ทุกข์สิวบริเวณนี้ รอยสิว มันมาหมดค่ะ คือ เราเก็บภาพพวกนี้ไว้เยอะมากกกกกกก ล้านตัว
แต่แล้ว…บีมก็ทำหัวเราะใส่มันไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ จนในที่สุด ถึงจุดที่ บีมเห็นตัวเองคนใหม่ กำลังหัวเราะใส่ บีมคนเดิมที่งงว่า “แกหัวเราะไรวะ” คือ บีมที่เป็นทุกข์เรื่องสิว ทำหน้างง ๆ ค่ะ แล้วก็หงอยและจากไป โมเม้นต์นี้แบบ…เราแยกร่างได้ด้วย
แต่บอกเลยนะคะว่า … คงต้องหัวเราะใส่มันอีกหลาย ๆ รอบ แล้วสังเกตค่ะว่า พอจับหน้าบริเวณนี้แล้ว หัวเราะง่ายหรือยัง ต้องฝืนไหม ถ้าหัวเราะให้มันง่าย ๆ ไม่ต้องฝืนแล้ว แสดงว่าปลดล็อคละค่ะ
คือ บีมไปถึงขั้นสุดว่า เป็นสิวแล้วไงวะ???? 555+ แบบนั้นเลย หน้าคนที่มองเรา เราหัวเราะใส่ไปเลยค่ะ ใจผุดขึ้นมาเองว่า ชั้นสวย ชั้นจะเป็นสิวก็สวย และไม่เกี่ยวอะไรกับพวกแกเลย (ภาษาจิตใต้สำนึกมันตรงแรงแบบนี้ล่ะค่ะ ปกตินะคะ ไม่ได้หยาบคาย)
บีมก็เลยคิดว่า … เราสามารถเอามาประยุกต์กับการแก้ปัญหาสิวในระดับจิตใต้สำนึกได้ค่ะ โดยที่บีมขอทดลองไปก่อน ตั้งใจไว้ที่ 40 วันตามสูตร เมื่อรู้สึกว่า ได้ตกผลึกวิธีแก้เฉพาะกลุ่มคนเป็นสิวแล้ว บีมจะแจ้งวัน Meeting เพื่อถ่ายทอดให้อีกทีค่ะ
ช่วงนี้ขอบันทึกไปก่อนนะคะ ให้ติดตามกัน
Ho Ho Ha Ha Ha
With Laugh,
Princess Beam