รวมพฤติกรรมเปลี่ยนผิวที่ 8 – 21

โฆษณา

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 7 | ขอบคุณร่างกาย

การที่กำลังมีผิวและสุขภาพที่แย่นั้น อาจกำลังสะท้อนถึงภาวะที่เรียกว่า “ขาดการสำนึกรู้คุณร่างกายและผิว” ไปค่ะ และการขอบคุณที่ถูกวิธีนั้นจะช่วยให้ผิวและสุขภาพดีขึ้นอย่างรวดเร็วได้จริง ทำอย่างไรนั้น ไปอ่านกันค่ะ

หลังจากที่บีมได้ปฏิบัติการตาม Workshop ของโค้ชโอ้ง Your Life Coach – ทีมโค้ชพัฒนาศักยภาพทางความคิดและความเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นปฏิบัติการ “สำนึกรู้คุณ” ของสิ่งต่าง ๆ มากมาย และมี workshop หนึ่งค่ะ ที่เราได้ “ขอบคุณร่างกายของตัวเอง” แบบจริง ๆ จัง ๆ ซึ่งพอได้ทำแล้ว บีมรู้สึกดีมากและต้องการนำมาแบ่งปันให้กับทุกคน ให้ได้ทำอย่างถูกวิธี ดังนี้ค่ะ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า การสำนึกรู้คุณนั้น แท้จริงมันคืออะไร

การขอบคุณ การสำนึกรู้คุณ การกตัญญู เป็นความรู้สึกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเชิงบวก เมื่อเราอยู่ในสภาวะ “ขอบคุณ” ที่ออกมาจากจิตใจของเรา เราจะส่งคลื่นความถี่ระดับสูงออกมา ทำให้รู้สึกดี อยากยิ้ม มีความสุข ที่เรียกว่า ความสุขจากภายใน มันจะเอ่อล้นออกมาโดยธรรมชาติเลยค่ะ

สำหรับการขอบคุณร่างกายนี้ โดยปกติแล้ว บีมก็เคยลองทำดู แต่ก็ไม่ได้เข้าใจมันจริง ๆ และไม่เคยได้รู้สึกถึงพลังของการขอบคุณที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายได้เหมือนตอนที่ทำ workshop นี้ ซึ่งอยากให้ทุกคนที่อาจจะเคยทำ workshop หรือเข้าคอร์สประมาณนี้แล้วไม่เห็นผลกับชีวิต ได้ลองทำตามที่บีมจะแนะนำดูนะคะ

1) หาช่วงเงียบ ๆ ที่ได้อยู่คนเดียว ก่อนนอน หรือ ตอนเช้ามืดตอนเช้าแบบสดชื่น ให้เวลากับกิจกรรมนี้สัก 30 นาที – 1 ชม. ค่ะ แล้วแต่ว่าใครจะเขียนสั้นเขียนยาว บีมนี้ สายเขียนยาว จะสั้นหรือยาวไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะ ขอให้ลงมือเขียนก็พอ

2) หาสมุดบันทึกคู่ใจมา 1 เล่ม ปากกาเขียนดี ๆ มา 1 ด้าม (ควรหามาก่อนทำ workshop นี้นะคะ)

3) นั่งนิ่ง ๆ หลับตาสักพัก ใครนั่งแล้วปิดตาแล้วฟุ้ง แนะนำให้ลองฟังเพลงปรับคลื่นสมองอันนี้ค่ะ https://youtu.be/SZZvXkJjoNg หรืออะไรที่ฟังสัก 3-5 นาทีแล้วสงบลงได้ ก็หาฟังเสีย อย่าเอาแบบที่มีเนื้อร้องเด็ดขาดนะคะ (หาด้วยใน YouTube ด้วยคำว่า quiet mind 5 minutes) 

4) ใครสายนั่งสมาธิอยู่แล้วให้ปรับท่านั่ง เป็นท่านี้ค่ะ นั่งสัก 5 นาทีก่อนทำกิจกรรม Shambhavi Mudrahttps://youtu.be/RAsF8qMK64I

5) ครบเวลาแล้ว ลืมตา แล้วระลึกถึงร่างกายนี้ เท่าที่ระลึกได้ แล้วเขียนขอบคุณทีละส่วน เริ่มตั้งแต่ เซลล์ ผม หนังศีรษะ ดวงตา จมูก หู หลอดลม ปอด กระเพาะ แขน ขา ผิวหนัง นิ้วมือ ฯลฯ แล้ว เช่น 

  • ขอบคุณ ผม ที่ทำให้มีบุคลิกที่ดี ทำให้อยู่ในสังคมได้เป็นปกติ และช่วยกันหัวจากความร้อนจากแสงแดด
  • ขอบคุณ ผิว ที่ช่วยห่อหุ้มอวัยวะต่าง ๆ ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่าง ๆ ช่วยให้ทำงานและอยู่ในสังคมได้เป็นปกติ

ขอบคุณ
ขอบคุณ
ขอบคุณ

ไม่ต้องไปถึง 32 ประการนะคะ
เอาเท่าที่ระลึกได้…
(ของบีมเขียนไป 29 อวัยวะ เพราะ บีมเขียนหมด ระบบภายในเอาหมด เลือด นำ้เหลือง ตับ ไต ไส้ พุง)

การขอบคุณ จะต้องขอบคุณด้วยเหตุผลจากใจจริง ไม่เขียนไปส่ง ๆ จึงจะได้ผลจริง ๆ ค่ะ

จากนั้นเมื่อเขียนจบ ให้อ่านอีกครั้งจากใจ

จบแล้ว หลับตา กล่าวขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ อีก 3 ครั้ง

ถ้าจะให้ครบวงจร อันนี้บีมเสริมเองค่ะ ให้กอดตัวเองเข้าไปตบท้ายด้วยเลย มันจะฟินมาก ๆ รู้สึกรักตัวเองมาก ๆ ค่ะ แล้วเราจะรู้สึกได้ว่า ร่างกายก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน เหมือนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

ถ้าฟินมาก อาจจะถึงขั้นน้ำตาไหล เพราะ ไม่เคยได้บอกรักร่างกายขนาดนี้มาก่อนเลย ปล่อยให้มันไหลไปค่ะ 

ใครไม่ไหล ไม่ต้องซีเรียส คนเราแตกต่างกันค่ะ เอาเท่าที่รู้สึกจากใจจริงว่าเราขอบคุณจริง ๆ จากใจ รู้สึกว่าเราโชคดีเหลือเฟือที่ร่างกายเราเกิดมาสมบูรณ์และเขาดูแลเราได้ดีขนาดนี้ ทำให้เราทำงานประจำวันได้เป็นปกติทุก ๆ วัน

จากนั้น ในทุก ๆ คืนก่อนนอนและตอนเช้า ให้ขอบคุณร่างกายทุกวันค่ะ ขอบคุณเซลล์ทุกเซลล์ ขอบคุณผิวหน้า ผิวตัว ฯลฯ ยิ่งขอบคุณ ยิ่งส่งพลังงานที่ดีให้ตัวเองค่ะ โดยไม่ต้องเขียนยาว ๆ แล้วนะคะ คือ ให้ระลึกถึงร่างกายและขอบคุณจากใจเท่านั้นก็พอ 

ถ้าได้กอดตัวเองด้วยหลังขอบคุณ จะยิ่งฟินค่ะ 

สรุปว่า … เขียนยาว ๆ แค่ครั้งเดียวค่ะ 
แต่หลังจากนั้น ใช้เวลาสั้น ๆ ช่วงก่อนเข้านอนและตอนหลังตื่นที่ยังไม่ลืมตา ให้ระลึกขอบคุณเซลล์และผิวก่อนเลยค่ะ 

ช่วงแรก ๆ อาจจะรู้สึกฝืนที่ต้องขอบคุณ คิดไม่ออก เพราะ เราเทรนตัวเราให้คิดลบกับตัวเองมาตลอดชีวิตค่ะ แต่ต้องฝืนทำนะคะ เพราะทำแล้วมันดีกับเราเอง การฝืนตัวเองให้ทำสิ่งที่จะให้ผลดี จำเป็นต้องทำค่ะ แล้วเมื่อได้รับผลที่ดีแล้วมันจะอยากทำไปเองโดยอัตโนมัติ แล้วเราต้องทำทุกวันจนกว่ามันจะกลายเป็นกระแสพลังงาน กระแสประสาทใหม่ จิตใหม่ ที่จะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ

รับรองได้ว่า ถ้าทำได้ ผิวและสุขภาพจะดีขึ้นเร็วมาก ๆ ค่ะ

ถ้ามีปัญหาที่อวัยวะไหน ก็ให้ลองขอบคุณเขามาก ๆ ค่ะ โดยต้องขอบคุณอย่างไม่มีการขอแลกเปลี่ยน ขอบคุณจากใจจริง ๆ ค่ะ

ลองทำดูค่ะ บีมเชื่อว่ามันจะช่วยทุกคนให้ผิวใสได้เร็วขึ้นมาก ๆ ด้วยพลังแห่งการขอบคุณนี้ค่ะ 

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 6 | ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

เชื่อหรือไม่คะว่า การออกกำลังกายที่ถูกวิธีและเหมาะสมกับธรรมชาติของเรา จะช่วยให้สิวหายเร็วขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

การออกกำลังกาย ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันดีแน่นอนค่ะ แต่ก็มีหลาย “เหตุผล” ที่เราหยิบยกขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้ตัวเอง “ไม่ได้ออกกำลังกาย” 

จริง ๆ แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า มันดีหรือไม่ดี แต่มันเกี่ยวกับว่า “มันคุ้มค่าและคุ้มเวลาที่จะไปทำหรือไม่?” 

ดังนั้นบีมจึงขอสรุปหลักที่การออกกำลังกายจะช่วยให้สิวหายเร็วไว้ดังนี้นะคะ คือ ผูกโยงให้เลยว่ามันช่วยเรื่องสิวอย่างไร เมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะสามารถผลักดันให้ตัวเองจัดเวลา “ทำสิ่งที่สำคัญได้ในที่สุดค่ะ”

การออกกำลังกายช่วยรักษาสิวได้เร็วเพราะ…

1) ช่วยในการหมุนเวียนของพลังงานชีวิต เลือด น้ำเหลือง

ซึ่งเมื่อสิ่งเหล่านี้หมุนเวียนแล้ว จะทำให้เซลล์ผิวซึ่งอยู่นอกสุดของร่างกาย ได้รับพลังชีวิต สารอาหาร น้ำ ที่มากพอต่อการมีสุขภาพที่ดี และสามารถขับถ่ายของเสียที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญของเซลล์ออกไปได้ดีด้วยค่ะ 

สิวเกิดจากการสะสมของพิษที่บริเวณต่าง ๆ ของร่างกายและมาระบายออกที่ผิวพรรณ หากเราช่วยให้พลังงาน เลือด น้ำเหลือง หมุนเวียนได้ดีแล้ว ก็จะทำให้เซลล์ผิวแข็งแรง ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการจัดการอาการบาดเจ็บ ติดเชื้อ ที่ผิว และสามารถช่วยให้เซลล์ผิวระหว่างและหลังการเป็นสิวสมานตัวเองได้เร็วขึ้น 

เมื่อทำร่วมกับการทาครีมที่ดี จะช่วยให้กระบวนการฟื้นฟูผิวทำได้เร็วมากค่ะ โดยทิ้งรอยสิวน้อยที่สุดหรือไม่ทิ้งเลย

2) ช่วยหลั่งสารความสุข สลายสารเครียด (ตัวการสิวอันดับหนึ่ง)

จุดนี้สำคัญมากเช่นกันค่ะ เพราะ ความเครียดที่เราได้รับในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เราจะพบว่า เมื่อเราออกกำลังกายในเวลาที่เหมาะสม ไม่หนักไป ไม่เบาไป เราจะรู้สึกโล่ง ผ่อนคลาย เบาสบายมากกว่าก่อนออกกำลังกาย และรู้สึกว่าเราคิดบวกมากขึ้น หลายครั้งก็อาจจะได้คำตอบสำหรับปัญหาที่เผชิญอยู่มากขึ้นด้วย

ความเครียดนั้น แพทย์ทุกศาสตร์ทุกแขนง ลงความเห็นตรงกันว่า เป็น “เพชรฆาตอันดับหนึ่ง” ของผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ กำลังอยู่ในยุคปลายทุนนิยมที่มีความวุ่นวายมากมาย อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบทุนนิยมแบบสุดขั้วตลอดเวลาที่ผ่านมา จะเห็นว่าผู้คนป่วยด้วยโรคจากพฤติกรรมและความเครียดจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี และสิวก็เป็นขั้นต้นของโรคเหล่านั้นด้วยค่ะ

ดังนั้น หากต้องการสลายสิวอย่างรวดเร็ว ก็ควรต้องออกกำลังกายเพื่อกำจัดสารเครียดนี้ออกไปให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที

จะทำแบบไหนก็ได้ค่ะ แต่ทั้งนี้ ให้ดูด้วยว่า เราทำแล้วรู้สึกดีกว่าเดิมหรือเครียดกว่าเดิม 

บางคนเป็นคนขี้หงุดหงิดและธาตุร้อน แนะนำให้ออกกำลังกายที่ทำให้เย็นลง เช่น โยคะ ว่ายน้ำ

บางคนเป็นคนที่เฉื่อย ๆ ชอบอะไรช้าเกินไป แนะนำให้ออกกำลังกายที่ได้เคลื่อนไหวเยอะ ๆ เช่น แอโรบิค วิ่ง เต้น เป็นต้น

บางคนในที่ทำงานก็อยูคนเดียวหลายชั่วโมง อาจจะไปตีแบดหรือเล่นบาส เพื่อที่จะได้เข้าสังคมบ้าง 

คือ การออกกำลังกายนั้นควรปรับสมดุลให้เราไปในตัวด้วยค่ะ เราไม่จำเป็นต้องออกเหมือนใคร เราจะมีสไตล์ของเราเอง และไม่จำเป็นต้องไปโรงยิม ไปสมัครเมมเบอร์ เราสามารถทำที่บ้านได้ สวนสาธารณะก็ได้ค่ะ 

สำคัญก็คือ ออกแล้วต้องรู้สึกดีกว่าเดิมค่ะ ไม่ใช่เครียดกว่าเดิม เอาที่สนุกและสบายใจนั้นดีที่สุดเลยค่ะ

3) เพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันและกำจัดพิษที่ละลายในไขมันออก

พิษชนิดที่ละลายและสะสมในเซลล์ไขมัน คือ พิษที่ทำให้เป็นสิวค่ะ ในการออกกำลังกายจะช่วยสลายเซลล์ไขมันที่สะสมอยู่ให้ออกมาเป็นพลังงาน ในขณะที่พิษที่เคยสะสมอยู่ในเซลล์ไขมันนั้นก็จะสลายและละลายออกมาอยู่ในน้ำเลือด เพื่อนำไปให้ตับกำจัดออกอีกที (ถ้าตับแข็งแรง สิวขับพิษก็จะแทบไม่มีค่ะ)

เมื่อร่างกายไม่มีไขมันเสีย = ร่างกายสะอาด = ไม่เป็นสิว นั่นเองค่ะ 

หลักการรักษาสิวก็มีเพียงเท่านี้เอง ซึ่งการออกกำลังกายจะช่วยตรงนี้ได้มาก ๆ 

4) นอนหลับและขับถ่ายได้ดีขึ้น

เมื่อออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ถูกเวลาแล้ว จะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมระบบการทำงานอัตโนมัติ (ที่ไม่ผ่านการคิด) เช่น การนอน การย่อยอาหาร การสังเคราะห์สารอาหาร ระบบต่อมไร้ท่อ ฮอร์โมน ฯลฯ ทำงานเป็นปกติ ทำให้วงจรพลังงานของเราสมดุลเข้าที่เข้าทาง ซึ่งสัญญาณที่ดีคือ เราจะง่วงก่อน 3 ทุ่ม เข้านอนแป๊บเดียวหลับสนิทได้ถึงเช้า ตื่นมาอีกทีไม่ใช้นาฬิกาปลุกและสดชื่นช่วงไม่เกิน 6 โมงค่ะ เมื่อร่างกายอยู่ในโหมดนี้ จะมีสุขภาพดีและภูมิคุ้มกันแข็งแรงที่สุด แน่นอนว่า ผิวก็จะสุขภาพดีไปด้วยแน่นอน สิวจะหายเร็วแน่นอน แม้มีขับพิษก็จะหายเร็วมากค่ะ

5) เป็นคนคิดบวก มีภูมิต้านทานภายในสูงต่อปัญหาต่าง ๆ

การออกกำลังกาย จะทำให้เราเริ่มรัก นับถือ เคารพ ศรัทธาตัวเอง ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ คือ พื้นฐานสำคัญของบุคลิกภาพที่มั่นคง การเป็นตัวของตัวเอง ไม่ถูกโลกเหวี่ยง การตัดสินใจมีความชัดเจน ด้วยภาวะเช่นนี้ ความเครียดจะเล่นงานได้ยาก และเมื่อคิดบวก จะอยู่ในโซนพลังงานบวก ทำให้ชีวิตพบเจอแต่เรื่องดี ๆ มากขึ้นค่ะ เสริมพลังและความแข็งแรงของชีวิตขึ้นไปได้เรื่อย ๆ 

รู้อย่างนี้แล้ว…
ถ้าอยากหน้าใสตลอดไป…
ก็ออกกำลังกายกันนะคะ 

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 5 | ตากแดดทุกเช้าหรือเย็น

จะบ้าเหรอ ให้ตากแดดนี่นะ?

ครั้งแรกที่บีมได้ยินและได้ทำเรื่อง “ตากแดดเพื่อสุขภาพ” บีมก็มีคำถามแบบนี้ล่ะค่ะ … เฮ้ย … เดี๋ยวผิวเสีย เดี๋ยวสิวขึ้น รึเปล่า???

แต่รู้ไหมคะว่า จริงๆ แล้ว แสงแดดนี่แหละ คือ พ่อที่ช่วยกู้ร่างของเราเลยล่ะค่ะ ยิ่งถ้าได้เท้าเปล่าบนน้ำค้างบนหญ้าหรือบนดินที่เปียกน้ำค้าง พร้อมกับรับแสงแดดที่ส่องลงมาบนตัวเราทั้งตัวช่วงเช้าก่อน 8 โมง หลับตาค่ะ … คุณจะรู้สึกอบอุ่นหัวใจและร่างกายแบบบอกไม่ถูกเลยจริง ๆ

กูรูบางท่าน ก็ได้ยกคำพูดมาเลยว่า “พระอาทิตย์คือพ่อ ธรณีคือแม่ ของมนุษย์ทุกคน” บีมเองก็รู้สึกได้แบบนั้น เวลาที่ได้ทำกิจกรรมตากแดดจริง ๆ ค่ะ

แสงแดดให้พลังชีวิต ธรณีให้อาหารและดูดพิษจากเท้าของเราลงสู่ดินไป (บีมเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ นะคะ) ทั้งสองสิ่งอันยิ่งใหญ่นี้ คือพลังเยียวยาตามธรรมชาติที่ดีที่สุดของมนุษย์เราค่ะ

แต่…แสงแดด มีความบริสุทธิ์มากกว่าแหล่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ อากาศ ซึ่งได้ถูกปนเปื้อนไปแล้วไม่มากก็น้อย แต่แสงแดด คือสิ่งเดียวที่มนุษย์ไม่สามารถทำให้สกปรกได้ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า บริสุทธิ์ 100% แต่…ต้องตากให้ถูกเวลานะคะ หลัง 8 โมงไปไม่ได้แล้วค่ะ แผดเผากันเลยทีเดียว ต้องเลี่ยง ๆ และมาตากแดดอีกทีได้ประมาณ 4-5 โมงจนแดดหมด ซึ่งก็ต้องดูสังเกตดูว่า แดดนั้นไม่ร้อนเกินไปจนแสบผิวถือว่าใช้ได้ค่ะ

ถ้าเป็นโยคีที่เข้าใจโยคะแท้จริง หรือนักธรรมชาติบำบัดตัวจริง ทุกท่านจะบอกว่า ต้องตากแดดให้ได้ทุกวันค่ะ เพราะ

🌞 แสงแดด เพิ่มพลังชีวิตโดยตรงให้กับมนุษย์เรา ซึ่งระดับพลังชีวิตจะบ่งบอกถึงระดับสุขภาพและภูมิคุ้มกันของมนุษย์ค่ะ ยิ่งมีมาก ยิ่งแข็งแรงและซ่อมแซมร่างกายนี้ได้เร็ว

🌞 แสงแดด ช่วยสลายสิ่งสกปรก พิษสะสม ทั้งในกาย ในใจ ทั้งระดับพลังงานและโมเลกุลที่จับต้องได้

🌞 แสงแดด แน่นอนว่า ทางวิทยาศาสตร์ก็รู้ดีว่า ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้

โดยส่วนตัวแล้ว ก่อนหน้าที่บีมจะเข้าใจเรื่อง ตากแดดเพือสุขภาพแบบลึกซึ้งจาก ครูนิน Yoga Story และคลิปของท่าน Sadhguru เรื่องการคลีนร่างกายให้สะอาดแบบง่าย ๆ บีมเองก็ชอบแดดอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่เป็นหวัด บีมจะหาแดด เอาตัวเองไปไว้ในแดดเลยค่ะ รู้สึกว่าหวัดหายเร็วมาก

ล่าสุด พอเข้าใจชัดเจนแล้ว ก็ทดลองอีกรอบ สัปดาห์ก่อน เป็นไข้หวัดชนิดติดเชื้อไวรัสค่ะ (เชียงรายมีระบาดอยู่ช่วงสัปดาห์ก่อน) บีมใช้วิธีธรรมชาติไม่กินยาไป และตอนเช้า ก็ไปตากแดด เหยียบน้ำค้าง อยู่ประมาณ 30 นาที โดยเน้นตากแดดที่หลังค่ะ เพราะ ส่วนหลังของเราเป็นที่ตั้งของพลังงานจักระของร่างกาย บีมเน้นเติมพลังตรง ๆ ไปเลย แล้ว…อาการหวัดก็ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

ส่วนน้องแคนดี้ เป็นหวัดตัวเดียวกัน แต่เขาลงท้อง เราไม่กินยาเลย น้องเข้าใจค่ะ เพราะทุกครั้งที่ไม่สบาย เราใช้ธรรมชาติก่อนเสมอ ก็พาน้องไปตากแดดเช่นกัน นั่งด้วยกันนั่นแหละ หันหลังเข้าแดด อาการเขาก็ดีขึ้นเช่นกันค่ะ

บีมแนะนำว่า ให้ทำ 2-3 ท่าค่ะ เพื่อรับพลังเต็มที่

1) ยืนกางขาออก สูดหายใจลึก ๆ อาจจะทำท่าโยคะที่ยืดแขนขึ้นก็ได้ค่ะ อะไรก็ได้ ขอให้ยืดเหยียดให้สุด ๆ เท้าอยู่บนพื้นดิน ไม่ใส่รองเท้า หันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์ หลับตา อยู่แบบนั้นพร้อมกักลมหายใจไว้สัก 10 นับก็ได้ ตอนปล่อยลมออก ให้ก้มพร้อมสะบัดแขนลงล่างพอประมาณ เหมือนทิ้งพลังไม่ดีออก พร้อมปล่อยลมทางปาก “เฮ้อออออ” คือ เอาออกให้หมดค่ะ แล้วยืดขึ้น ทำใหม่แบบนั้นสัก 10 รอบก็ได้ค่ะ หรือจนกว่าจะรู้สึกสบาย

2) นั่งสมาธิ หลับตา หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ทำให้ได้อย่างน้อย 10 นาทีจะดีที่สุดค่ะ เพื่อให้ได้ซึมซับพลังให้ได้มากที่สุดในขั้นต่ำที่ควรได้รับ ซึ่งการนั่งสงบ ๆ ไม่เคลื่อนไหว จะทำให้เราสามารถรับพลังได้ดีที่สุด มากที่สุด

3) นอนลงบนหญ้า ถ้าดูแล้วปลอดภัยดี ก็นอนลงเลยค่ะ ไม่ต้องปูอะไรทั้งนั้น เอาหลังลงหญ้าหรือพื้นดินไปเลย นอนดูฟ้าไปค่ะ สบาย ๆ เหมือนตอนเราเด็ก ๆ อยู่จนกว่าจะเบื่อค่ะ 55+

จบแล้ว…ขึ้นมาก็อย่าลืมกล่าว “ขอบคุณแสงแดด ขอบคุณพื้นดิน ขอบคุณพ่อแม่ของฉัน ที่เติมพลังให้ฉัน ทำให้ฉันอบอุ่นและมีพลังสำหรับวันนี้นะคะ / นะครับ” ตอนพูดให้หลับตาและรู้สึกขอบคุณจากใจจริงนะคะ จับตรงหัวใจด้วยค่ะ ถ้าใจเต้นและรู้สึกกลางตัวหมุน ๆ อาจจะเล็กน้อยหรือมาก แสดงว่าเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้จริงค่ะ จะเป็นพลังสูงสุดที่เรารับได้ตอนนั้นเลย 

(ยินดีด้วย)

แต่ถ้าใครไม่ได้ อย่าไปคาดคั้นให้ได้ค่ะ
ถ้าทำด้วยความสุข รู้สึกดี รู้สึกอบอุ่น รู้สึกอยากขอบคุณกลับ ก็โอเคแล้วค่าาาา

ขอแค่รู้สึกดี…เต็ม…อุ่น…อิ่ม
ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว… 

เหมือนได้รับการชาร์ตพลังค่ะ
มันจะต่างกับตอนหมดพลัง
ลองสังเกตดูดี ๆ 

พยายามจัดตารางทำให้ได้ทุกวันนะคะ (กูรูท่านแนะนำมา) มันง่ายแต่ได้ผลดีมากกกกจริง ๆ ค่ะ ยิ่งใครหดหู่หนัก ๆ ปัญหาเยอะ ๆ สิวมาก ๆ เป็น The Must เลยค่ะ #ต้องทำไม่ใช่ #ควรทำ วิธีนี้ล้างพิษได้เร็วและลึกกว่าวิธีอื่น ๆ ทั้งหมดค่ะ ง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรด้วย ขอแค่ตัดสินใจแค่นั้น ว่าจะทำจริง ๆ

🌞 แดดเช้า 6.00 – 8.00 น. (ดูตามเวลาแต่ละฤดูกาล ถ้าได้ตั้งแต่ช่วงอาทิตย์ขึ้นยิ่งดีค่ะ)

🌞 แดดเย็น 16.00 – 18.00 น. (ดูตามเวลาแต่ละฤดูกาล สังเกตว่าแดดไม่ทำให้ผิวร้อนจนแสบ ก็ใช้ได้แล้วค่ะ) แต่ตอนเช้าจะได้โบนัสคือพลังงานอากาศจะสะอาดกว่าค่ะ

เคล็ดลับ 3 ขั้นตอนปรับสมองสู่ผิวใสถาวร

#บีมค้นพบเคล็ดลับ 3 ขั้นตอนปรับสมองสู่ผิวใส มาอ่านอัพเดทกันนะคะ 🙂

บอกวิธีตั้งค่าสมองใหม่ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นคนที่มีผิวใสตลอดไป ที่เราสามารถฝึกฝนสมองและทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองทุกวัน ที่ทำแล้วจะช่วยให้ผิวใสเร็วกว่าการดูแลเฉพาะส่วนของร่างกายและผิวอย่างเดียวค่ะ

ก่อนอื่น ต้องอธิบายการทำงานของสมองนิดนึง เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของสมองอย่างง่าย ๆ ก่อนนะคะ เพราะถ้าเข้าใจแล้ว จะสามารถฝึกฝน “ความคิด” และ “บังคับ” ให้สมองคิด โฟกัสและมองเห็นเฉพาะสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นได้จริง ๆ

สมองเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่หลักในการ “เก็บความทรงจำ” และ “คิด” ซึ่งตรงกับที่อาจารย์ด้านปรัชญา ไพฑูรย์ ดัชเซ่ ที่ท่านสอนวิชาปรัชญาการเมืองให้บีมสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้เคยกล่าวไว้ (แต่บีมไม่เคยเข้าใจเลย พึ่งจะมาเข้าใจจริง ๆ ปีนี้เองค่ะ) ว่า “มนุษย์แตกต่างกับสัตว์ตรงที่มีความคิดและความจำ” ก็คือสมองของมนุษย์นี่เองค่ะ ที่ทำให้มนุษย์ สามารถจดจำได้และเอามาคิดต่อได้ แตกต่างจากสัตว์และสรรพสิ่งอื่น ๆ ที่เขาจะไหลไปตามแรงผลักตามธรรมชาติแบบ 100% ไม่สามารถควบคุมบังคับทิศทางให้เป็นอย่างที่เขาต้องการได้เลย

ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาทางประสาทการรับรู้ทั้ง 5 และสัมผัสมาที่ใจ (เป็นความรู้สึกค่ะ) คือ ทวาร 6 สมองจะนำมาจดจำไว้ เป็นความจำระยะสั้น และถ้าได้รับการตอกย้ำบ่อย ๆ เรียนรู้บ่อย ๆ เส้นประสาทในสมองเส้นนั้น ๆ จะแข็งแรง หนาใหญ่ขึ้น ก็จะทำให้ความทรงจำนั้น ทักษะนั้น ๆ ไปอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก และเป็นโปรแกรมที่เล่นอัตโนมัติ ทำให้เราทำหลายสิ่งได้เองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิด เช่น เดิน กิน นั่ง นอน (พวกนี้เกิดมาไม่ได้ทำได้เลย เราก็ต้องฝึกฝนจนทำได้ถูกไหมคะ พ่อแม่เราก็ดีใจมากที่เราทำแต่ละขั้นได้สำเร็จ) การพูดภาษาไทย หรือภาษาต่าง ๆ การขับรถ ฯลฯ

อะไรที่เราคิดบ่อย ๆ ย้ำบ่อย ๆ โฟกัสบ่อย ๆ สิ่งนั้นจะกลายเป็น “โปรแกรม” ที่เล่นอยู่ซ้ำ ๆ เหมือนเพลงหรือภาพยนตร์ที่ถูกเล่นซ้ำ ๆ แบบอัตโนมัติ และ ทุกสิ่งที่เล่นเป็นภาพซ้ำ ๆ เป็นความรู้สึกซ้ำ ๆ ในจิตใต้สำนึก จะสะท้อนออกมาทางกายภาพในสัดส่วนเท่ากันทั้งหมดค่ะ

เหมือนกับต้นไม้ ถ้ารากแข็งแรง ได้รับสารอาหารครบถ้วน น้ำครบถ้วน อากาศครบถ้วน รากเป็นส่วนที่เรามองไม่เห็นจมอยู่ใต้ดิน ส่วนต้นและใบคือผลลัพธ์ คือสิ่งที่มองเห็น

และกฎแห่งความจริงก็คือ ส่วนที่มองไม่เห็น = ส่วนที่มองเห็น และควบคุมส่วนที่มองเห็นเสมอค่ะ

ดังนั้น … วันนี้ ถ้าใครกำลังมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาผิว ก็แสดงว่า “ส่วนที่มองไม่เห็น” หรือ จิตใต้สำนึกนั้นกำลังเล่นภาพ เสียง บางอย่างซ้ำ ๆ ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพและผิวที่ยังไม่แข็งแรงอยู่นั่นเองค่ะ

วิธีแก้ไขและตั้งค่าสมองใหม่ที่บีมค้นพบและใช้ได้ผลดีมาก ๆ มีเพียง 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

  1. ฝึกฝนสติ ตระหนักรู้ ว่ากายและใจของเราเป็นอย่างไร ฝึกในแบบที่คุณดังตฤณสอนสำหรับมือใหม่ง่าย ๆ เลยนะคะ ตาม playlist นี้เลยค่ะ https://youtu.be/6E__9n2gQS4
  2. ตระหนักรู้ถึง “ความคิด” ที่ผุดขึ้นมาแต่ละครั้งว่ามันเป็นความคิดที่ทำให้เรารู้สึก “หนัก” หรือ “เบา” “ร้อน” หรือ “เย็น” ทุก ๆ ความคิดมักจะผูกกับความรู้สึกเสมอ เช่น คิดถึงคนที่เรารัก แล้วรู้สึกอบอุ่น มีความสุข คิดถึงอาหารที่เราไม่ชอบ แล้วรู้สึกอยากอาเจียน เป็นต้น ซึ่งทุกสิ่ง คือ ความทรงจำเท่านั้นเองค่ะ ที่เคยผ่านมาในประสาทสัมผัส (ทวาร 6) และสมองเอามาเก็บไว้ในระบบประสาท สำคัญคือ แค่ตระหนักรู้ แต่ไม่คิดต่อ ไม่ปรุงต่อ ปล่อยผ่าน เหมือนลมมาโดนตัวแล้วปล่อยไปค่ะ ตรงนี้ทำเพื่อให้เราหยุดการปรุงแต่งต่อ เพื่อให้จิตไม่แบก เบาสบาย เมื่อหยุดคิด ร่างกายจะผ่อนคลายได้ทันที เข้าสู่สมดุลได้เร็วทันทีค่ะ
  3. ฝึกฝนการขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้ได้มากที่สุด แรก ๆ อาจจะใช้เวลาช่วงเช้าและก่อนนอน ทบทวนหาสิ่งที่ดี ๆ โชคดีที่ได้รับ คนดี ๆ ที่ได้เจอ พร้อมบอกเหตุผลด้วยว่า ทำไมจึงต้องขอบคุณสิ่งนั้น จะทำให้ความรู้สึกของการขอบคุณแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะเปลี่ยนสารเคมีในร่างกายของเราทั้งหมดให้มีสุขภาพดี ผิวพรรณดี ดูเหมือนจะไม่เกี่ยว แต่เกี่ยวกันและให้ผล 100% ค่ะ ต้องขอบคุณร่างกายเป็นพื้นฐานก่อนนะคะ แล้วก็ขอบคุณทุกสิ่งที่เราได้รับค่ะ พอฝึกมาครบเดือน เราจะยิ่งมองหาสิ่งดี ๆ ได้ง่ายขึ้น และดูเหมือนจะมีอะไรให้เรารู้สึกขอบคุณและโชคดีตลอดเวลาเลยล่ะค่ะ เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ของสมองค่ะ ไม่มีอะไรลี้ลับเลยตรงนี้ ให้ทดลองทำค่ะ เงื่อนไขคือต้องทำทุกวันจนกว่าจะครบ 30 วันค่ะ คุณจะรู้เองว่า ชีวิตคุณจะได้เจอแต่สิ่งที่ดี ๆ มากขึ้น ๆ ๆ ๆ

การฝึกฝนสติ > เราจะรับรู้ “ตามจริง” ว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นกับเราตอนนี้บ้าง หยุดการอยู่กับโลกของความคิดที่ทำให้เราวิ่งไม่หยุด เหนื่อยตลอดเวลา

การตระหนักรู้ > เราจะเริ่มมองเห็นและคัดกรองได้ว่า ความคิดแบบไหนที่ส่งผลดีหรือเสียต่อเราอย่างไร เราจะรู้สึกเป็นอิสระและเริ่มควบคุมความคิดได้มากขึ้น

การขอบคุณ > เราเปลี่ยนเส้นประสาทสมองใหม่ ทำได้ง่าย ๆ โดยการ “ย้ายโฟกัส” แล้ว “ปักหมุด” เฉพาะ “สิ่งดี ๆ ที่ได้รับ” เท่านั้น เส้นประสาทของโชคดีจะประสานกันแน่นและแข็งแรงขึ้น เมื่อทำไปทุกวันจนเส้นสมองโชคดีแข็งแรงแล้ว สารเคมีในร่างกายของเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรค่ะ ระบบในร่างกายจะเปลี่ยนหมดเลยตามเส้นสมองที่เปลี่ยนแปลงไป การคิด พูด ทำ จะเปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์จะเปลี่ยนแปลง และผิวจะใส โดยที่ทาครีมน้อยลง และชีวิตจะดีขึ้นในทุกมิติที่เราขอบคุณจากใจอย่างแท้จริงค่ะ

ทดลองทำกันดูนะคะ
แล้วมาเล่าสู่กันฟัง
หรือติดปัญหาตรงไหน
สอบถามทาง inbox เพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ ได้ค่ะ
บีมจะนำมาตอบใน Live ค่ะ

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ 🙂

#บีมวรดาภา
#ต้นตำรับการรักษาสิวจากภายในให้หายขาด
#เข้าสู่ปีที่10

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 3 | เลือกกินอาหารที่ดีและเหมาะสมกับตัวเอง

อาหาร คือ ธาตุดิน
ร่างกาย คือ ธาตุดิน

จะเปลี่ยนร่างกายได้สำเร็จ
ก็ต้องเปลี่ยนอาหารที่กิน
เป็นตรรกะง่าย ๆ ที่ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันก่อน

INPUT = OUTPUT
สิ่งที่เอาเข้า = ผลลัพธ์

ACTION = REACTION
การกระทำ = ปฏิกิริยา

กฎของการเปลี่ยนผิว มีเพียงเท่านี้เองค่ะ

อาหารที่ดี หมายถึงอาหารที่มีลักษณะดังนี้

อาหารที่เหมาะสม บีมใช้แค่ 3 เกณฑ์ สำหรับการเลือกให้ตัวเองค่ะ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก็สามารถเข้าใจได้และนำไปใช้ได้ผลจริง ๆ

  1. กินเสร็จแล้ว ภายใน 1-3 ชั่วโมงหลังกิน รู้สึกมีพลัง รู้สึกดี ไม่ใช่ง่วง เบื่อ เหนื่อย ท้องอืด (อาหารไหนที่ทำให้ท้องอืด จะทำให้สิวขึ้น เพราะ ระบบย่อยเรารับไม่ได้ในตอนนั้นค่ะ มันหนักไปสำหรับระบบของเรา)
  2. กินอาหารที่ร่างกายย่อยได้ สังเกตง่าย ๆ ว่า กินแล้ว ท้องไม่อืด เพราะถ้าย่อยไม่หมด มันจะตกค้างเป็นพิษบูดเน่าในลำไส้และผลิตแก๊สเสียออกมาซึมเข้าสู่ร่างกายอีกทอด
  3. กินตามกรุ๊ปเลือด / โดชา (โทษะ) / ธาตุเจ้าเรือน ของเรา แล้วแต่จะเลือกค่ะ สำหรับมือใหม่ บีมแนะนำว่า กินตามกรุ๊ปเลือดค่ะ หรือสามารถกินตามหลักที่สอนไว้ในอัลบั้มนี้ก็ได้ค่ะ ให้ทดลองทานตามแนวใดแนวหนึ่งไปจนกว่าจะเข้าใจชัดเจนด้วยตัวเองค่ะ ว่ากินแบบไหน อะไร ให้ผลอย่างไร แล้วค่อยเปลี่ยนภายหลังก็ได้ค่ะ

แนะนำให้ศึกษาอัลบั้มนี้เพิ่มเติมด้วยนะคะ จะได้ผลดีตามคาดหวังมากขึ้นค่ะ คลิกที่ลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

กินตามหลักอายุรเวท แก้ปัญหาผิวหลัก 4 ปัญหา

https://www.facebook.com/pg/siwsecret/photos/?tab=album&album_id=879029035783988

21 พฤติกรรมเปลี่ยนผิว | พฤติกรรมที่ 2 | งดกินของ 10 อย่าง

อาหาร คือ ธาตุดิน
ร่างกาย คือ ธาตุดิน

จะเปลี่ยนร่างกายได้สำเร็จ
ก็ต้องเปลี่ยนอาหารที่กิน
เป็นตรรกะง่าย ๆ 
ที่ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันก่อน

INPUT = OUTPUT
สิ่งที่เอาเข้า = ผลลัพธ์

ACTION = REACTION
การกระทำ = ปฏิกิริยา

กฎของการเปลี่ยนผิว มีเพียงเท่านี้เองค่ะ

และลองคิดดูง่าย ๆ ว่า
เมื่ออาหารที่กินกลายมาเป็นตัวเรา
ในแต่ละวันเราได้กินเข้าไปเท่าไหร่?
และคูณจำนวนปีที่กินแบบนั้นมา

ผลลัพธ์ = ร่างกายและจิตใจในปัจจุบัน

ที่อาหารเกี่ยวกับจิตใจด้วย
เพราะอาหารมีพลังงานบวก กลาง ลบ
ที่กระทบธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ในตัว 
และกระทบกับจิตใจเช่นกันค่ะ

ดังนั้น กฎที่สำคัญก็คือ มีสติก่อนกินเสมอ
ถ้าอาหารเข้าข่าย 9 อย่างนี้ ถือว่า
“ห้ามเด็ดขาด” หากต้องการให้สิวหายเร็วค่ะ

แต่ถ้าจะกิน ก็ไม่สามารถห้ามได้ค่ะ
แต่ต้องยอมรับว่า “ผิวจะใสช้าลง”
ถ้ารับได้ ก็จัดเลยค่ะ 🙂
แต่ต้องสัญญาว่าจะไม่มานั่งเครียดทีหลัง
เพราะความเครียดทีหลังทำให้เกิดสิวเพิ่มสมทบไปอีก

1. เบเกอรี่ 
2. นมวัว ชีส โยเกิร์ต ทุกสิ่งที่ทำมาจากนมวัว
3. ไขมันทรานส์ (ตอนนี้ผิดกฎหมายไปแล้ว)
4. ของที่มีรสเค็มจัด เผ็ดจัด 
5. เส้นแปรรูปจากข้าวและธัญพืช (เช่น พาสต้า มักโรนี ขนมจีน)
6. ของที่อาจมีพยาธิปนเปื้อน (ผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด และเนื้อสัตว์ที่ไม่สุก หรือ บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง)
7. เนื้อสัตว์ทุกชนิด (ยกเว้นปลา)
8. เหล้า เบียร์ แอลกอฮอล์ ทุกประเภท
9. น้ำตาลในอาหารที่ลงท้ายด้วย โ-ส ไซรัป และผลไม้หวานมาก

สำหรับรายละเอียดของอาหารแต่ละข้อ
แนะนำให้ฟังในคลิปที่เคยอัพเดทไว้ใน YouTube นะคะ

#คุยให้ฟัง “อาหารก่อสิว 10 อย่าง” มีอะไรบ้าง?
https://youtu.be/4o4T2dyHYXs

(แต่ชา กาแฟ ที่เคยพูดถึงในคลิป สามารถทานได้แล้วนะคะ แต่แนะนำวิธีทานไว้ในหนังสืออาหารเปลี่ยนสิวฉบับปรับปรุงแล้วค่ะ)

สำหรับใครที่สนใจวิธีการกินเพื่อให้สิวหาย หน้าใส อย่างละเอียด บีมได้เขียนไว้ให้ในนี้ทั้งหมดแล้วนะคะ เป็น E-Book ชื่อว่า #อาหารเปลี่ยนสิว ค่ะ http://bit.ly/foodchangeacne

ส่วนตัวบีมแล้ว อาหารกลุ่มนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน กินแล้วจะมีสิวขับพิษเด้งขึ้นเร็วมาก ๆ แต่ปัจจุบันนี้ พอรู้หลักกินอาหารหักล้างกันเพื่อปรับสมดุล และระบบย่อยแข็งแรง ลำไส้แข็งแรง ทุกอย่างแข็งแรงแล้ว ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรแล้วค่ะ ยกเว้นไปบุกหนักจริง ๆ แต่ก็แทบจะไม่เกิดขึ้น เพราะเลือกที่จะไม่กินมากกว่าค่ะ (ยกเว้นเจอจังหวะหิวโซและตรงนั้นมันไม่มีอะไรจริง ๆ ก็จัดไปค่ะ แต่ไม่เครียด เพราะส่วนตัวแล้วแก้เองได้หมด ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาค่ะ)